[Natherine] จากคลิปล่าสุด กับปัญหาใต้พรมที่สะสมมานาน

กลับมาเขียนเร็วกว่าที่คาด กับคลิปใหม่ของน้องแนทเธอรีน ซึ่งเกิดจากมีน้องคนหนึ่งไดเรค ไปทางแอคเค้าท์ของน้องเล่าปัญหาส่วนตัวที่เกิดจากการถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน จนทำให้เขาไม่อยากไป น้องแนทเธอรีนจึงอัดคลิปให้กำลังใจ พร้อมเสนอทางแก้ปัญหา


แน่นอนว่าเป็นคอนเทนต์ใหม่ของแนทเธอรีน จากที่เมื่อก่อนซึ่งอาจจะคนมาขอคำแนะนำเหมือนกัน แต่จะแนทจะเขียนเป็นบทความ เนื่องจากเป็นคลิปสั้นๆ ทำให้ดูง่ายกว่า เข้าถึงคนมากกว่าและมีอิมแพคมากกว่าการอ่านบทความธรรมดา(มีใส่ซาวแทรกด้วยนะ)ก็ย่อมมีคนเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย(ตอนน้องเขียนบทความยาวๆก็ไม่มีใครว่าอะไรนะ งงเหมือนกัน)

สามารถดูคลิปได้จากลิ้งนี้ครับ https://www.facebook.com/bnk48official.natherine/videos/2824215797604544/

มาลองดูวิเคราะห์กันดีกว่าว่า เราเห็นอะไรบ้างจากคลิปล่าสุด

จากไลฟ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ที่ผ่านมาจะพบว่าแนทเธอรีนเป็นคนมุ่งมั่นมาก ชนิดที่ว่าหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ต้องการจะทำ [อาการป่วยของแนทก็เกิดจาก ภาวะหมกมุ่นในการเรียนนี่แหละ] แน่นอนว่าเมื่อมีคนไดเรคเรื่องที่ถูกกลั่นแกล้งไปหาแนท แนทก็ตอบสนองเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

แล้วทำไมเรื่องนี้ถึงต้องเร่งด่วน จนกลายเป็นคลิปล่าสุดอย่างที่เราเห็นกัน สำหรับผู้ใหญ่บางคนคงชินชากับการกลั่นแกล้งว่ามันเป็นเรื่องปกติของชีวิต เพราะตั้งแต่เด็กเรามีบทลงโทษ สำหรับคนที่ที่ทำร้ายกันทางร่างกาย แต่ไม่มีบทลงโทษสำหรับคนที่ทำร้ายกันทางจิตใจ เราล้อกันเรื่องรูปร่าง เราล้อกันเรื่องสีผิว เราเอาปมด้อยคนอื่นมาล้อกันปกติ


โอเค หลายคนอาจจะคิดว่าถ้าไปด่าพ่อล้อแม่คนอื่น รร.ผมก็มีลงโทษนะ จริงๆการทำร้ายกันทางจิตใจเกิดง่ายกว่านั้นมาก อย่างการล้อเรื่องสีผิว เรื่องรูปร่างหน้าตา หรือปมด้อยของคนๆหนึ่งก็ถือว่าเป็นการทำร้ายคนๆนั้นแล้ว หรือในกลุ่มเพื่อนที่เฮฮาปาตี้ อาจจะมีคนๆหนึ่งในกลุ่มถูกใช้เป็นเครื่องรองรับอารมณ์ รองรับความผิด เป็นตัวตลกในกลุ่ม ทั้งที่ในใจอาจจะร้องไห้อยู่ก็ได้

เรื่องแบบนี้มันมีมานานจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา เวลาพอมีใครยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูด ก็จะตอกกลับไปเสมอว่ามันก็เรื่องปกติที่ไหนๆก็มีทั้งนั้น  เป็นการปกป้องตัวเองไปในตัว ซึ่งพบได้ทั่วไปในบ้านเรา คนเรามักจะอยากรับฟังสิ่งดีๆ และเลือกที่จะไม่ฟังสิ่งแย่ๆหรือปัญหาต่างๆ และนี่นำไปสู่  ทฤษฎีหน้าต่างแตก [Broken windows theory]

ทฤษฎีหน้าต่างแตก พูดง่ายๆก็คือการที่เราละเลยปัญหาเล็กๆน้อยๆไม่ใส่ใจ จนเนินนานไปกลายเป็นเรื่องชินชาก็มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นเรื่องปกติของสังคม เหมือนเราทิ้งขยะลงไปข้างทางทันทีที่กินเสร็จ เมื่อไม่มีใครมาจัดการก็กลายเป็นทุกคนเข้าใจว่าสามารถทำได้ ใครเดินผ่านจุดนี้ก็จะเริ่มทิ้งขยะลงไป จนกลายเป็นกองขยะใหญ่ยักษ์ แต่ก็ไม่มีใครรู้สึกผิดอะไร เพราะพวกเขาบอกตัวเองว่าใครก็ทำกัน เป็นเรื่องปกติ

เหมือนเราเห็นข่าวเด็กท้องในวัยเรียน หากมีใครยกประเด็นนี้ขึ้นมาแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ กลับมีคนมากมายค้านว่าขัดต่อศีลธรรมอันดีของประเทศ ทั้งๆที่สถิติก็บอกอยู่ว่าเราเป็นกลุ่มประเทศที่มีอัตราท้องก่อนวัยสูงมาก แต่กลายเป็นว่าง่ายสำหรับคนกลุ่มนี้ที่จะยกเอาตัวเองมีศีลธรรมเหนือกว่าประเทศที่มีอุตสาหกรรมทางเพศชัดเจน ทั้งๆที่สถิติบอกว่าอัตราการเกิดของประเทศนี้ต่ำจนรัฐบาลต้องสนับสนุนให้มีลูก

กลับกันในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ เขาไม่ยอมให้มีการทำร้ายกันทางจิตใจ (ซึ่งคนไทยอาจจะมองว่าแปลก) คนที่ทำผิดบ่อยๆอาจจะต้องเข้ารับการบำบัด ปรับทัศนคติ เป็นเรื่องจริงจังช่วงนี้มีข่าวนักศึกษาจีน ถูกศาลสหรัฐฯตัดสินลงโทษจำคุกจากการกลั่นแกล้ง ซึ่งถ้าเกิดขึ้นในจีนอาจจะไม่เป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้

เร็วๆนี้เกิดเหตุเด็กมัธยมกระโดดอาคารเรียน เนื่องจากถูกเพื่อนกลั่นแกล้งเรื่องรูปร่าง ผมเห็นข่าวแล้วก็เศร้าใจ แต่ไม่อยากอ่านติดตามอะไรมาก คิดว่ามันต้องมีแน่ๆคอมเม้นท์แบบว่า “เรื่องแค่นี้หรอ” “เรื่องแค่นี้เองทำไมต้องคิดสั้น” ส่วนตัวผมอยากจะบอกว่าการที่คนเราคิดสั้นมันไม่ได้เกิดง่ายขนาดนั้น มันต้องผ่านเรื่องอะไรมามากมายบั่นทอนจิตใจ ไม่มีใครให้พึ่งพา จนจิตใจบาดเจ็บนำไปสู่เรื่องราวที่น่าเศร้าสร้อย

น้องคนนี้อย่างที่ในคลิปบอกต้องถูกเพื่อนกลั่นแกล้งจนไม่อยากไปโรงเรียน แต่ก็บอกสาเหตุพ่อกับแม่ไม่ได้ โดยเลือกจะมาปรึกษากับแนทเธอรีน เนื่องจากน้องกลัว กลัวที่จะถูก “การปฎิเสธ” ของพ่อกับแม่

คนเราเกิดมาจุดสูงสุดของชีวิตคือการได้รับความยอมรับ เราตั้งใจเรียนเพื่อให้พ่อแม่ยอมรับเรา เราตั้งใจทำงานเพื่อให้สังคมยอมรับเรา เรายอมเหนื่อยยอมทุกข์ยากเพื่อให้ครอบครัวยอมรับเรา ผมคิดว่าน้องคงกลัวที่จะเอาเรื่องไปปรึกษากับพ่อแม่ตรงๆ เพราะกลัวว่าเล่าไปแล้วพ่อแม่จะไม่ยอมรับ

ในชีวิตเราอาจจะถูกปฎิเสธหลายครั้งหลายครา แต่ไม่มีใครปฎิเสธได้เจ็บปวดเท่าพ่อกับแม่เราเอง หากเล่าไปแล้วพ่อกับแม่กลับมองว่าเป็นเรื่องปกติ หรือพูดจาแก้ปัญหาส่งๆไป หรือบอกว่าทำไมถึงอ่อนแอ คงเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ถูกสังคมในโรงเรียนกลั่นแกล้ง ส่วนที่พึ่งสุดท้ายยังเมินเฉย จึงทำให้น้องเลือกที่จะไดเรทมาหาแนทเธอรีนแทน

น่าชื่นชมว่าแนทเธอรีนเห็นเรื่องนี้เป็นสำคัญ จริงๆคนรุ่นใหม่ก็รู้แหละว่าเรื่องนี้สำคัญ แต่พอยกมาพูดก็มักถูกสังคมโลกสวยตบกลับไป หรือไม่มีใครใส่ใจเท่าที่ควร อย่างที่กล่าวมา บ้านเราเป็นประเภทอยู่กับคำลวงแล้วสบายใจดีกว่ายอมรับความจริงที่เจ็บปวด

อยากให้เรื่องนี้เป็นจุดเริ่มต้นให้ทุกคนให้ความสำคัญ แก้ปัญหาจริงๆจังๆ แก้กันที่ต้นเหตุ แก้กันระยะยาว ไม่ใช้ว่าทำส่งๆไป เรื่องที่เกิดกับน้องคนนี้คงไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย เราจะหวังให้ทุกคนมาปรึกษากับแนทคงไม่ไหว เป็นเรื่องนี้ทุกๆคนต้องช่วยกัน เลิกยึดติดกับความคิดเก่าๆ เพราะทุกวันนี้โลกมันหมุนเร็วผิดปกติ  การกลั่นแกล้งมันก็ยกระดับมาสู่โลกอินเตอเน๊ต แต่เรายังไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาใดๆ

เทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด และเข้าถึงได้ง่ายทำให้ใครก็สามารถออกความคิดเห็นได้ เหมือนเด็กที่ได้รับพลังพิเศษ ก็ย่อมใช้ไปในทางที่ผิดได้ง่ายเหมือนกับหนังซุปเปอฮีโร่ทั้งหลาย อินเตอเน็ตก็มีพลังพิเศษในตัวมัน ไม่ว่าใครที่ไม่มีความรับผิดชอบ จะเด็กประถมหรือแก่หัวหงอกก็ทำอะไรโง่ๆบทโลกออนไลน์ได้เหมือนกัน

จากนี้ไม่รู้ว่าประเด็นนี้จะถูกยกขึ้นมาอีกกี่ครั้ง จะมีเด็กที่ทำร้ายตัวเองจากเหตุการณ์นี้อีกกี่คน เราสามารถช่วยป้องกันได้จากเริ่มที่ตัวเรา ไม่ต้องไปต่อว่าใคร คนบางคนอาจจะต้องใช้เวลานานนับสิบปี หรือตลอดชีวิตอาจจะคิดได้ ขอแค่ทุกคนตระหนักถึงสิ่งที่จะพูดหรือจะพิมพ์ลงไป ก็น่าจะช่วยแก้ไขปัญหาได้เยอะแล้ว

สุดท้ายสำหรับใครที่เคยเจอปัญหา ถูกกลั่นแกล้งทั้งจากเพื่อนๆหรือทางออนไลน์ อยากให้ไปปรึกษากับคนที่เราไว้ใจ หากไม่กล้าพูดกับพ่อแม่ก็มี องกรณ์ที่ให้คำปรึกษาเกียวกับด้านนี้โดยเฉพาะ ไม่ต้องอายที่จะทำ เพราะการที่เราจะลุกขึ้นมาแก้ปัญหา เล่าระบายปัญหาที่เราทุกข์ใจก็ต้องใช้ความกล้าเหมือนกัน คนที่ปกปิดไม่ยอมรับปัญหาที่สังคมแบบนี้ยังจะดูน่าอายกว่า

[ปล] ในเรื่องการกลั่นแกล้งบนสังคมโซเชียลก็ขอยกวลี ของคนที่ผมชอบมากคนนึงที่ต้องผ่านอะไรร้ายๆมาเยอะเหมือนกัน

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่