การบ้านที่ต้องทำของผู้บริหาร SGF

กระทู้คำถาม
ผลประกอบการที่ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์อยู่
ไม่ดีมั๊ย...... ก้อไม่ใช่
เลวร้ายมั๊ย.......ก้อพูดได้ไม่เต็มปาก
แย่มั๊ย.......ก้อไม่ถึงขนาดนั้น
เพราะมีกำไรสุทธิอยู่  18 ล้านบาท มาชำแหละผลประกอบการดูกัน




ตามกระทู้ด้านบนมีการบ้านที่ต้องทำ
เปรียบเหมือนการเรียนหนังสือ มีการสอบเก็บคะแนนกลางภาคและการสอบใหญ่ปลายภาค
ไตรมาส 3 คือผลประกอบการกลางภาค ไตรมาส 4 คือผลสอบใหญ่ปลายภาค
ซึ่งมีน้ำหนักอยู่มากสำหรับนักลงทุนทั่วไปที่จะพิจารณาลงทุนในหุ้นตัวนั้นๆ
ก็รู้กันดีว่าหลังประชุมผู้ถือหุ้นมา 2 ครั้งในปี 2561
ผู้บริหารได้มีการวางแผนชี้แจงให้ที่ประชุมทราบว่า
ตลอดปี 2560 ถึงกลางปี2561
SGF ได้ทำอะไรและอนาคตจะวางแผนงานอย่างไร
1. ล้อมรั้ว มุงหลังคาสร้างบ้านใหม่ให้แข็งแรง
2. เพิ่มกำลังขยายสาขาให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
3.ตรวจสอบ ระมัดระวังไม่ให้เกิดการทุจริต หละหลวมในการปล่อยสินเชื่อของเจ้าหน้าที่พนักงาน
4.ควบคุม NPL อยู่ในระดับ 3-4 % อย่างเคร่งครัด (ท่านวิวัฒน์คงมีประสบการณ์สูงมากในเรื่องนี้ )
5.ควบคุมรายจ่ายที่ไม่จำเป็นของบริษัทลง
6.ออกหุ้นกู้  นำเงินมาใช้เป็นทุนหมุนเวียนเพื่อรองรับเศรษฐกิจรากหญ้าที่มีแนวโน้มฟื้นตัวในอนาคต
7.เรื่องอื่นเช่นชนะคดีได้รับเงินคืนกลับมาหลายร้อยล้านบาท เป็นต้น
ไตรมาส 3 จึงอุปมาอุปไมยว่าเป็นการเริ่มนับ 1 ใหม่ที่แท้จริงของ SGF นั้นเอง
จากรายละเอียดงบและผลประกอบการที่แจ้งมายังตลาดหลักทรัพย์
ก้อเป็นไปตามที่ชี้แจงในที่ประชุมดังที่กล่าวมาทุกขั้นทุกตอน
ถ้าอ่านงบอย่างละเอียด และภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันขณะนี้เป็นตัวประกอบ
รายได้โดนรวมของหุ้นไซค์เล็กอย่าง SGF ถือว่าไม่เลวทีเดียวในฐานะที่เริ่มนับ 1 ใหม่
รายได้ปกติหักลบกับรายจ่ายปกติแล้วมีกำไรอยู่  94.28-51.16 = 43.12 ล้านบาท
แต่ถ้าดูในหน้าที่ 3 จะสังเกตุเห็นค่าใช้จ่ายพิเศษ
ค่าใช้จ่ายภาษีธุรกิจเฉพาะจากการรับชำระหนี้โอนสิทธิเรียกร้องจำนวนถึง 28 ล้านบาท
( น่าจะอธิบายให้ชัดเจนกว่านี้ว่าคือภาษีอะไรตั้ง  28 ล้านบาท มีผลทำให้กำไรสุทธิเหลือ 18 ล้านบาท )
นอกนั้นค่าใช้จ่ายของบริษัทลดลงทุกด้าน
ค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหารก็ลดลง
รวมทั้งโบนัสพนักงานก็รวมเข้าไปอยู่ในงบไตรมาส 2 แล้ว
แล้ว SGF ยังตั้งสำรองเผื่อหนี้สูญไว้แล้ว ดูในแผ่นที่ 5
นอกจากนี้บริษัทยังมีเงินจากการจำหน่ายหุ้นกู้ชุดที่ 1
ในไตรมาส 3 อีกราว 270  ล้านบาท
สภาพคล่องถือว่าไม่น่าเกียจเลยทีเดียว
จึงถือว่า ไตรมาส 4 จึงเป็นการบ้านที่คณะผู้บริหาร SGF  ต้องตั้งใจทำให้มากขึ้น
เพื่อให้ SGF เจริญเติบโตก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง รักษาธรรมาภิบาลไว้
นั่นคือ สิ่งที่นักลงทุนผู้ถือหุ้นเฝ้าหวังและรอคอยอยู่
สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด คือ การจ่ายเงินปันผลกลับคืนให้ผู้ถือหุ้น
ถ้าผลประกอบการมีกำไรจะมากจะน้อย แต่มีกำไรทุกไตรมาสแบบนี้แล้ว
SGF น่าจะจ่ายปันผลได้ให้เหมือนบริษัทอื่นๆ
จะได้สร้างความมั่นใจให้ผู้ที่จะเข้ามาลงทุนใหม่หรือนักลงทุนเดิมมากยิ่งขึ้นไป
ปล.
ที่กล่าวมาเป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ
ยังไงก็แอบรู้สึกผิดหวังเล็กๆกลับผลประกอบการไตรมาส 3
แต่ถ้าลองไปมองผลประกอบการของบริษัทอื่นในตลาดหลักทรัพย์ที่มีราคา 2-6,7 บาทแล้ว
หลายๆตัวก็ดีขึ้น ทรงตัว บางตัวแย่ลง
ขออนุญาตยกตัวอย่างเช่น JMART  วันนี้ราคาหุ้นไหลลงมาจนหย่อน 5 บาทติดๆ
ไตรมาส 3 มีกำไรเหลือแค่  2.62 ล้านบาทเอง
เทียบกับราคาหุ้น SGF ที่ 1.5-1.6 บาท มีกำไรตั้ง 18 ล้านบาท เยอะกว่ารุ่นพี่อีก
( ปลอบใจและเข้าข้างตัวเองซะงั้น )
สุดท้าย ขอเป็นกำลังใจให้คณะผู้บริหารและผู้ถือหุ้น SGF ทุกท่านนะครับ
ไปช้าๆแต่ไปให้ชัวร์ เหมือนเต่าที่ไปถึงเส้นชัยเหนือกระต่ายผู้อหังการได้
แสดงความคิดเห็น
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  บริษัทหลักทรัพย์
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่