'โภคิน' ยันพท.ไร้แตกแยก เชื่อ 'หญิงหน่อย' นำสู่ความสำเร็จ
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/818107
"โภคิน" ยัน "เพื่อไทย" ไร้แตกแยก เชื่อ "หญิงหน่อย" นำสู่ความสำเร็จ
เมื่อวันที่ 9 พ.ย.61 นาย
โภคิน พลกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวลือเรื่องความแตกแยกภายในพรรคเพื่อไทยว่าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นสาระ และเป็นเพียงการปล่อยข่าวโดยไม่ระบุชื่อผู้ให้สัมภาษณ์ จึงไม่มีความน่าเชื่อถือ จะเห็นได้ว่า บุคคลที่ตกเป็นข่าวว่าจะย้ายพรรค เช่น นาย
ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค และ นาย
ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ อดีต สส.มหาสารคาม ก็ล้วนออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้จะทิ้งพรรคเพื่อไทยไปไหนและทั้งสองท่านก็ได้พูดยืนยันด้วยตนเองว่าไม่มีความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย
ทั้งนี้ เห็นว่าพรรคเพื่อไทยในขณะนี้ มีความเป็นปึกแผ่นและการทำงานภายในพรรค ก็เป็นไปด้วยดี แม้จะมีบุคลากรส่วนหนึ่งย้ายพรรคก็เป็นเรื่องปกติของเหตุการณ์ก่อนการเลือกตั้งที่จะมีการย้ายพรรค ไม่ได้ทำให้พรรคเพื่อไทยสะดุด เพราะยังมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถอีกมากมายที่สามารถมาทำงานทดแทนได้
ส่วนของการทำหน้าที่ของ คุณหญิง
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ซึ่งถือเป็นแม่ทัพในการเลือกตั้งนั้น ถือว่าเป็นผู้ที่มีความเหมาะสม เพราะได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่พรรคเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ดังนั้น จึงมั่นใจได้ว่า คุณหญิง
สุดารัตน์ จะสามารถนำทีมสู้ศึกเลือกตั้งได้เป็นอย่างดีและประสบความสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม การปล่อยข่าวว่ามีความแตกแยกนั้น ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่พรรคการเมืองขนาดใหญ่จะถูกดิสเครดิตในช่วงที่จะมีการเลือกตั้ง แต่ไม่มีอะไรน่าหนักใจสำหรับพรรคเพื่อไทย
เครือข่ายภาค ปชช.เพื่อคนนคร เห็นด้วยตรวจทรัพย์สิน กก.สภา ย้ำหากได้มาถูกต้องกลัวอะไร
https://www.matichon.co.th/region/news_1219462
จม.เปิดผนึก ว่อนเน็ต ส่งถึง นายกรัฐมนตรี ที่ประชุมเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อคนนคร เรียกร้อง ปปช.ไม่ควรแก้ กม. ตรวจทรัพย์สิน กก.สภา
เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ย่านชานเมืองนครศรีธรรมราช กลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อคนนคร ร่วมประชุมหารือวาระประจำเดือนในการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อบ้านเพื่อเมืองประจำเดือนพฤศจิกายน 2561 โดยมีวาระที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ตัวแทนนักธุรกิจ นักกฎหมาย ประชาชน นักศึกษา สื่อมวลชน นักวิชาการ นักการเมือง และประชาชน กว่า 20 คน
ผู้สื่อข่าวรายงาน เป็นที่น่าสังเกตการณ์ประชุมในครั้งนี้ มีนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาทั้งระดับ มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา เข้าร่วมกว่าครึ่งหนึ่ง โดยวาระเร่งด่วนคือ การหารือเรื่องการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของผู้บริหารการศึกษา กรรมการสภา และองค์กรเองชนที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งในที่ประชุมได้มีการแจกเอกสาร จดหมายเปิดผนึก ลงนามโดยกลุ่มสนับสนุนการแสดงบัญชีทรัพย์สินของฝ่ายบริหารและสภามหาวิทยาลัย แจกจ่ายให้กับผู้เข้าร่วมประชุม ขณะที่ผู้เข้าร่วมประชุมต่างแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง
ทั้งนี้ เนื้อหาของจดหมายเปิดผนึกระบุ
“กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เรื่อง ขอสนับสนุนประกาศของ ปปช. ในเรื่องการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินของฝ่ายบริหารและกรรมการสภามหาวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัยทุกแห่ง
ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยหลายแห่ง เปลี่ยนแปลงสถานภาพไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ เพื่อให้มีอิสระในการบริหารกิจการภายในได้เองทุกเรื่อง โดยมีสภามหาวิทยาลัย ที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากบุคคลภายนอกที่มาจากการสรรหา (ของผู้บริหาร) มาทำหน้าที่กำกับดูแลนโยบายของมหาวิทยาลัย สามารถออกและ/หรือ แก้ไข ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ได้ ดังนั้น การออกนอกระบบ แท้จริงแล้ว คือการช่วยให้ มหาวิทยาลัยมีอิสระในการดำเนินงานมากกว่าในอดีต ผู้บริหารมีอิสระและอำนาจในการทำงานมากขึ้น กรรมการสภาฯ ก็มีอำนาจมากขึ้นด้วยเช่นกัน ส่วน สกอ.และกระทรวงศึกษาธิการ ไม่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบใดๆ ได้อีกแล้ว เพราะอำนาจในการกำกับดูแล การตรวจสอบ ลงโทษ ต่างๆ อยู่ที่สภามหาวิทยาลัยโดยตรง ที่พบเจอคือ วันนี้ ผู้บริหารกับกรรมการสภาฯ เป็นพวกเดียวกันทั้งหมด ทุกอย่างดูราบรื่น ที่มาของกรรมการสภาฯ ตามระเบียบทฤษฎี ก็จะมาจากการสรรหาจากบุคลากรทั้งมหาวิทยาลัยเสนอขึ้นมา แต่ ในทางปฏิบัติ ทั้งหมดก็มาจากการคัดสรรจากผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยนั่นเอง โดยอาจมีผู้ทรงคุณวุฒิอาวุโสบางคนร่วมอยู่เป็นที่ปรึกษา เพื่อให้ได้กลุ่มเครือข่ายเดียวกัน
มีข้อร้องเรียนจากอาจารย์ในบางสถาบันว่า ถ้ามีเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวกับกรณีที่ส่อว่าจะมีการทุจริต ประพฤติมิชอบ ของผู้บริหารระดับใดก็ตาม (ถ้าเป็นพวกเดียวกัน) ก็จะได้รับการช่วยเหลือกัน จะไม่พบการทุจริตจากการกระทำของผู้บริหารทั้งสิ้น อาจมีบ้างก็จะเป็นระดับเจ้าหน้าที่ พนักงาน บุคลากรทั่วไปเท่านั้น ดังนั้น การบริหารเงินงบประมาณ ปีละสอง สามพันล้านบาท โดยอิสระเสรีแบบนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะในระบบบริหารงานในปัจจุบัน ไม่มีกลไกการคานอำนาจระหว่างกันอย่างแท้จริง รวมทั้งไม่มีระบบตรวจสอบ ผู้ทรงคุณวุฒิเองก็มีข้อจำกัด ที่จะเข้ามาเรียกหาข้อมูล เพราะไม่มีระบบผู้ช่วย ทีมงานที่จะช่วยหาข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นให้ได้ ถ้าผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย ปิดบังข้อมูล ผู้ทรงคุณวุฒิก็จะไม่สามารถรู้ได้เลย ดังนั้น ในความเป็นจริงคือ ทุกคนจึงมาประชุม อภิปรายแสดงความคิดเห็นกันเฉพาะในระหว่างการประชุมเท่านั้น จึงเป็นจุดอ่อน ที่เป็นช่องทางที่จะทำให้เกิดการทุจริตขึ้นได้ง่าย เพราะไม่มีระบบตรวจสอบและไม่มีกลไกการคานอำนาจกัน
เป็นเรื่องน่าประหลาดใจ แม้ว่ามหาวิทยาลัยจะออกนอกระบบไปแล้ว แต่รัฐบาล (สำนักงบฯ) ก็ยังจัดสรรงบประมาณแผ่นดินมาให้เหมือนเดิม โดยเฉพาะงบก่อสร้างและครุภัณฑ์ ไม่ได้ลดลง งบเงินเดือนพนักงานก็ยังให้ตามปกติ พนักงานมหาวิทยาลัย ที่ใช้งบเงินรายได้ของคณะหรือส่วนกลางมาก่อน ก็จะได้รับการบรรจุให้เป็นพนักงาน (ประจำ) ใช้งบประมาณแผ่นดินซึ่งจะมีความมั่นคงสูงกว่า แน่นอนว่ากลุ่มที่ได้รับการบรรจุก็คือ กลุ่มคนที่เป็นพวกเดียวกันหรือสนับสนุนผู้บริหารเท่านั้น ในอนาคต ถ้าจะมีการปลดพนักงานออก ก็จะเป็นพนักงานกลุ่มที่ไม่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานเงินงบประมาณแผ่นดินนั่นเอง ดังนั้น ในวันนี้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย จึงได้ควบคุมอำนาจบริหารจัดการได้อย่างเบ็ดเสร็จในทุกระดับ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ อยู่ในมือของกลุ่มผู้บริหารระดับสูง กับผู้ทรงคุณวุฒิบางคนที่เป็นหัวเรือใหญ่เครือข่ายเดียวกัน เท่านั้น ด้วยสภาพการแบบนี้ จึงมีโอกาสจะเกิดการทุจริตทางนโยบายขึ้นได้ ส่วนในระดับหน่วยงาน ตามคณะ สาขาวิชาต่างๆ ผู้บริหารส่วนนี้ก็สามารถจะกระทำทุจริตคอร์รัปชั่น เช่น ในการจัดซื้อจัดจ้าง และงานก่อสร้างต่างๆ ได้ง่ายมาก เพราะบุคลากรผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานล้วนเป็นพวกเดียวกันทั้งหมดนั่นเอง ถ้ามีการร้องเรียนขึ้นไป เรื่องก็เงียบ คนร้องเรียนจะอยู่ไม่ได้
ดังนั้น ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยจึงเป็นแหล่งผลประโยชน์ขนาดใหญ่ ที่สามารถจะทุจริตคอร์รัปชั่นได้อย่างง่ายดาย เป็นแหล่งผลประโยชน์แหล่งใหญ่ที่สังคมภายนอกมองข้ามไป เพราะอาจจะเห็นว่าเป็นสถาบันการศึกษาระดับสูง เข้าทำนองคนมีการศึกษา จะไม่โกง ที่สำคัญไม่มีใครสามารถเข้าไปตรวจสอบได้เลย ขอยกตัวอย่าง วิธีหาผลประโยชน์ของผู้บริหารและกรรมการสภาฯ เช่น ร่วมกันออกนโยบาย เอาทรัพย์สิน รายได้ของมหาวิทยาลัย ไปซื้อหุ้นของสถาบันการเงินที่ผู้ทรงฯเป็นกรรมการ เปิดสัมปทานภายใน เช่น เดินรถ ให้เอกชนที่มีผู้ทรงฯบางคนเป็นหุ้นส่วน สร้างโครงการก่อสร้างอาคารต่างๆขึ้นมามากมายจนไม่รู้จะเอาไปใช้ประโยชน์อะไร แจกโควตาที่นั่งเด็กนักเรียนสาธิต ให้ผู้ทรงฯ ทุกปี ใครช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากก็ให้มาก ล็อกสเปกซื้อของพรรคพวกตน ขึ้นเงินเดือน ค่าตอบแทนให้พวกกันเอง กันอย่างเต็มที่ เอาเงินไปจ้างที่ปรึกษากฎหมายมืออาชีพปีละหลายล้านบาท ไว้ต่อสู้คดีกับบุคลากรของมหาวิทยาลัย เป็นต้น ถ้าเงินงบประมาณไม่พอก็ขึ้นเงินค่าเล่าเรียน
ไม่มีใคร กล้าเข้าไปตรวจสอบ เก็บหลักฐาน เจ้าหน้าที่ทุกคนจะกลัวมาก เพราะอาจถูกประเมินไล่ออกได้ง่ายมาก ดังนั้น การที่ ปปช. ออกประกาศให้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย และกรรมการสภาฯทุกคน ยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สิน จึงอาจพอช่วยป้องปรามการทุจริต คอร์รัปชั่นได้ทางหนึ่ง ซึ่งความจริง ยังต้องหามาตรการอื่นๆ เพิ่มอีก หลายมาตรการ แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ควรสนับสนุนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว จึงขอสนับสนุนการแสดงบัญชีทรัพย์สินของฝ่ายบริหารและสภามหาวิทยาลัย
หมายเหตุ ท่านใดสนับสนุนจดหมายเปิดผนึก ฉบับนี้ โปรดลงชื่อและสถาบันไว้ใน คอมเม้นท์ข้างท้ายเพื่อนำเรียนนายกรัฐมนตรีต่อไป”
นาย
ปรีชากร โมลิกา ประธานเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อคนนคร กล่าวว่า พวกเราเห็นจดหมายฉบับนี้ในโลกโซเชียล เราเห็นด้วยกับ ปปช. เราไม่เข้าใจว่า กรรมการสภากลัวอะไรกับการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน การตรวจไม่ได้บอกว่าผิด แต่ตรวจเพื่อบอกให้ทราบว่าทรัพย์ก่อน และหลังต่างกันอย่างไร บางคนทำธุรกิจรวยอยู่แล้วมีทรัพย์สินเพิ่มก็ไม่เห็นแปลกในเมื่อทรัพย์สินได้มาอย่างถูกต้อง ยิ่งพวกคุณทำหน้าที่บริหารในสถาบันการศึกษาด้วยแล้วยิ่งดี ต้องเป็นตัวอย่าง ต้องให้ลูกศิษย์เห็นตัวอย่างว่าอาจารย์เราพร้อม หากอาจารย์หนีการตรวจสอบลูกศิษย์อาจจะทำตามอาจารย์ ในเมื่อหลายฝ่ายแจงว่าเห็นควรแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ต้องแก้ตั้งแต่เด็กๆ กลายเป็นว่าประเทศแก้ปัญหาไม่ถูกทาง ให้ผู้ใหญ่เพียงแต่แสดงบัญชีทรัพย์สินไม่ยอมทำ แต่มาเรียกร้องให้เด็กต้องซื่อสัตย์สุจริต
นักกฎหมายภาครัฐ รายหนึ่งกล่าวในที่ประชุมว่า การออกมาแสดงพลังไม่ยอมให้มีการตรวจสอบทรัพย์สิน อ้างเหตุผลโน่นนี่นั่น ผมมองว่าเผยไต๋ออกมาอย่างชัดเจน ออกมายื่นขอลาออกจากตำแหน่ง คนเหล่านี้มองว่าไม่ได้เข้ามาอย่างถูกต้อง น่าจะเป็นพวกมากลากไป กฎหมายบ้านเมืองไม่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ประชาชนไม่เคารพ แต่หากเป็นผู้ถือกฎหมายต่างหากไม่เคารพ แล้วมาซัดว่าประชาชน
ตัวแทนนักศึกษา กล่าวว่า ผมในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของสภานักศึกษามหาวิทยา ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกรรมการสภาทุกท่านทุกตำแหน่ง ไม่ต้องมาอ้างนิสิตนักศึกษา เขาให้ท่านแสดงบัญชีทรัพย์สินไม่ได้บังคับให้ท่านลาออก ทุกวันนี้ท่านๆ อยู่ในตำแหน่งนี้ก็ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อนิสิตนักศึกษาอยู่แล้ว นักศึกษาไม่ใช่ตัวประกัน ถ้าท่านสมาชิกเห็นว่าการยื่น บช. ทรัพย์สินเป็นสิ่งที่ควรทำก็ควรแสดงจุดยืนให้ชัด เพื่อให้พวกเขารับทราบ แต่ถ้าท่านเฉยก็เท่ากับยอมรับ
JJNY : 6in1 โภคินยันพท.ไร้แตกแยก/เครือข่ายหนุน/ป้ามลชี้/'ชูวิทย์' โพสต์คันปาก/รง.รับปาล์มมีคุณภาพ/ร้องราคายางบุรีรัมย์
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/818107
"โภคิน" ยัน "เพื่อไทย" ไร้แตกแยก เชื่อ "หญิงหน่อย" นำสู่ความสำเร็จ
เมื่อวันที่ 9 พ.ย.61 นายโภคิน พลกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวลือเรื่องความแตกแยกภายในพรรคเพื่อไทยว่าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นสาระ และเป็นเพียงการปล่อยข่าวโดยไม่ระบุชื่อผู้ให้สัมภาษณ์ จึงไม่มีความน่าเชื่อถือ จะเห็นได้ว่า บุคคลที่ตกเป็นข่าวว่าจะย้ายพรรค เช่น นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค และ นาย ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ อดีต สส.มหาสารคาม ก็ล้วนออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้จะทิ้งพรรคเพื่อไทยไปไหนและทั้งสองท่านก็ได้พูดยืนยันด้วยตนเองว่าไม่มีความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย
ทั้งนี้ เห็นว่าพรรคเพื่อไทยในขณะนี้ มีความเป็นปึกแผ่นและการทำงานภายในพรรค ก็เป็นไปด้วยดี แม้จะมีบุคลากรส่วนหนึ่งย้ายพรรคก็เป็นเรื่องปกติของเหตุการณ์ก่อนการเลือกตั้งที่จะมีการย้ายพรรค ไม่ได้ทำให้พรรคเพื่อไทยสะดุด เพราะยังมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถอีกมากมายที่สามารถมาทำงานทดแทนได้
ส่วนของการทำหน้าที่ของ คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ซึ่งถือเป็นแม่ทัพในการเลือกตั้งนั้น ถือว่าเป็นผู้ที่มีความเหมาะสม เพราะได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่พรรคเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ดังนั้น จึงมั่นใจได้ว่า คุณหญิง สุดารัตน์ จะสามารถนำทีมสู้ศึกเลือกตั้งได้เป็นอย่างดีและประสบความสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม การปล่อยข่าวว่ามีความแตกแยกนั้น ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่พรรคการเมืองขนาดใหญ่จะถูกดิสเครดิตในช่วงที่จะมีการเลือกตั้ง แต่ไม่มีอะไรน่าหนักใจสำหรับพรรคเพื่อไทย
เครือข่ายภาค ปชช.เพื่อคนนคร เห็นด้วยตรวจทรัพย์สิน กก.สภา ย้ำหากได้มาถูกต้องกลัวอะไร
https://www.matichon.co.th/region/news_1219462
จม.เปิดผนึก ว่อนเน็ต ส่งถึง นายกรัฐมนตรี ที่ประชุมเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อคนนคร เรียกร้อง ปปช.ไม่ควรแก้ กม. ตรวจทรัพย์สิน กก.สภา
เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ย่านชานเมืองนครศรีธรรมราช กลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อคนนคร ร่วมประชุมหารือวาระประจำเดือนในการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อบ้านเพื่อเมืองประจำเดือนพฤศจิกายน 2561 โดยมีวาระที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ตัวแทนนักธุรกิจ นักกฎหมาย ประชาชน นักศึกษา สื่อมวลชน นักวิชาการ นักการเมือง และประชาชน กว่า 20 คน
ผู้สื่อข่าวรายงาน เป็นที่น่าสังเกตการณ์ประชุมในครั้งนี้ มีนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาทั้งระดับ มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา เข้าร่วมกว่าครึ่งหนึ่ง โดยวาระเร่งด่วนคือ การหารือเรื่องการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของผู้บริหารการศึกษา กรรมการสภา และองค์กรเองชนที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งในที่ประชุมได้มีการแจกเอกสาร จดหมายเปิดผนึก ลงนามโดยกลุ่มสนับสนุนการแสดงบัญชีทรัพย์สินของฝ่ายบริหารและสภามหาวิทยาลัย แจกจ่ายให้กับผู้เข้าร่วมประชุม ขณะที่ผู้เข้าร่วมประชุมต่างแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง
ทั้งนี้ เนื้อหาของจดหมายเปิดผนึกระบุ
“กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เรื่อง ขอสนับสนุนประกาศของ ปปช. ในเรื่องการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินของฝ่ายบริหารและกรรมการสภามหาวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัยทุกแห่ง
ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยหลายแห่ง เปลี่ยนแปลงสถานภาพไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ เพื่อให้มีอิสระในการบริหารกิจการภายในได้เองทุกเรื่อง โดยมีสภามหาวิทยาลัย ที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากบุคคลภายนอกที่มาจากการสรรหา (ของผู้บริหาร) มาทำหน้าที่กำกับดูแลนโยบายของมหาวิทยาลัย สามารถออกและ/หรือ แก้ไข ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ได้ ดังนั้น การออกนอกระบบ แท้จริงแล้ว คือการช่วยให้ มหาวิทยาลัยมีอิสระในการดำเนินงานมากกว่าในอดีต ผู้บริหารมีอิสระและอำนาจในการทำงานมากขึ้น กรรมการสภาฯ ก็มีอำนาจมากขึ้นด้วยเช่นกัน ส่วน สกอ.และกระทรวงศึกษาธิการ ไม่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบใดๆ ได้อีกแล้ว เพราะอำนาจในการกำกับดูแล การตรวจสอบ ลงโทษ ต่างๆ อยู่ที่สภามหาวิทยาลัยโดยตรง ที่พบเจอคือ วันนี้ ผู้บริหารกับกรรมการสภาฯ เป็นพวกเดียวกันทั้งหมด ทุกอย่างดูราบรื่น ที่มาของกรรมการสภาฯ ตามระเบียบทฤษฎี ก็จะมาจากการสรรหาจากบุคลากรทั้งมหาวิทยาลัยเสนอขึ้นมา แต่ ในทางปฏิบัติ ทั้งหมดก็มาจากการคัดสรรจากผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยนั่นเอง โดยอาจมีผู้ทรงคุณวุฒิอาวุโสบางคนร่วมอยู่เป็นที่ปรึกษา เพื่อให้ได้กลุ่มเครือข่ายเดียวกัน
มีข้อร้องเรียนจากอาจารย์ในบางสถาบันว่า ถ้ามีเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวกับกรณีที่ส่อว่าจะมีการทุจริต ประพฤติมิชอบ ของผู้บริหารระดับใดก็ตาม (ถ้าเป็นพวกเดียวกัน) ก็จะได้รับการช่วยเหลือกัน จะไม่พบการทุจริตจากการกระทำของผู้บริหารทั้งสิ้น อาจมีบ้างก็จะเป็นระดับเจ้าหน้าที่ พนักงาน บุคลากรทั่วไปเท่านั้น ดังนั้น การบริหารเงินงบประมาณ ปีละสอง สามพันล้านบาท โดยอิสระเสรีแบบนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะในระบบบริหารงานในปัจจุบัน ไม่มีกลไกการคานอำนาจระหว่างกันอย่างแท้จริง รวมทั้งไม่มีระบบตรวจสอบ ผู้ทรงคุณวุฒิเองก็มีข้อจำกัด ที่จะเข้ามาเรียกหาข้อมูล เพราะไม่มีระบบผู้ช่วย ทีมงานที่จะช่วยหาข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นให้ได้ ถ้าผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย ปิดบังข้อมูล ผู้ทรงคุณวุฒิก็จะไม่สามารถรู้ได้เลย ดังนั้น ในความเป็นจริงคือ ทุกคนจึงมาประชุม อภิปรายแสดงความคิดเห็นกันเฉพาะในระหว่างการประชุมเท่านั้น จึงเป็นจุดอ่อน ที่เป็นช่องทางที่จะทำให้เกิดการทุจริตขึ้นได้ง่าย เพราะไม่มีระบบตรวจสอบและไม่มีกลไกการคานอำนาจกัน
เป็นเรื่องน่าประหลาดใจ แม้ว่ามหาวิทยาลัยจะออกนอกระบบไปแล้ว แต่รัฐบาล (สำนักงบฯ) ก็ยังจัดสรรงบประมาณแผ่นดินมาให้เหมือนเดิม โดยเฉพาะงบก่อสร้างและครุภัณฑ์ ไม่ได้ลดลง งบเงินเดือนพนักงานก็ยังให้ตามปกติ พนักงานมหาวิทยาลัย ที่ใช้งบเงินรายได้ของคณะหรือส่วนกลางมาก่อน ก็จะได้รับการบรรจุให้เป็นพนักงาน (ประจำ) ใช้งบประมาณแผ่นดินซึ่งจะมีความมั่นคงสูงกว่า แน่นอนว่ากลุ่มที่ได้รับการบรรจุก็คือ กลุ่มคนที่เป็นพวกเดียวกันหรือสนับสนุนผู้บริหารเท่านั้น ในอนาคต ถ้าจะมีการปลดพนักงานออก ก็จะเป็นพนักงานกลุ่มที่ไม่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานเงินงบประมาณแผ่นดินนั่นเอง ดังนั้น ในวันนี้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย จึงได้ควบคุมอำนาจบริหารจัดการได้อย่างเบ็ดเสร็จในทุกระดับ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ อยู่ในมือของกลุ่มผู้บริหารระดับสูง กับผู้ทรงคุณวุฒิบางคนที่เป็นหัวเรือใหญ่เครือข่ายเดียวกัน เท่านั้น ด้วยสภาพการแบบนี้ จึงมีโอกาสจะเกิดการทุจริตทางนโยบายขึ้นได้ ส่วนในระดับหน่วยงาน ตามคณะ สาขาวิชาต่างๆ ผู้บริหารส่วนนี้ก็สามารถจะกระทำทุจริตคอร์รัปชั่น เช่น ในการจัดซื้อจัดจ้าง และงานก่อสร้างต่างๆ ได้ง่ายมาก เพราะบุคลากรผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานล้วนเป็นพวกเดียวกันทั้งหมดนั่นเอง ถ้ามีการร้องเรียนขึ้นไป เรื่องก็เงียบ คนร้องเรียนจะอยู่ไม่ได้
ดังนั้น ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยจึงเป็นแหล่งผลประโยชน์ขนาดใหญ่ ที่สามารถจะทุจริตคอร์รัปชั่นได้อย่างง่ายดาย เป็นแหล่งผลประโยชน์แหล่งใหญ่ที่สังคมภายนอกมองข้ามไป เพราะอาจจะเห็นว่าเป็นสถาบันการศึกษาระดับสูง เข้าทำนองคนมีการศึกษา จะไม่โกง ที่สำคัญไม่มีใครสามารถเข้าไปตรวจสอบได้เลย ขอยกตัวอย่าง วิธีหาผลประโยชน์ของผู้บริหารและกรรมการสภาฯ เช่น ร่วมกันออกนโยบาย เอาทรัพย์สิน รายได้ของมหาวิทยาลัย ไปซื้อหุ้นของสถาบันการเงินที่ผู้ทรงฯเป็นกรรมการ เปิดสัมปทานภายใน เช่น เดินรถ ให้เอกชนที่มีผู้ทรงฯบางคนเป็นหุ้นส่วน สร้างโครงการก่อสร้างอาคารต่างๆขึ้นมามากมายจนไม่รู้จะเอาไปใช้ประโยชน์อะไร แจกโควตาที่นั่งเด็กนักเรียนสาธิต ให้ผู้ทรงฯ ทุกปี ใครช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากก็ให้มาก ล็อกสเปกซื้อของพรรคพวกตน ขึ้นเงินเดือน ค่าตอบแทนให้พวกกันเอง กันอย่างเต็มที่ เอาเงินไปจ้างที่ปรึกษากฎหมายมืออาชีพปีละหลายล้านบาท ไว้ต่อสู้คดีกับบุคลากรของมหาวิทยาลัย เป็นต้น ถ้าเงินงบประมาณไม่พอก็ขึ้นเงินค่าเล่าเรียน
ไม่มีใคร กล้าเข้าไปตรวจสอบ เก็บหลักฐาน เจ้าหน้าที่ทุกคนจะกลัวมาก เพราะอาจถูกประเมินไล่ออกได้ง่ายมาก ดังนั้น การที่ ปปช. ออกประกาศให้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย และกรรมการสภาฯทุกคน ยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สิน จึงอาจพอช่วยป้องปรามการทุจริต คอร์รัปชั่นได้ทางหนึ่ง ซึ่งความจริง ยังต้องหามาตรการอื่นๆ เพิ่มอีก หลายมาตรการ แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ควรสนับสนุนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว จึงขอสนับสนุนการแสดงบัญชีทรัพย์สินของฝ่ายบริหารและสภามหาวิทยาลัย
หมายเหตุ ท่านใดสนับสนุนจดหมายเปิดผนึก ฉบับนี้ โปรดลงชื่อและสถาบันไว้ใน คอมเม้นท์ข้างท้ายเพื่อนำเรียนนายกรัฐมนตรีต่อไป”
นายปรีชากร โมลิกา ประธานเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อคนนคร กล่าวว่า พวกเราเห็นจดหมายฉบับนี้ในโลกโซเชียล เราเห็นด้วยกับ ปปช. เราไม่เข้าใจว่า กรรมการสภากลัวอะไรกับการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน การตรวจไม่ได้บอกว่าผิด แต่ตรวจเพื่อบอกให้ทราบว่าทรัพย์ก่อน และหลังต่างกันอย่างไร บางคนทำธุรกิจรวยอยู่แล้วมีทรัพย์สินเพิ่มก็ไม่เห็นแปลกในเมื่อทรัพย์สินได้มาอย่างถูกต้อง ยิ่งพวกคุณทำหน้าที่บริหารในสถาบันการศึกษาด้วยแล้วยิ่งดี ต้องเป็นตัวอย่าง ต้องให้ลูกศิษย์เห็นตัวอย่างว่าอาจารย์เราพร้อม หากอาจารย์หนีการตรวจสอบลูกศิษย์อาจจะทำตามอาจารย์ ในเมื่อหลายฝ่ายแจงว่าเห็นควรแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ต้องแก้ตั้งแต่เด็กๆ กลายเป็นว่าประเทศแก้ปัญหาไม่ถูกทาง ให้ผู้ใหญ่เพียงแต่แสดงบัญชีทรัพย์สินไม่ยอมทำ แต่มาเรียกร้องให้เด็กต้องซื่อสัตย์สุจริต
นักกฎหมายภาครัฐ รายหนึ่งกล่าวในที่ประชุมว่า การออกมาแสดงพลังไม่ยอมให้มีการตรวจสอบทรัพย์สิน อ้างเหตุผลโน่นนี่นั่น ผมมองว่าเผยไต๋ออกมาอย่างชัดเจน ออกมายื่นขอลาออกจากตำแหน่ง คนเหล่านี้มองว่าไม่ได้เข้ามาอย่างถูกต้อง น่าจะเป็นพวกมากลากไป กฎหมายบ้านเมืองไม่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ประชาชนไม่เคารพ แต่หากเป็นผู้ถือกฎหมายต่างหากไม่เคารพ แล้วมาซัดว่าประชาชน
ตัวแทนนักศึกษา กล่าวว่า ผมในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของสภานักศึกษามหาวิทยา ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกรรมการสภาทุกท่านทุกตำแหน่ง ไม่ต้องมาอ้างนิสิตนักศึกษา เขาให้ท่านแสดงบัญชีทรัพย์สินไม่ได้บังคับให้ท่านลาออก ทุกวันนี้ท่านๆ อยู่ในตำแหน่งนี้ก็ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อนิสิตนักศึกษาอยู่แล้ว นักศึกษาไม่ใช่ตัวประกัน ถ้าท่านสมาชิกเห็นว่าการยื่น บช. ทรัพย์สินเป็นสิ่งที่ควรทำก็ควรแสดงจุดยืนให้ชัด เพื่อให้พวกเขารับทราบ แต่ถ้าท่านเฉยก็เท่ากับยอมรับ