เพื่อไทย อาสาแก้ปัญหา ราคายาง-ปาล์ม ตกต่ำ จวก รบ. ทำงานแบบ ขายผ้าเอาหน้ารอด
https://www.khaosod.co.th/politics/news_1828683
เพื่อไทย อาสาแก้ไข ราคายาง-ปาล์ม ตกต่ำ จวก รบ. ทำงานแบบ ขายผ้าเอาหน้ารอด
เห็นใจเกษตรกรไม่มี ตัวแทนประชาชนเป็นกระบอกเสียงในสภาฯ
เพื่อไทย – วันที่ 15 พ.ย.
นายชุมสาย ศรียาภัย คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความเดือดร้อนเรื่องราคายางพารา และราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำในรอบ 20 ปี และตัวแทนเกษตรกรได้ออกมายื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยแก้ไขปัญหาให้หลายครั้งแล้วในช่วงที่ผ่านมาว่า ไม่มีข่าวออกมาว่า รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรแต่อย่างใด การที่เกษตรกรภาคใต้เผายางพารา และปาล์มน้ำมันประท้วงครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงการสิ้นสุดความอดทนต่อความทุกข์ร้อนที่ได้รับแล้ว ตนเข้าใจสภาพความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรภาคใต้ดี ว่าเป็นการแสดงออกอันเนื่องมาจากปัญหาที่ต้องแบกรับภาระมากมายหลายอย่าง ตามมาจากราคาผลผลิตตกต่ำไม่คุ้มกับการลงทุน และค่าแรงงาน
จนเกิดปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว
ซึ่งตลอด 4-5 ปีมานี้ มีเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาราคายางพารา และราคาปาล์มตกต่ำ เช่นเดียวกับเกษตรกรในภาคใต้ทั่วประเทศทั้งในภาคเหนือ และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะมีการปลูกยางพารา และปาล์มน้ำมันในหลายจังหวัด แต่เกษตรกรในภาคใต้น่าจะได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด เพราะทำการปลูกยางพารา และปาล์มน้ำมันเท่านั้น แต่เกษตรกรในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังมีการปลูกพืชอื่นด้วย เช่น ข้าว ลำไย แต่ปัจจุบันนี้ก็ได้รับความเดือดร้อนเช่นเดียวกัน เพราะ ราคาผลผลิตการเกษตรแทบทุกชนิดก็ราคาตกต่ำด้วย
ซึ่งปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรเหล่านี้ ทางฝ่ายนโยบายพรรคเพื่อไทยกำลังรวบรวมปัญหาต่างๆ ไว้พิจารณาหาทางแก้ไขทั้งระบบ
นาย
ชุมสาย กล่าวอีกว่า
น่าเห็นใจเกษตรกรชาวสวนยางพารา และชาวสวนปาล์มน้ำมันทั่วประเทศ ที่ไม่มีผู้แทนคอยเป็นปากเป็นเสียงให้ เพราะไม่มีสภาฯ มีแต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ถ้าหากมีสมาชิกสภาฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง ทุกปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ยื่นเสนอมา ก็จะได้รับความเอาใจใส่จาก ส.ส. โดยการยื่นกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ถ้าเป็นเรื่องสำคัญมากก็จะมีการเสนอเป็นญัตติตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบ เสนอต่อฝ่ายบริหารให้พิจารณาดำเนินการแก้ไข
ส.ส.จะทำหน้าที่ติดตาม เร่งรัดให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาที่เป็นความเดือดร้อนให้ประชาชน จนกว่าจะมีการแก้ไขปัญหาจนสำเร็จ จะไม่เหมือนกับยุค คสช. ที่กว่าจะตัดสินใจจัดงบประมาณมาช่วยอุ้มราคายาง 2 หมื่นล้านบาท ก็ต้องให้เกษตรกรทุกข์ร้อนนานกว่า 4 ปี จนต้องเผายาง เผาปาล์มเรียกร้องขอความช่วยเหลือทั้งน้ำตา และเป็นการช่วยเหลือเพียงบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ซึ่งจะต้องติดตามต่อไปว่าจะมีการแก้ไขปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืนอย่างไรบ้าง
“ถาวร” ชี้ “สุเทพ” พูดถูกแล้ว เขตสงขลาของ “ศิริโชค” อ่อนที่สุดจริง
https://www.matichon.co.th/politics/news_1228404
“ถาวร” ชี้ “สุเทพ” พูดถูกแล้ว เขตสงขลาของ “ศิริโชค” อ่อนที่สุดจริง มีพรรคการเมืองจ้องเจาะพื้นที่นี้เยอะ
เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน นาย
ถาวร เสนเนียม อดีตส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่นาย
สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) รับสมัครสมาชิกพรรคและปราศรัยว่าหวังจะล้มนาย
ศิริโชค โสภา อดีตส.ส.สงขลา ว่า นาย
สุเทพระบุชัดว่าจะแข่งขันกับนาย
ศิริโชค ซึ่งเป็นเขตที่อ่อนที่สุด และไม่ได้มีเพียงพรรครปช แต่ยังมีอีกหลายพรรคที่หวังว่าจะเจาะพื้นที่นี่ด้วย ตนจึงไม่อยากให้พรรคเข้าใจผิดหรือมองในแง่ร้าย แต่พรรคควรขอบคุณนาย
สุเทพที่ได้เป็นกระจกสะท้อนว่าพื้นที่เขตใดบ้างที่อ่อนหรือเข้มแข็ง เพื่อทำให้พรรคได้รู้ตัวว่า มีเขตใดที่ควรปรับปรุงให้พื้นที่เขตนั้นเข้มแข็งมากขึ้น
เครือข่ายสองฝั่งทะเลฯ ยุติโรงไฟฟ้าถ่านหิน เตรียมบุก.พลังงาน19พ.ย.นี้
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/818583
เครือข่ายสองฝั่งทะเล กระบี่-เทพา ยุติโรงไฟฟ้าถ่านหิน เตรียมบุกกระทรวงพลังงาน 19 พ.ย.นี้ ขอร่วมฟังผลคัดเลือกจ้างทีมที่ปรึกษาจัดทำ “เอสอีเอ” ลั่น หากจุฬาฯคว้างบ 50 ล้านบาท เชื่อปัญหาขัดแย้งไม่จบ อ้างมีประวัติหนุนถ่านหินชัดเจน
วันนี้(15พ.ย.) เวลา 9.30น. ตัวแทนเครือข่ายสองฝั่งทะเล กระบี่-เทพา ยุติโรงไฟฟ้าถ่านหิน นำโดย
ประสิทธิชัย หนูนวล ผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน และนาย
ธีระพจน์ กษิรวัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวเกาะลันตา ได้เดินทางมาอาคารเอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกระทรวงพลังงาน เพื่อยื่นหนังสือถึงนาย
ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขอให้คัดเลือกผู้จัดทำSEA พลังงานภาคใต้ด้วยความโปร่งใส โดยมีนาย
ธีรศักดิ์ จรัสศรีวิสิษฐ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงพลังงาน และนาง
พัทธ์ธีรา สายประทุมทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง และเลขานุการคณะกรรมการกำกับการศึกาาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ สำหรับพิ้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้(SEA) เป็นตัวแทนรับหนังสือดังกล่าว
โดยเนื้อสารในหนังสือระบุว่า ตามที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ลงนามข้อตกลงกับเครือข่ายฯ เพื่อให้เกิดการประเมินผลเชิงยุทธศาสตร์กรณีความขัดแย้งโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา กระบี่ อันจะนำไปสู่การกำหนดเชิงนโยบายที่ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดการพลังงานในภาคใต้ รวมถึงการขจัดข้อขัดแย้งต่อกรณีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งสองพื้นที่
เครือข่ายฯ จึงขอเรียกร้องให้กระบวนการจัดทำSEA จะต้องมีจุดเริ่มต้นที่ดีโดยคำนึงถึง 2 ประเด้นสำคัญ คือ
1.ผู้ทำการประเมินเชิงยุทธศาสตร์จะต้องเป็นที่ยอมรับถึงความเป็นกลางโดยไม่มีประวัติของนักวิชาการผู้ทำการประเมินซึ่งแสดงเจตนารมณ์เอนเอียงไปยังแนวทางใดแนวทางหนึ่งมาก่อน
2.วิธีการประเมินผลจะต้องสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วนโดยมิเพียงเน้นด้านเทคนิคการประเมินเท่านั้น เพราะหัวใจสำคัญของการประเมินเชิงยุทธศาสาตร์คือการสร้างทางเลือกการพัฒนา
ดังนั้น ในกระบวนการคัดเลือกที่ปรึกษาจัดทำSEA จึงขอให้รัฐมนตรีกำชับให้กรรมการทำหน้าที่อย่างซื่อตรง และไม่คัดเลือกผู้ที่มีประวัติไม่เป็นกลางมาจัดทำรายงานการประเมินผลเชิงยุทธศาสตร์ เพราะจะนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่ เนื่องจากการไม่ยอมในตัวผู้ประเมินผล อีกทั้งของให้กรรมการเปิดเผยวิธีการทำงานการประเมินผลและรายชื่อนักวิชาการของผู้เข้ารับการคัดเลือกทั้งหมดให้สาธารณะรับทราบ
นาย
ประสิทธิชัย กล่าวว่า ทางเครือข่ายฯต้องการให้ภาครัฐ เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนร่วมรับทราบการคัดเลือกทีมที่ปรึกษาจัดทำSEA ตั้งแต่ต้น หลังทราบว่าขณะนี้เหลือมหาวิทายลัยที่มีคะแนนสูงสุดเพียง 2 มหาวิทยาลัย คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ซึ่งเครือข่ายฯมีความเป็นห่วง หากสุดท้ายแล้วผู้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นที่ปรึกษาฯคือ จุฬาฯ เพราะหากย้อมดูประวัติในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นักวิชาการของจุฬาฯมีท่าทีชัดเจนในการสนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน ถึงแม้ว่าในทีมที่ปรึกษาจะมีทีมงานร่วมกับอีกหลายมหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าผลการศึกษาจะเป็นกลาง ฉะนั้น หากผลการศึกษาออกมาแล้วไม่เป็นที่ยอมรับ อาจส่งผลให้กระบวนการต่างๆล้มเหลวได้
“ในวันที่ 19 พ.ย.นี้ คณะกรรมการSEA จะเชิญทั้ง 2 มหาวิทยาลัยที่มีคะแนนสูงสุดคือ จุฬาฯ และ นิด้า มาพรีเซ็นต์ข้อมูลเพื่อลงคะแนนคัดเลือกที่ปรึกษานั้น ทางเครือข่ายฯจะมาร่วมติดตามผล ซึ่งหากจุฬาฯชนะ เชื่อว่าต้องมีปัญหาเกิดขึ้นแน่ เราไม่ได้เป็นห่วงว่ากระบวนการศึกษาSEA จะล่าช้าไหม แต่ต้องการให้ผลการศึกษาเป็นที่ยอมรับ เพราะ 5ปีที่ผ่านมาเราทะเลาะกันเรื่องของถ่านหินมามากแล้ว” นาย
ประสิทธิชัย กล่าว
นาย
ธีระพจน์ กล่าวว่า เครือข่ายฯเป็นห่วงด้านข้อเสนอของทีมที่ปรึกษาเรื่องของทางเลือกเชื้อเพลิงจะเหมาะสมต่อการผลิตไฟฟ้าของภาคใต้ หากได้ทีมที่ปรึกษาฯที่เอนเอียง ซึ่งปัจจุบันนี้ ภาคใต้กำลังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ด้วยพลังงานทดแทน โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ที่เกาะลันตา และเตรียมขยายโมเดลของเกาะลันตาไปฝั่งอันดามัน ซึ่งหากสำเร็จในอนาคตภาคใต้ยิ่งไม่มีความจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มูลค่าราว 5 แสนล้านบาท
ด้านนาง
พัทธ์ธีรา กล่าวว่า จะนำข้อห่วงใยต่างๆรายงานให้คณะกรรมการSEA รับทราบ และยืนยันว่า คณะกรรมการฯมีความเป็นกลาง และเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกที่ปรึกษาฯโปร่งใส ให้นำหนักทั้งคะแนนบุคคล และกระบวนการศึกษา โดยขณะนี้เหลือ 2 ทีมที่จะต้องมานำเสนอรายละเอียดแผนงานในกระบวนการศึกษาต่อคณะกรรมการฯอีกครั้ง ซึ่งภายในเดือนพ.ย.นี้ จะได้ทีมที่ปรึกษาฯ และส่งรายชื่อให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)พิจารณาเพื่อรับงบประมาณ 50 ล้านบาทในการว่าจ้างฯศึกษาSEA ต่อไป
ทั้งนี้ คาดว่า กระบวนการศึกษาจะเริ่มได้ภายในเดือนธ.ค.นี้ และภายใน 5 เดือน จะต้องได้คำตอบว่า ในพื้นที่จ.กระบี่ และเทพา จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นหรือไม่ และภายใน 9 เดือนจะได้รับคำตอบที่ครอบคลุมทั้ง 15 จังหวัดในภาคใต้
JJNY : 4in1 พท.อาสาแก้ปัญหา/ถาวรชี้สุเทพถูกเขตศิริโชคอ่อน/ยุติโรงไฟฟ้าเตรียมบุกก.พลังงาน/จ่อบุกกรุงเครือข่ายมะพร้าว
https://www.khaosod.co.th/politics/news_1828683
เห็นใจเกษตรกรไม่มี ตัวแทนประชาชนเป็นกระบอกเสียงในสภาฯ
เพื่อไทย – วันที่ 15 พ.ย. นายชุมสาย ศรียาภัย คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความเดือดร้อนเรื่องราคายางพารา และราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำในรอบ 20 ปี และตัวแทนเกษตรกรได้ออกมายื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยแก้ไขปัญหาให้หลายครั้งแล้วในช่วงที่ผ่านมาว่า ไม่มีข่าวออกมาว่า รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรแต่อย่างใด การที่เกษตรกรภาคใต้เผายางพารา และปาล์มน้ำมันประท้วงครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงการสิ้นสุดความอดทนต่อความทุกข์ร้อนที่ได้รับแล้ว ตนเข้าใจสภาพความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรภาคใต้ดี ว่าเป็นการแสดงออกอันเนื่องมาจากปัญหาที่ต้องแบกรับภาระมากมายหลายอย่าง ตามมาจากราคาผลผลิตตกต่ำไม่คุ้มกับการลงทุน และค่าแรงงาน
จนเกิดปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว ซึ่งตลอด 4-5 ปีมานี้ มีเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาราคายางพารา และราคาปาล์มตกต่ำ เช่นเดียวกับเกษตรกรในภาคใต้ทั่วประเทศทั้งในภาคเหนือ และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะมีการปลูกยางพารา และปาล์มน้ำมันในหลายจังหวัด แต่เกษตรกรในภาคใต้น่าจะได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด เพราะทำการปลูกยางพารา และปาล์มน้ำมันเท่านั้น แต่เกษตรกรในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังมีการปลูกพืชอื่นด้วย เช่น ข้าว ลำไย แต่ปัจจุบันนี้ก็ได้รับความเดือดร้อนเช่นเดียวกัน เพราะ ราคาผลผลิตการเกษตรแทบทุกชนิดก็ราคาตกต่ำด้วย ซึ่งปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรเหล่านี้ ทางฝ่ายนโยบายพรรคเพื่อไทยกำลังรวบรวมปัญหาต่างๆ ไว้พิจารณาหาทางแก้ไขทั้งระบบ
นายชุมสาย กล่าวอีกว่า น่าเห็นใจเกษตรกรชาวสวนยางพารา และชาวสวนปาล์มน้ำมันทั่วประเทศ ที่ไม่มีผู้แทนคอยเป็นปากเป็นเสียงให้ เพราะไม่มีสภาฯ มีแต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ถ้าหากมีสมาชิกสภาฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง ทุกปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ยื่นเสนอมา ก็จะได้รับความเอาใจใส่จาก ส.ส. โดยการยื่นกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ถ้าเป็นเรื่องสำคัญมากก็จะมีการเสนอเป็นญัตติตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบ เสนอต่อฝ่ายบริหารให้พิจารณาดำเนินการแก้ไข
ส.ส.จะทำหน้าที่ติดตาม เร่งรัดให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาที่เป็นความเดือดร้อนให้ประชาชน จนกว่าจะมีการแก้ไขปัญหาจนสำเร็จ จะไม่เหมือนกับยุค คสช. ที่กว่าจะตัดสินใจจัดงบประมาณมาช่วยอุ้มราคายาง 2 หมื่นล้านบาท ก็ต้องให้เกษตรกรทุกข์ร้อนนานกว่า 4 ปี จนต้องเผายาง เผาปาล์มเรียกร้องขอความช่วยเหลือทั้งน้ำตา และเป็นการช่วยเหลือเพียงบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ซึ่งจะต้องติดตามต่อไปว่าจะมีการแก้ไขปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืนอย่างไรบ้าง
“ถาวร” ชี้ “สุเทพ” พูดถูกแล้ว เขตสงขลาของ “ศิริโชค” อ่อนที่สุดจริง
https://www.matichon.co.th/politics/news_1228404
“ถาวร” ชี้ “สุเทพ” พูดถูกแล้ว เขตสงขลาของ “ศิริโชค” อ่อนที่สุดจริง มีพรรคการเมืองจ้องเจาะพื้นที่นี้เยอะ
เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน นายถาวร เสนเนียม อดีตส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) รับสมัครสมาชิกพรรคและปราศรัยว่าหวังจะล้มนายศิริโชค โสภา อดีตส.ส.สงขลา ว่า นายสุเทพระบุชัดว่าจะแข่งขันกับนายศิริโชค ซึ่งเป็นเขตที่อ่อนที่สุด และไม่ได้มีเพียงพรรครปช แต่ยังมีอีกหลายพรรคที่หวังว่าจะเจาะพื้นที่นี่ด้วย ตนจึงไม่อยากให้พรรคเข้าใจผิดหรือมองในแง่ร้าย แต่พรรคควรขอบคุณนายสุเทพที่ได้เป็นกระจกสะท้อนว่าพื้นที่เขตใดบ้างที่อ่อนหรือเข้มแข็ง เพื่อทำให้พรรคได้รู้ตัวว่า มีเขตใดที่ควรปรับปรุงให้พื้นที่เขตนั้นเข้มแข็งมากขึ้น
เครือข่ายสองฝั่งทะเลฯ ยุติโรงไฟฟ้าถ่านหิน เตรียมบุก.พลังงาน19พ.ย.นี้
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/818583
เครือข่ายสองฝั่งทะเล กระบี่-เทพา ยุติโรงไฟฟ้าถ่านหิน เตรียมบุกกระทรวงพลังงาน 19 พ.ย.นี้ ขอร่วมฟังผลคัดเลือกจ้างทีมที่ปรึกษาจัดทำ “เอสอีเอ” ลั่น หากจุฬาฯคว้างบ 50 ล้านบาท เชื่อปัญหาขัดแย้งไม่จบ อ้างมีประวัติหนุนถ่านหินชัดเจน
วันนี้(15พ.ย.) เวลา 9.30น. ตัวแทนเครือข่ายสองฝั่งทะเล กระบี่-เทพา ยุติโรงไฟฟ้าถ่านหิน นำโดยประสิทธิชัย หนูนวล ผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน และนายธีระพจน์ กษิรวัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวเกาะลันตา ได้เดินทางมาอาคารเอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกระทรวงพลังงาน เพื่อยื่นหนังสือถึงนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขอให้คัดเลือกผู้จัดทำSEA พลังงานภาคใต้ด้วยความโปร่งใส โดยมีนายธีรศักดิ์ จรัสศรีวิสิษฐ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงพลังงาน และนางพัทธ์ธีรา สายประทุมทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง และเลขานุการคณะกรรมการกำกับการศึกาาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ สำหรับพิ้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้(SEA) เป็นตัวแทนรับหนังสือดังกล่าว
โดยเนื้อสารในหนังสือระบุว่า ตามที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ลงนามข้อตกลงกับเครือข่ายฯ เพื่อให้เกิดการประเมินผลเชิงยุทธศาสตร์กรณีความขัดแย้งโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา กระบี่ อันจะนำไปสู่การกำหนดเชิงนโยบายที่ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดการพลังงานในภาคใต้ รวมถึงการขจัดข้อขัดแย้งต่อกรณีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งสองพื้นที่
เครือข่ายฯ จึงขอเรียกร้องให้กระบวนการจัดทำSEA จะต้องมีจุดเริ่มต้นที่ดีโดยคำนึงถึง 2 ประเด้นสำคัญ คือ
1.ผู้ทำการประเมินเชิงยุทธศาสตร์จะต้องเป็นที่ยอมรับถึงความเป็นกลางโดยไม่มีประวัติของนักวิชาการผู้ทำการประเมินซึ่งแสดงเจตนารมณ์เอนเอียงไปยังแนวทางใดแนวทางหนึ่งมาก่อน
2.วิธีการประเมินผลจะต้องสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วนโดยมิเพียงเน้นด้านเทคนิคการประเมินเท่านั้น เพราะหัวใจสำคัญของการประเมินเชิงยุทธศาสาตร์คือการสร้างทางเลือกการพัฒนา
ดังนั้น ในกระบวนการคัดเลือกที่ปรึกษาจัดทำSEA จึงขอให้รัฐมนตรีกำชับให้กรรมการทำหน้าที่อย่างซื่อตรง และไม่คัดเลือกผู้ที่มีประวัติไม่เป็นกลางมาจัดทำรายงานการประเมินผลเชิงยุทธศาสตร์ เพราะจะนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่ เนื่องจากการไม่ยอมในตัวผู้ประเมินผล อีกทั้งของให้กรรมการเปิดเผยวิธีการทำงานการประเมินผลและรายชื่อนักวิชาการของผู้เข้ารับการคัดเลือกทั้งหมดให้สาธารณะรับทราบ
นายประสิทธิชัย กล่าวว่า ทางเครือข่ายฯต้องการให้ภาครัฐ เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนร่วมรับทราบการคัดเลือกทีมที่ปรึกษาจัดทำSEA ตั้งแต่ต้น หลังทราบว่าขณะนี้เหลือมหาวิทายลัยที่มีคะแนนสูงสุดเพียง 2 มหาวิทยาลัย คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ซึ่งเครือข่ายฯมีความเป็นห่วง หากสุดท้ายแล้วผู้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นที่ปรึกษาฯคือ จุฬาฯ เพราะหากย้อมดูประวัติในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นักวิชาการของจุฬาฯมีท่าทีชัดเจนในการสนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน ถึงแม้ว่าในทีมที่ปรึกษาจะมีทีมงานร่วมกับอีกหลายมหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าผลการศึกษาจะเป็นกลาง ฉะนั้น หากผลการศึกษาออกมาแล้วไม่เป็นที่ยอมรับ อาจส่งผลให้กระบวนการต่างๆล้มเหลวได้
“ในวันที่ 19 พ.ย.นี้ คณะกรรมการSEA จะเชิญทั้ง 2 มหาวิทยาลัยที่มีคะแนนสูงสุดคือ จุฬาฯ และ นิด้า มาพรีเซ็นต์ข้อมูลเพื่อลงคะแนนคัดเลือกที่ปรึกษานั้น ทางเครือข่ายฯจะมาร่วมติดตามผล ซึ่งหากจุฬาฯชนะ เชื่อว่าต้องมีปัญหาเกิดขึ้นแน่ เราไม่ได้เป็นห่วงว่ากระบวนการศึกษาSEA จะล่าช้าไหม แต่ต้องการให้ผลการศึกษาเป็นที่ยอมรับ เพราะ 5ปีที่ผ่านมาเราทะเลาะกันเรื่องของถ่านหินมามากแล้ว” นายประสิทธิชัย กล่าว
นายธีระพจน์ กล่าวว่า เครือข่ายฯเป็นห่วงด้านข้อเสนอของทีมที่ปรึกษาเรื่องของทางเลือกเชื้อเพลิงจะเหมาะสมต่อการผลิตไฟฟ้าของภาคใต้ หากได้ทีมที่ปรึกษาฯที่เอนเอียง ซึ่งปัจจุบันนี้ ภาคใต้กำลังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ด้วยพลังงานทดแทน โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ที่เกาะลันตา และเตรียมขยายโมเดลของเกาะลันตาไปฝั่งอันดามัน ซึ่งหากสำเร็จในอนาคตภาคใต้ยิ่งไม่มีความจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มูลค่าราว 5 แสนล้านบาท
ด้านนางพัทธ์ธีรา กล่าวว่า จะนำข้อห่วงใยต่างๆรายงานให้คณะกรรมการSEA รับทราบ และยืนยันว่า คณะกรรมการฯมีความเป็นกลาง และเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกที่ปรึกษาฯโปร่งใส ให้นำหนักทั้งคะแนนบุคคล และกระบวนการศึกษา โดยขณะนี้เหลือ 2 ทีมที่จะต้องมานำเสนอรายละเอียดแผนงานในกระบวนการศึกษาต่อคณะกรรมการฯอีกครั้ง ซึ่งภายในเดือนพ.ย.นี้ จะได้ทีมที่ปรึกษาฯ และส่งรายชื่อให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)พิจารณาเพื่อรับงบประมาณ 50 ล้านบาทในการว่าจ้างฯศึกษาSEA ต่อไป
ทั้งนี้ คาดว่า กระบวนการศึกษาจะเริ่มได้ภายในเดือนธ.ค.นี้ และภายใน 5 เดือน จะต้องได้คำตอบว่า ในพื้นที่จ.กระบี่ และเทพา จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นหรือไม่ และภายใน 9 เดือนจะได้รับคำตอบที่ครอบคลุมทั้ง 15 จังหวัดในภาคใต้