ประสบการณ์หลากหลายในการใช้ชีวิตใน shared apartment ที่ต่างแดน

กระทู้สนทนา
สวัสดีค่ะ เราเพิ่งกลับมาจากการเรียนภาษาอังกฤษที่ประเทศทางฝั่งซีกโลกใต้ ระยะเวลาเกือบหนึ่งปีที่เราได้ใช้ชีวิตต่างแดนทำให้เราได้เรียนรู้ พบเจอเหตุการณ์มากมาย กลายมาเป็นความทรงจำและประสบการณ์ชีวิต แต่สิ่งที่ทำให้เราอยากบันทึกไว้คือเรื่องการอยู่อพาร์ทเมนท์กับคนไทยในต่างแดน สิ่งที่จะเขียนต่อจากนี้เป็นทั้งบันทึกและการระบายของเรา เนื้อหาอาจบังเอิญตรงกับเรื่องราวของคนอื่น ๆ เราไม่มีเจตนาให้ร้ายผู้ใดทั้งสิ้น หากใครผ่านมาอ่านก็ถือซะว่าอ่านเล่น ๆ ก็ได้

          อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วว่าเราอยู่ต่างแดนเกือบปี เราเปลี่ยนที่พักทั้งหมด 3 ที่ ซึ่งทั้งสามที่เป็นแชร์อพาร์ทเมนท์ ขอเล่าถึงที่พักที่คนส่วนใหญ่นิยม มี 2 แบบ คือ อพาร์ทเมนท์กับบ้านเป็นหลัง ส่วนตัวเราเลือกอยู่อพาร์ทเมนท์เพราะอยากอยู่ในเมือง ขี้เกียจตื่นเช้าและขึ้นรถเมล์มาเรียน เนื่องจากบ้านส่วนใหญ่จะอยู่นอกเขตเมือง

          ขอบรรยายถึงลักษณะของแชร์อพาร์ทเมนท์ อพาร์ทเมนท์ในเมืองส่วนใหญ่ในหนึ่งห้องประกอบด้วย สองห้องนอน ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น และห้องครัว ซึ่งห้องครัวมักจะเป็นส่วนเดียวกับห้องนั่งเล่น พื้นที่โดยรวมจะแคบเพราะค่าที่แพงมาก ค่าที่พักจึงแพงด้วยเช่นกัน ดังนั้นในหนึ่งห้องจะมีผู้พักอาศัย 2-4 คนแล้วแต่ทางเจ้าของห้องกำหนด หรือทางผู้ถือสัญญาเช่าจัดการ

          เริ่มต้นกันที่ที่พักแห่งแรก เจ้าของบ้านเป็นสาวใต้หน้าสวย (ขออนุญาตเรียกบ้านแทนอพาร์ทเมนท์) บ้านนี้อยู่กัน 3 คน น้องเจ้าของบ้านอยู่ห้องนอนเล็ก เรากับน้องอีกคนนอนห้องนอนใหญ่ เจ้าของบ้านคนนี้ดีตรงที่บอกกฎการอยู่ร่วมกันตั้งแต่วันที่ไปคุยก่อนตัดสินใจเข้าพัก เช่น เจ้าของห้องอาจพาแฟนมาค้างที่ห้องบ่อยหน่อย ขอความร่วมมือไม่ทำอาหารและใช้เครื่องซักผ้าหลังสี่ทุ่ม เกรงใจเพื่อนบ้านเพราะห้องนี้ผนังบาง พวกเราอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข แฟนเรา แฟนน้องรูมเมต และแฟนแฟลตเมตก็แวะเวียนมาที่บ้านบ่อย ๆ มีกินข้าวพร้อมหน้ากันทั้งบ้านบ้าง

          อยู่ด้วยกันมาราว 2 เดือน น้องเจ้าของห้องกลับไทยแล้วมีรูมเมตใหม่ 2 คนเข้ามาอยู่ห้องนอนเล็ก น้องสองคนนี้ก็น่ารัก คุยเข้ากันดี คิดว่าคงอยู่ด้วยกันอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ แต่แล้วปัญหาก็เกิด... “ตู้เย็นเสีย” เรารีบไลน์หาน้องเจ้าของห้องให้ช่วยแจ้งแลนด์ลอร์ดเพื่อประสานงานให้ส่งช่างเข้ามาช่วยตรวจสอบ จุดนี้ทำให้เรารู้ว่าน้องคนใต้หน้าสวยไม่ใช่คนถือสัญญาเช่าตัวจริง แต่น้องเป็นคนถือสัญญาเช่าต่อจากเพื่อนน้องอีกที เพื่อนน้องที่ว่า เป็นคนไทยที่เคยพักห้องนี้แต่ย้ายออกไปอยู่นอกเมือง ต่อมาน้องเจ้าของสัญญาบอกว่าจะรีบส่งอีเมลติดต่อเอเจนซี่ที่ดูแลห้องนี้ เพื่อให้เอเจนซี่รีบติดต่อแลนด์ลอร์ด กระบวนการติดต่อหลายขั้นตอนจนน่าเวียนหัว ทางเราจะคุยกับแลนด์ลอร์ดก็ต้องผ่าน 3 คน ทางแลนด์ลอร์ดจะถามเราว่าสะดวกให้ช่างเข้ามาวันไหนก็ต้องผ่านอีก 3 คน ไม่มีตู้เย็นใช้กันเกือบสองอาทิตย์เขาถึงบอกว่าจะส่งช่างมาเปลี่ยนตู้เย็นวันจันทร์

          ได้ค่ะ วันจันทร์ก็ได้ เราเลิกเรียนแล้วรีบกลับบ้านมารอช่าง ปรากฏว่าช่างไม่ว่าง น่าจะมาวันอังคารแทน วันอังคารทั้งบ่ายเราก็รอไปจนเย็นแต่ยังไม่เห็นใครติดต่อมา จึงติดต่อน้องเจ้าของสัญญา น้องเองก็คงเบื่อที่ต้องมาประสานงานให้ ประกอบกับคงได้เบอร์ช่างมาจากเอเจนซี่พอดี เลยให้เราโทรติดต่อช่างเอง ช่างบอกว่าเข้ามาได้เย็นวันพุธ เราที่รอติดบ้านมาสามวันแล้วก็ลุ้น เย้! วันนี้ช่างมาจริงค่ะ มาพร้อมตู้เย็นหลังใหม่ ซึ่งก็ดูไม่ใช่งานยากนัก ไปร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า ซื้อตู้เย็น เอาขึ้นรถ ขับรถเอามาเปลี่ยนให้ จบ!

          เราไม่สะดวกใจวิธีการติดต่อประสานงานที่ล่าช้า หลายขั้นตอน เราสอบถามคนอื่น ๆ หากบ้านมีปัญหาต่าง ๆ เจ้าของบ้านแก้ไขอย่างไร พบว่าคนรอบตัวสามารถติดต่อแลนด์ลอร์ดได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านหลายขั้นตอนแบบเรา อีกอย่างที่เรากังวลคือ ถ้าหากไม่ใช่ตู้เย็นที่เสียแต่เป็นก๊อกน้ำ หรือโถส้วม เราต้องรอเกือบสองสัปดาห์แบบนี้มั้ย เราคงทนไม่ไหว ประกอบกับการพูดจาแย่ ๆ ของน้องเจ้าของสัญญา การพูดจาลักษณะนั้นอาจเป็นปกติของน้อง แต่เราที่ไม่ได้คุ้นเคยกับน้องมาก่อนตกใจวิธีการพูดของน้องเล็กน้อย เราคุยกับน้องหมาน้องแมวยังดูดีกว่าที่น้องคุยกับเรา กระโชกโฮกฮาก น้ำเสียงแย่ยังกับเราเป็นเห็บใต้ขนหมาแน่ะ เราเข้าใจว่าน้องคงเรียนหนัก ทำงานหนัก แล้วทุกปัญหาที่เราติดต่อมันไม่ใช่ปัญหาของน้อง บ้านนี้น้องก็ไม่ได้อยู่เลยทำให้น้องพูดจาไม่น่าคุยด้วยเท่าไร เราจึงตัดสินใจย้ายออกจากบ้านหลังนี้

          บ้านที่สอง บ้านว่างอยู่เลยรีบย้ายเพราะไม่อยากทนกับบ้านหลังเดิม เจ้าของห้องเป็นหนุ่มชาวเหนือหน้าเด็ก วันที่ไปดูห้องประทับใจความกว้างของห้อง ห้องนั่งเล่นกว้างชนิดที่ล้อมวงตั้งเตากินหมูกระทะได้เลยล่ะ เจ้าของห้องออกตัวว่าเป็นคนไม่สะอาด ยังไม่ได้จัดห้องก่อนเรามาดู เป็นคนนอนดึก ดื่มจัด เราเชื่อและเห็นหลักฐานเป็นขวดเหล้าและขวดโซดาข้างผนัง แต่ดูจากสภาพก็ไม่ได้สกปรกมากมาย ข้าวของน้อยด้วยความเป็นผู้ชายด้วยมั้ง คิดในใจว่าถึงเขาจะรกก็คงรกในห้องนอน เพราะห้องนั่งเล่นดูไม่รก เราจึงตัดสินใจอยู่ห้องนี้

          พอย้ายเข้ามาจึงรู้ว่าคำว่า “นอนดึก” ของแต่ละคนมีนิยามต่างกัน เจ้าของห้องชอบดูฟุตบอล เล่นเกมออนไลน์กับเพื่อนที่ไทย จึงทำกิจกรรมเหล่านี้ถึงช่วงเช้ามืด ธรรมดาของคนนอนดึกที่จะหิว เขาจึงออกมาทำอาหารช่วงประมาณตีสองถึงหกโมงเช้าแทบทุกคืน เราโชคดีที่เป็นคนนอนหลับง่าย หลับลึก ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวใด ๆ ช่วงที่เขาออกมาทำอาหาร เรื่องนี้จึงไม่เป็นปัญหา

          อีกเรื่องที่นิยามของเราต่างกัน คือ เจ้าของห้องเป็นคนชอบดื่มที่บ้านเพราะเมาทีก็เมาเละ เมาที่บ้านสะดวกตรงที่เดินเข้าห้องนอนได้จึงชอบจัดปาร์ตี้ที่บ้าน พลพรรคของหนุ่มคนนี้เป็นเพื่อนชาวเกาหลีใต้ เขาบอกว่าขอพาเพื่อนมาดื่ม มาปาร์ตี้ที่ห้องตั้งแต่ตอนค่ำช่วงวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เราก็โอเค ไม่ว่ากัน ไม่เกินตีสองก็คงบ้านใครบ้านมัน อีกอย่างเราหลับง่าย เสียงดังแค่ไหนก็หลับลง ไฟสว่างแค่ไหนก็ไม่เป็นปัญหา เรารู้น้อยไปค่ะ คนเกาหลีเขาปาร์ตี้กันถึงเช้า ช่วงเวลาที่แยกย้ายกันกลับบ้าน คือ ประมาณตี 4 ถึงหกโมงเช้า หรือไม่ก็นอนกองเรียงกันที่ห้องนั่งเล่น

          เรื่องปาร์ตี้เรายอมได้ เพราะเราไม่ได้ลำบากมากมาย แค่ 3 วันต่อสัปดาห์ เราไหว อีกสิ่งที่ทำให้ทนเรื่องนี้ได้ คือ แฟนเราก็ร่วมปาร์ตี้กับกลุ่มชาวเกาหลีนี้ เขาชอบและสนุกมากเราจึงไม่ได้ว่าอะไร ถ้าทุกคนสนุกก็โอเค

          เราออกตัวก่อนว่าเราเองก็ไม่ใช่คนดี มาอ่านเรื่องความเห็นแก่ตัวของเราบ้าง แฟนเรามักจะมานั่งเล่นกับเราที่ห้องนั่งเล่นจนดึกดื่นทุกคืน ตัวเราคิดว่าไม่มีใครใช้ห้องนั่งเล่น คงไม่เป็นไร เรื่องราวมาแย่ตรงที่โฮสเทลที่แฟนเช่าโดน bedbugs บุก ทางโฮสเทลให้ย้ายไปนอนอีกห้องเพื่อจัดการกับห้องที่เจอ bedbugs แต่แฟนเรากลัวโดนกัดจึงขอมาค้างที่ห้องนั่งเล่นบ้านเราชั่วคราว กลางวันก็ไปทำงาน กลางคืนก็มาขอนอนค้าง แฟนขออนุญาตเจ้าของห้อง เจ้าของห้องที่เขาคิดว่าเป็นเพื่อนก็อนุญาต พอให้มาค้างได้ แฟนเราก็มาค้างบ่อย มาค้างบ่อยอยู่เกือบเดือน เจ้าของห้องไม่ว่า ดูออกจะยินดีที่มีเพื่อนผู้ชายไว้พูดคุย แฟนเราก็ได้ใจคิดว่าเขาอนุญาตยาว ๆ ประกอบกับพักหลังมานี้เจ้าของห้องก็พาแฟนมาค้างที่ห้องบ่อยเหมือนกัน เขาไม่มีปัญหาอะไร แฟนเรานอนที่ห้องนั่งเล่นกับเรา เจ้าของห้องนอนในห้องนอนกับแฟนเขา น้องรูมเมตเรานอนคนเดียวในห้องนอน
  
          ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอันใดแน่ เจ้าของห้องหนุ่มมาบ่นกับน้องรูมเมตเรา เรื่องแฟนเรามาค้างที่ห้องบ่อยเกินไป เราเข้าใจเหตุผลนี้ เพราะมีคนมาแชร์พื้นที่มากขึ้น ค่าน้ำไฟต้องเสียมากขึ้น มันเป็นการเอาเปรียบ แต่เราเสียใจที่เขาไม่มาบอกเราเอง ไม่มาคุยกันเรื่องนี้ แล้วยังแสดงออกแบบยินดีที่ให้แฟนเรามาค้าง หรือเขากลัวเราเสียใจถ้าพูดตรง ๆ อันนี้ไม่แน่ใจ

          อีกเรื่องที่เจ้าของห้องบ่น คือ พอแฟนเรามาที่ห้องบ่อย พวกเพื่อนเกาหลีเขาเลยไม่อยากมาปาร์ตี้เพราะไม่ชอบแฟนเรา ไม่อยากให้ดื่มด้วยกัน เรื่องนี้เราอึ้งและเสียใจ แล้วท่าทีสนิทสนม ดื่มกันสนุกสนานทุกสุดสัปดาห์คืออะไร แกล้งทำเป็นสนุกสินะ ไม่ชอบอะไรก็น่าจะบอกกันตรง ๆ หรือแสดงออกให้รู้ก็ได้ อะไรที่มันไม่ไหวก็ควรพูดกับเรา เราจะได้จัดการถูก เราเกรงใจที่เขาต้องทนอึดอัดกับเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าเจ้าของห้องทนอึดอัดกับเรื่องนี้มานานแค่ไหนถึงเพิ่งมาบ่นให้น้องรูมเมตฟัง

          จากเรื่องราวที่เพิ่งผ่านพ้น เราก็จัดการหาห้องใหม่เพื่อจะได้ย้ายเข้าไปอยู่กับแฟน ก่อนหน้านั้นแฟนเราไม่ยอมย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน เดาว่าเขายังไม่มั่นใจในความสัมพันธ์ แต่หลังจากผ่านบ้านหลังที่สองเขาก็ยินดีจะย้ายมาอยู่บ้านเดียวกันกับเรา

          ส่วนเรื่องเพื่อนเกาหลีไม่ชอบให้แฟนมาปาร์ตี้นั้น เราพยายามหาวิธีบอกที่นุ่มนวลที่สุดแต่ก็หาไม่ได้ และเราเชื่อว่าคนตะวันตกชอบการพูดคุยตรง ๆ มากกว่าคุยอ้อม เราจึงบอกแฟนตรง ๆ ว่า เราพยายามหาวิธีพูดที่ไม่ทำให้เขาเสียใจแต่เราคิดว่าการพูดตรง ๆ จะทำให้เขาเสียใจน้อยที่สุด เพื่อนเกาหลีไม่ชอบให้มาปาร์ตี้ด้วยนะ ฉันเสียใจกับเรื่องนี้ ฉันคิดว่าทุกคนคิดว่าเธอเป็นเพื่อนคนหนึ่งแต่มันคงไม่ใช่แล้ว เขาหน้าสลดลงนิดหน่อยแต่บอกว่าโอเค แค่เพื่อนกลุ่มนี้ไม่อยากให้มาก็ไม่เห็นเป็นไร เพื่อนเยอะแยะ เขาไม่เสียใจที่เสียเพื่อนกลุ่มนี้ แต่เพื่อนกลุ่มนี้ต่างหากที่เสียเขา เราเชื่อคำพูดเขา เพราะที่ผ่านมาเขารักเพื่อนกลุ่มนี้มากโดยเฉพาะเจ้าของห้องหนุ่มเหนือ ตั้งตารอทุกสุดสัปดาห์ พอซื้ออะไรที่อร่อย ๆ มาก็ต้องแบ่งไว้ให้เพื่อนตลอดทั้งที่ตัวเขานั้นรักการกินมากกว่าสิ่งใด

          เดือนสุดท้ายกับบ้านหลังที่สอง เพื่อนสาวของน้องรูมเมตหมดสัญญากับที่พักเดิมแต่ยังหาที่พักใหม่ไม่ได้ จึงมาขออยู่ห้องนั่งเล่นสักระยะ เราก็โอเค คนตกทุกข์ได้ยากก็ต้องช่วยอยู่แล้ว รวมแล้วน้องคนนี้อยู่ห้องนั่งเล่นบ้านเราประมาณหนึ่งเดือน จ่ายเงินค่าที่พักให้เจ้าของห้องแต่เราไม่ได้รับส่วนลดใด ๆ ทั้งที่ตามหลักแล้ว ถ้ามีคนมาแชร์มากขึ้น ค่าห้องควรลดแต่ค่าน้ำไฟเท่าเดิม เพราะถือว่ามีคนมาแชร์พื้นที่ เราไม่สะดวกใช้ห้องนั่งเล่นแล้ว เพราะน้องเขาอยู่ อยากให้เป็นพื้นที่ส่วนตัวของน้องเหมือนที่เรามีห้องนอนเป็นพื้นที่ส่วนตัว จุดนี้เราไม่รู้ว่าน้องรูมเมตเราได้ส่วนลดมั้ยเพราะน้องต้องแชร์กุญแจกับเพื่อน ส่วนเราที่ไม่เรียกร้องส่วนลดใด ๆ เพราะถือว่าชดเชยที่แฟนเรามาค้างห้องนั่งเล่นบ่อย ๆ เจ๊ากันค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่