...การได้มีโอกาสได้ร่วมงานกับบริษัทใหญ่ ที่มีชื่อเสียง อาจจะเป็นเรื่องที่นักศึกษาจบใหม่ๆ หรือใครหลายๆ คนใฝ่ฝันนะครับ
ซึ่งทุกคนจะมองว่าบริษัทใหญ่โต ก็ย่อมที่จะมีกำลังในการจ้างพนักงานในอัตราที่ค่อนข้างสูง สวัสดิการต่างๆ ก็จะดี มีความมั่นคง
มีความก้าวหน้า หรือแม้กระทั้งคิดว่า อาจจะทำให้มีหน้ามีหน้าในสังคมได้...
...จากที่ผมได้มีโอกาสเข้ามาร่วมงานกับบริษัทที่ก็ถือว่าใหญ่เป็นอันกับต้นๆ มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ แค่เอ่ยชื่อออกไป ทุกคนก็ต้องรู้จัก
หลายๆ คนคงมองว่า "โห้ทำงานที่บริษัทนี้เหรอ เงินเดือนต้องเยอะแน่ๆ โบนัสเยอะ สวัสดิการก็ดีแน่ๆ เลย" พอเอาเข้าจริงๆ มันก็มีทั้งเรื่องที่เป็นความจริง
และเรื่องที่ไม่จริงนะครับ คิดง่ายๆ นะครับ ถ้าบริษัทเขายอมจ่ายเงินเดือนคุณเยอะๆ เขาก็ต้องคาดหวังในต้วคุณมากเช่นกัน...
...การทำงานในบริษัทใหญ่ๆ ก็เหมือนกับเราอยู่ในคฤหาสน์ ซึ่งคนที่มองเห็นแค่ภายนอกนั้น ก็จะเห็นแค่ความสวยงามของมัน
โดยที่คนภายนอกน้อยคนนักที่รู้ว่า ภายในคฤหาสน์ที่ดูหรูหรา สวยงามหลังนั้น ข้างในเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมภายใน
ก็จะพบว่า มันได้มีการแบ่งสรร ปันส่วน อยากเป็นพื้นๆ เล็กๆ ห้องต่างๆ มากมาย ซึ่งแต่ละส่วนก็ใช้ประโยชน์ต่างกันออกไป
ทั้งนี้แต่ละส่วนก็ต้องมีผู้รับผิดชอบดูแลพื้นที่นั้นๆ ซึ่งถ้าเป็นพื้นที่ใหญ่หน่อย ก็อาจจะต้องดูแลคนเดียวไม่ไหว ต้องมีผู้ช่วย
อาจจะมีมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่นั้นๆ ในเวลาปกติทุกคนต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตั้งใจ ทำงานที่ตัวเองได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่
เต็มความสามารถ เพื่อให้พื้นที่ที่ตัวเองได้รับผิดชอบนั้น ดูดีที่สุด...
...แต่แล้วมักจะมีปัญหาเกิดขึ้น เมื่อมีพื้นที่ทับซ้อนเกิดขึ้น หรือพื้นที่ที่ต้องมีการใช้งาน หรือดูแลร่วมกัน โดยแต่ละทีมมากจะเริ่มต้นจากพูดว่า
พื้นที่นี้ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง เป็นคนทีมอื่น และจะพยายามหาเหตุผลต่างๆ นาๆ ไปบอกกับเจ้าของคฤหาสน์ว่า พื้นที่นั้นไม่ใช่ความรับผิดชอบของตัวเอง
โดยที่บางครั้งก็ไม่ได้มีข้อเสนอแนะเลย ว่าพื้นที่ดังกล่าวต้องเป็นความรับผิดชอบของใคร สุดท้ายพื้นที่ต้องนั้นก็จะถูกมอบหมายให้กับ
ทีมที่มีเหตุผลน้อยที่สุด หรือทีมไม่ไปอ่อนที่สุด โดยที่เจ้าของคฤหาสน์หลังนั้นก็ไม่รู้เลยว่า ทีมนั้นจะมีคนมากพอที่จะมาดูแลพื้นที่ต้องนี้หรือไม่
มันจะหนักเกินไปสำหรับทีมนั้นหรือเปล่า สุดท้ายแล้วทีมนั้นก็ต้องก้มหน้าก้มตาดูแลพื้นที่ส่วนนั้น พื้นที่ส่วนที่เกือบทุกคนในบ้านต่างก็ใช้ประโยชน์จากมัน
พื้นที่ส่วนที่ไม่มีใครอยากรับไปดูแล เนื่องจากกลัวว่าจะเป็นการเพิ่มงานให้ตัวเอง กลัวว่าตัวเองจะเหนื่อยจนเกินไป...
...และถ้ามองแยกย่อยในลงไปอีก สมาชิกในทีมนั้น ทีมที่ต้องดูแลพื้นที่ตรงนั้น ก็จะมีการหาเหตุผลไปบอกหัวหน้าทีมตัวเอง
ว่าใครควรรับผิดชอบพื้นที่ดังกล่าว ใครที่เหมาะสมที่สุด ไม่ต่างจากตอนแรกที่แต่ละทีม ต่างก็หาเหตุผลไปอ้างกับเจ้าของคฤหาสน์
เหมือนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ทุกครั้งทีมีพื้นที่สาธารณะเกิดขึ้น สุดท้ายแล้วคนที่จะได้รับมอบหมาย
ก็มักจะเป็นคนที่ไม่ค่อยมีปากมีเสียง หรือคนที่อายุน้อยที่สุด โดยที่คนอื่นๆ ก็ไม่ได้มองหรอกว่า เขาจะทำได้หรือเปล่า เขาจะทำงานนั้นไหวหรือไม่
ทุกคนจะคิดเพียงแค่ว่า ตัวเองไม่ต้องรับผิดชอบ หรือทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองได้รับผิดชอบน้อยที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้...
...และแล้วทุกคนต่างก็ทำงานที่ตัวเองได้รับมอบหมายไปเรื่อยๆ วันแล้ววันเล่า จนกระทั่งหนึ่งปีผ่านไป ต้องมีการนำเสนอ
เกี่ยวกับงานที่ตัวเองได้รับผิดชอบ ช่วงเวลานี้แหละพื้นที่สาธารณะนั้นจะเป็นส่วนทีทุกคนต่างก็อยากมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบ
ต่างก็อยากบอกว่า จริงๆ แล้วตัวเองก็รับผิดชอบดูแลพื้นที่ตรงนั้นนะ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วไม่ได้ทำอะไรเลย ต่างคนต่างก็นำเสนอ
ว่าตัวเองดูแลโดยทำนู่น ทำนี้ เพื่อที่ทำยังไงก็ได้ ที่จะทำให้ตัวเองดูมีหน้าที่รับผิดชอบเยอะที่สุด เยอะให้เจ้าของคฤหาสน์มองว่า
ตัวเองทำงานหนัก เหมาะสมกับค่าตอบแทนที่เขาได้รับ หรืออาจจะทำให้ดูเหมือนเขาเยอะจนเกินกว่าค่าตอบแทนที่ตัวเองได้รับด้วยซ้ำ
โดยหวังว่าในปีถัดไป ตัวเองจะได้ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น จนวันนึง คนที่สามารถอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ได้นั้น ไม่ใช่คนที่ทำงานเก่งเสมอไป
แต่คนที่นำเสนอผลงานเก่งต่างหาก ที่จะสามารถอยู่คฤหาสน์หลงนี้ได้นาน...
...สุดท้ายแล้วเจ้าของคฤหาสน์หลังนั้น ไม่มีทางรู้ได้หรอกว่าใครทำงานเยอะสุด ใครทำงานดีสุดจริง เพราะเขาจะได้รู้เพียงสิ่งเดียว
ซึ่งนั้นก็คือ "ใครนำเสนอดีที่สุด" และสุดท้ายคนที่ทำเสนอดีสุด ก็ได้ความดีความชอบไป ก็ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นในปีถัดไป
ซึ่งแตกต่างจากคนที่ต้องทำงานจริงๆ กลับไม่ได้รับอะไรเลย หรือถึงจะได้ก็อาจจะน้อยนิด เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ที่เขานำเสนอดี
และเหตุการณ์แบบนี้ก็จะเกิดขึ้นทุกๆ ปีวนลูปไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สุดสิ้น และนี้แหละครับ คือเรื่องราวภายในของคฤหาสน์หลังใหญ่
หลังที่ใครๆ ก็มองว่าภายนอกมันดูสวยงาม หลังที่ใครๆ ต่างก็ใฝ่ฝันอยากเข้าไปอยู่ และนี้ก็ช่างเหมาะสมกับประโยคที่หลายๆ คนอาจจะคุ้นหูกัน
นั้นก็คือ "คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า"...
ชีวิตการทำงานกับบริษัทใหญ่และมีชื่อเสียง
ซึ่งทุกคนจะมองว่าบริษัทใหญ่โต ก็ย่อมที่จะมีกำลังในการจ้างพนักงานในอัตราที่ค่อนข้างสูง สวัสดิการต่างๆ ก็จะดี มีความมั่นคง
มีความก้าวหน้า หรือแม้กระทั้งคิดว่า อาจจะทำให้มีหน้ามีหน้าในสังคมได้...
...จากที่ผมได้มีโอกาสเข้ามาร่วมงานกับบริษัทที่ก็ถือว่าใหญ่เป็นอันกับต้นๆ มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ แค่เอ่ยชื่อออกไป ทุกคนก็ต้องรู้จัก
หลายๆ คนคงมองว่า "โห้ทำงานที่บริษัทนี้เหรอ เงินเดือนต้องเยอะแน่ๆ โบนัสเยอะ สวัสดิการก็ดีแน่ๆ เลย" พอเอาเข้าจริงๆ มันก็มีทั้งเรื่องที่เป็นความจริง
และเรื่องที่ไม่จริงนะครับ คิดง่ายๆ นะครับ ถ้าบริษัทเขายอมจ่ายเงินเดือนคุณเยอะๆ เขาก็ต้องคาดหวังในต้วคุณมากเช่นกัน...
...การทำงานในบริษัทใหญ่ๆ ก็เหมือนกับเราอยู่ในคฤหาสน์ ซึ่งคนที่มองเห็นแค่ภายนอกนั้น ก็จะเห็นแค่ความสวยงามของมัน
โดยที่คนภายนอกน้อยคนนักที่รู้ว่า ภายในคฤหาสน์ที่ดูหรูหรา สวยงามหลังนั้น ข้างในเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมภายใน
ก็จะพบว่า มันได้มีการแบ่งสรร ปันส่วน อยากเป็นพื้นๆ เล็กๆ ห้องต่างๆ มากมาย ซึ่งแต่ละส่วนก็ใช้ประโยชน์ต่างกันออกไป
ทั้งนี้แต่ละส่วนก็ต้องมีผู้รับผิดชอบดูแลพื้นที่นั้นๆ ซึ่งถ้าเป็นพื้นที่ใหญ่หน่อย ก็อาจจะต้องดูแลคนเดียวไม่ไหว ต้องมีผู้ช่วย
อาจจะมีมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่นั้นๆ ในเวลาปกติทุกคนต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตั้งใจ ทำงานที่ตัวเองได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่
เต็มความสามารถ เพื่อให้พื้นที่ที่ตัวเองได้รับผิดชอบนั้น ดูดีที่สุด...
...แต่แล้วมักจะมีปัญหาเกิดขึ้น เมื่อมีพื้นที่ทับซ้อนเกิดขึ้น หรือพื้นที่ที่ต้องมีการใช้งาน หรือดูแลร่วมกัน โดยแต่ละทีมมากจะเริ่มต้นจากพูดว่า
พื้นที่นี้ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง เป็นคนทีมอื่น และจะพยายามหาเหตุผลต่างๆ นาๆ ไปบอกกับเจ้าของคฤหาสน์ว่า พื้นที่นั้นไม่ใช่ความรับผิดชอบของตัวเอง
โดยที่บางครั้งก็ไม่ได้มีข้อเสนอแนะเลย ว่าพื้นที่ดังกล่าวต้องเป็นความรับผิดชอบของใคร สุดท้ายพื้นที่ต้องนั้นก็จะถูกมอบหมายให้กับ
ทีมที่มีเหตุผลน้อยที่สุด หรือทีมไม่ไปอ่อนที่สุด โดยที่เจ้าของคฤหาสน์หลังนั้นก็ไม่รู้เลยว่า ทีมนั้นจะมีคนมากพอที่จะมาดูแลพื้นที่ต้องนี้หรือไม่
มันจะหนักเกินไปสำหรับทีมนั้นหรือเปล่า สุดท้ายแล้วทีมนั้นก็ต้องก้มหน้าก้มตาดูแลพื้นที่ส่วนนั้น พื้นที่ส่วนที่เกือบทุกคนในบ้านต่างก็ใช้ประโยชน์จากมัน
พื้นที่ส่วนที่ไม่มีใครอยากรับไปดูแล เนื่องจากกลัวว่าจะเป็นการเพิ่มงานให้ตัวเอง กลัวว่าตัวเองจะเหนื่อยจนเกินไป...
...และถ้ามองแยกย่อยในลงไปอีก สมาชิกในทีมนั้น ทีมที่ต้องดูแลพื้นที่ตรงนั้น ก็จะมีการหาเหตุผลไปบอกหัวหน้าทีมตัวเอง
ว่าใครควรรับผิดชอบพื้นที่ดังกล่าว ใครที่เหมาะสมที่สุด ไม่ต่างจากตอนแรกที่แต่ละทีม ต่างก็หาเหตุผลไปอ้างกับเจ้าของคฤหาสน์
เหมือนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ทุกครั้งทีมีพื้นที่สาธารณะเกิดขึ้น สุดท้ายแล้วคนที่จะได้รับมอบหมาย
ก็มักจะเป็นคนที่ไม่ค่อยมีปากมีเสียง หรือคนที่อายุน้อยที่สุด โดยที่คนอื่นๆ ก็ไม่ได้มองหรอกว่า เขาจะทำได้หรือเปล่า เขาจะทำงานนั้นไหวหรือไม่
ทุกคนจะคิดเพียงแค่ว่า ตัวเองไม่ต้องรับผิดชอบ หรือทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองได้รับผิดชอบน้อยที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้...
...และแล้วทุกคนต่างก็ทำงานที่ตัวเองได้รับมอบหมายไปเรื่อยๆ วันแล้ววันเล่า จนกระทั่งหนึ่งปีผ่านไป ต้องมีการนำเสนอ
เกี่ยวกับงานที่ตัวเองได้รับผิดชอบ ช่วงเวลานี้แหละพื้นที่สาธารณะนั้นจะเป็นส่วนทีทุกคนต่างก็อยากมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบ
ต่างก็อยากบอกว่า จริงๆ แล้วตัวเองก็รับผิดชอบดูแลพื้นที่ตรงนั้นนะ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วไม่ได้ทำอะไรเลย ต่างคนต่างก็นำเสนอ
ว่าตัวเองดูแลโดยทำนู่น ทำนี้ เพื่อที่ทำยังไงก็ได้ ที่จะทำให้ตัวเองดูมีหน้าที่รับผิดชอบเยอะที่สุด เยอะให้เจ้าของคฤหาสน์มองว่า
ตัวเองทำงานหนัก เหมาะสมกับค่าตอบแทนที่เขาได้รับ หรืออาจจะทำให้ดูเหมือนเขาเยอะจนเกินกว่าค่าตอบแทนที่ตัวเองได้รับด้วยซ้ำ
โดยหวังว่าในปีถัดไป ตัวเองจะได้ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น จนวันนึง คนที่สามารถอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ได้นั้น ไม่ใช่คนที่ทำงานเก่งเสมอไป
แต่คนที่นำเสนอผลงานเก่งต่างหาก ที่จะสามารถอยู่คฤหาสน์หลงนี้ได้นาน...
...สุดท้ายแล้วเจ้าของคฤหาสน์หลังนั้น ไม่มีทางรู้ได้หรอกว่าใครทำงานเยอะสุด ใครทำงานดีสุดจริง เพราะเขาจะได้รู้เพียงสิ่งเดียว
ซึ่งนั้นก็คือ "ใครนำเสนอดีที่สุด" และสุดท้ายคนที่ทำเสนอดีสุด ก็ได้ความดีความชอบไป ก็ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นในปีถัดไป
ซึ่งแตกต่างจากคนที่ต้องทำงานจริงๆ กลับไม่ได้รับอะไรเลย หรือถึงจะได้ก็อาจจะน้อยนิด เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ที่เขานำเสนอดี
และเหตุการณ์แบบนี้ก็จะเกิดขึ้นทุกๆ ปีวนลูปไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สุดสิ้น และนี้แหละครับ คือเรื่องราวภายในของคฤหาสน์หลังใหญ่
หลังที่ใครๆ ก็มองว่าภายนอกมันดูสวยงาม หลังที่ใครๆ ต่างก็ใฝ่ฝันอยากเข้าไปอยู่ และนี้ก็ช่างเหมาะสมกับประโยคที่หลายๆ คนอาจจะคุ้นหูกัน
นั้นก็คือ "คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า"...