เรียนพี่ๆ และเพื่อนๆ ค่ะ
กระทู้นี้อาจไม่ตรงแทกของแต่ละห้อง แต่หนูอยากขอความเห็นจากพี่ๆ หลากหลายช่วงอายุและความคิด และหนูก็พอทราบว่าในห้องแห่งนี้นอกจากลูกจ้างก็ยังมีเจ้าของกิจการ หนูอยากจะเล่าแบบระบายๆ อารมณ์ที่แสนจะหดหู่ของหนูมากเลยค่ะ
บริษัทที่ 1 (1ปี 2 เดือน)
บริษัทนี้หนูทำปีกว่าๆ ตอนที่จบใหม่ ทั้งบริษัทมีแค่หนูกับ ผจก หนูก็ทำงานสากกระเบือยันเรือรบ ทั้งงานเอกสารบัญชีจัดซื้อบุคคล แมสเซ็นเจอร์หรือจะเป็นพริตตี้ของบริษัทหนูก็ผ่านมาแล้ว บริษัทนี้ปิดกิจการลงเนื่องจากขายของไม่ค่อยได้ไปไม่รอด
บริษัทที่ 2 (6 เดือน)
หลังจากที่หนูเดินเตะฝุ่นอยู่ครึ่งเดือนก็ได้งานเป็นงานขายของตามหน่วยงานราชการ เงินเดือนไม่มีค่ะ มีแต่ค่าคอมมิชั่นล้วนๆ เดือนแรกหนูเข้าไปก็ขายดีจนได้ของที่ระลึกจากเจ้าของบริษัท แต่ไอ้หัวหน้าหน่วยของหนูมันยึดไว้ไม่ยอมให้สักที กติการการขายมีการตกลงใหม่ทุกเดือนเพราะหนูขายดีแต่หัวหน้าหน่วยมันก็จะเอาเปรียบเรื่องการจ่ายเงิน ยิ่งยอดขายมากคอมมิชั่นก็น้อยลงๆๆ แถมวันไหนมันไม่มีที่ขายมันก็แย่งหนูขายเฉยเลย ค่าน้ำมันหนูก็ต้องแชร์ออกกับมัน บริษัทให้อะไรหนูมามันเก็บไว้หมดไม่เคยถึงมือหนูเลย สรุปว่าหนูก็เลยต้องออก
บริษัทที่ 3 (8 เดือน)
หลังจากนั้นหนูก็ได้งานใหม่ค่ะ เป็นบริษัทเล็กๆ เเห่งหนึ่งเป็นบริษัทนายหน้าขายอสังหาค่ะ ตอนแรกหนูไม่ทราบว่ามีการติดเครื่องดักฟังเห็นแต่กล้องวงจรปิด ตอนกลางวันพวกเราพนักงานจะทานข้าวในบ้านที่ทำเป็นสำนักงานค่ะ ในวงข้าวเราจะมีแม่บ้านวัยรุ่นด้วยคนหนึ่ง เจ้าของบริษัทสองคนผัวเมียมักชอบพูดว่าเขาเก่ง มีเพื่อนเพื่อนรุ่นนั้นรุ่นนี้เป็น....ในวงการการเมื่อง เขาจะผลักดันกฏหมายโน่นนี่ เเละมักจะชมว่าตัวเขาเก่งมาก เพื่อนร่วมงานรุ่นพี่เริ่มชวนวิจารณ์บริษัทค่ะ แต่ไม่ได้รุนแรงอะไร หนูไม่เสริมแค่ฟังเขาพูดกับคนอื่น แล้ววันสองวันต่อมาเจ้าของบริษัทก็พูดแขวะลอยๆ บางทีก็เหมือนจะลำเลิกบุญคุณขึ้นมาลอยๆ หนูก็คิดแล้วล่ะว่าแม่คนใช้วัยรุ่นของเจ้านายคงไปเล่าอะไรให้ฟัง บรรยากาศในสำนักงานเริ่มอึมครึมค่ะทุกคนไม่พูดอะไรกันจนเรื่องเงียบไปพักหนึ่ง ต่อมาพวกเราก็เบื่อการกินอาหารในสำนักงานเลยอยากออกไปหาอะไรกินกันนอกสำนักงานค่ะ จนตอนหลังพนักงานทั้งหมดก็ไม่มีใครกินข้าวในสำนักงานแล้ว เจ้าของบริษัทเริ่มไม่พอใจแขวะแรงขึ้น แถมยังพูดว่าไม่สำนึกบุญคุณเอาเขาไปนินทาให้ร้านข้างนอกฟัง ทั้งที่ความจริงก็ไม่มีใครไปพูดกับคนข้างนอก และวันหนึ่งพี่คนที่ชอบนินทาก็ถูกเรียกไปพบและให้ออกจากงาน ส่วนพนักงานคนอื่นๆ ก็ถูกเรียกเข้าไปคุยประมาณว่าคนไม่ดีชอบนินทาเจ้าของบริษัทจะต้องถูกกำจัด ให้ดูคนนั้น...ไว้เป็นตัวอย่าง คือเจ้าของบริษัทสองคนผัวเมียไม่ต้องการให้พนักงานออกไปทานอาหารนอกสำนักงานค่ะ สุดท้ายหลายคนก็ลาออกไปเอง เหลือหนูกับธุรการแค่สองคน เเล้วเจ้านายเขารับคนเพิ่มค่ะและให้หนูเป็นหัวหน้าฝ่ายขายค่ะ เขาเรียกหนูไม่สอนวิธีการพูดกับลูกค้าทางโทรศัพท์ หนูก็จดแล้วเขาก็ให้หนูพูดตามที่จด พอหนูพูดตามเขาก็ว่าไม่เอาเปลี่ยนใหม่ให้พูดอย่างนี้อย่างนั่น แล้วเขาก็เริ่มด่าว่าหนูโง่ทั้งๆ ที่พูดตามบทที่เขาบอก สุดท้ายหนูโมโหจัดเพราะเขาด่าหนูไม่หยุดแบบไม่มีเหตุผลหนูเลยบอกว่าทัศนคติเราไม่ตรงกันทำงานร่วมกันไม่ได้หรอกขอลาออกค่ะ เขาก็ด่าไล่หลังว่าไสหัวไปเลย เดินไม่ทันพ้นบริษัทก็เรียกให้หนูกลับมาทำงานต่อ แล้วก็โทรไปตามแต่หนู่ไม่กลับ
บริษัทที่ 4 (1ปี 9 เดือน)
บริษัทนี้หนูทำงานเหมือนกระโถนท้องพระโรงทำทุกอย่างตั้งแต่ธุรการ จัดซื้อ บุคคล แม่บ้านยันโฟแมนค่ะ ตอนแรกหนูยังไม่เคยโดนดุจากเจ้านายค่ะ มีแต่ได้ยินเจ้านายกรี๊ดดดดๆๆๆๆ ด่าพนักงานคนอื่นๆจากชั้น 3 ได้ยินไปยันลานจอดรถ ตอนเข้าไปใหม่ๆ หนูไม่รู้หรอกค่ะว่าเสียงที่เหมือนมีคนจะฆ่ากันมาจากไหน หนูก็ไปปีนรั้วดูบริษัทอื่นๆ บ้างแต่ก็หาที่มาของเสียงไม่เจอและไม่เห็นใครทะเลาะกัน แต่ในที่สุดก็รู้ว่าเจ้าของบริษัทด่าลูกน้องเป็นวัวเป็นควายมาจากชั้นสามนั่นเอง พนักงานสามสิบกว่าคนเริ่มลาออกไปจนวิศวกรหมดไปจากบริษัท แล้วหนูก็ต้องทำงานแทบทุกอย่างในบริษัทแม้กระทั่งไปคุมงานก่อสร้างเพราะไม่มีวิศวกรและโฟแมน หนูภูมิใจที่ทำให้บริษัททำงานสำเสร็จและวางบิลได้ทุกรอบ ในขณะที่หนูพ่วงงานหลายตำแหน่งเอาไปทำหน้างานด้วยมือถือและโน๊ตบุคส่วนตัวบริษัทไม่เคยให้อะไรและหนูไม่เคยขออะไรเป็นพิเศษเพราะแค่นี้บริษัทก็แทบจะไม่รอดแล้ว
บริษัทเห็นหนูมีความสามารถก็ส่งหนูไปทำงานในโครงการที่ใหญ่กว่า แต่เจ้านายหนูเป็นคนที่ไม่ยอมเสียเปรียบคนแต่ตัวเองก็ไม่มีเงินไม่มีพาวเวอร์ หนูรายงานถึงผลได้ผลเสียกับการไปชนผู้รับเหมาเจ้าอื่นพร้อมวิธีแก้ปัญหาหลายวิธี สุดท้ายด้วยความเป็นตัวของตัวเองของเจ้านายเขาก็ไปทะเลาะกับคนอื่นจนโดนตัดน้ำตัดไฟ ตัวเขาก็มีความสามารถในการขอน้ำขอไฟเพราะใช้เงินหลักแสนสุดท้ายก็ทะเลาะกับผู้คุมงานก่อสร้างของบริษัทเราเหมางานจนโดนยึดงานคืนทั้งโครงการ
ต่อมาหนูก็ได้คุมการก่อสร้างบ้านอีกโครงการหนึ่ง แล้วน้องชายเจ้าของบริษัทก็ไม่เคยเขามาคุมงานแต่รับเงินเดือน เวลามาเขาไม่เคยมาถามอะไรเอาแต่สั่งๆ แล้วก็ไม่บอกหนูที่เป้นคนคุมงานเหมือนเห็นหนูเป็นอากาศธาตุ ครั้งสุดท้ายกับการทำงานที่นี่หนูแจ้งพนักงานให้หยุดงาน แต่พนักงานมาทำงานในวันหยุดที่ทางบริษัทต้องการให้หยุดเพราะคำสั่งของน้องเจ้าของบริษัท บริษัทปฏิเสธที่จะจ่ายค่าจ้างและให้หนูเป้นคนรับผิดชอบ หนูเลยเขียนจดหมายไปบอกเจ้าของบริษัทและซีซีถึงเมียและน้องสาวเจ้าของบริษัทว่าบริษัทเขาบอกพร่องอะไรและหนูก็จะไม่ไปทำงานกับเขาแล้ว หนูยกหนี้ที่ออกเงินแทนบริษัทไปก่อนและไม่รับเงินเดือนจากเขา ก่อนออกกำลังจะเจ๊งตอนนี้เจ๊งสนิทเรียบร้อยแล้วค่ะ
บริษัทที่ 5 (1 ปี 2 เดือน)
หนูได้งานบริษัทแถวบ้าน บริษัทนี้ก็การเงินไม่ดีแต่ยังมีปัญหาเรื่องเมียหลวงเมียน้อย พนักงานเริ่มทนไม่ได้กับการเป็นเบี้ยในเกมชิงความเป็นจ้าวสังเวียน และผู้เฒ่าเจ้าของบริษัทก็ขี้หลีมากกับทุกคน ขนาดกับหนูที่แสนจะขี้เหล่เขายังมารำป้อใส่หนูเหมือนไก่แจ้ที่กระพือปีกถลาหาไก่ตัวเมีย โอ้วน่ารังเกียจมาก บางวันหนูรู้สึกว่าตัวเองคือตัวประกอบในเรื่องบ้านทรายทอง บางวันก็เรื่องเมียหลวง บางวันก็พีคสุดนึกว่าอยู่ในเรื่องเมีย 2018 สุดท้ายเพราะความไม่มีวิศัยทัศน์ในการทำงานและคิดว่าข้าเก่งคอนเน็กชั่นเยอะก็ตกม้าตายทุกวันนี้ไม่มีงานแล้วเหลือเเค่รอปิดกิจการหนูเลยต้องออก
บริษัทที่ 6 (1 เดือน)
หนูได้งานใกล้บ้านอีกแล้วค่ะ บริษัทนี้ก็เป็นบริษัทเล็กๆ งานก็ไม่ยากแต่ยากที่คน หนูเข้าไปอยู่ในแผนกที่มีสกั๊งของบริษัท คือ น.ส. ไก่ (นามสมมุติ) เธอคนนี้เป็นคนพูดน้อยอยู่มานานเป็นคนไม่สู้คนเลยเป็นเหยื่อของคนบางจำพวกที่เขาเรียกว่า "เลว" เจ้านายหูเบาทั้งชายหญิง แต่เด็ดสุดคือเจ้านายผู้หญิงค่ะ
พวกหนูนั่งทำงานเป็นโต๊ะยาวโต๊ะเดียวโดยเจ้าของบริษัทผู้ชายนั่งหัวโต๊ะค่ะ
วันนั้นนายผู้หญิงที่นั่งห้องอื่นเดินมาค่ะและมายืนลำเลิกบุญคุณและแขวะด่าว่า น.ส.ไก้ เป็นปลิง หนูนั่งอยู่ได้ยินก็จิตตกสิคะ แล้วด้วยอัธยาศัยไมตรีของ น.ส.ไก่ หนูก็เลยสนิทกับเธอ ที่จริงเธอเป็นคนน่ารักมากเลย แต่เพราะความสนิทสนมหนูก็โดนเพ่งเล็งไปด้วย
บริษัทนี้พนักงานหญิงเกือบ 100% เป็นพวกกิริยาเถื่อนยาบคาย ชอบตะโกน พูดเสียงดัง พูดคำด่าคำหยาบคายอย่างร้ายกาจ เช่น อีเหี้-ยนี่อย่ามา

(มันเป็นคนที่พวกเธอใช้พูดเล่นกัน) มีวันหนึ่งลูกค้ามารับสินค้าที่บริษัท พนักงานของที่นี่ก็เปิดประตูออกไปด่าเสียงดังมากเเสบแก้วหู ประมาณว่า นี่เป็นใครมีสิทธิ์อะไรเข้ามาที่นี่ไม่รู้จักมารยาทกาลเทศะ ออกไป ไปยืนที่หน้าบริษัทโน่น....ไอ่ห-่า รปภ แม่-ง แก่จนหัวหงอกปล่อยให้ไอ้นี่เดินเข้ามาได้ไง เดี๋ยวกูออกไปด่าหน้าป้อมเลย..... นี่แหละค่ะทำให้หนูตกใจมากแต่สาเหตุที่หนูออกไม่ใช่แม่คนนี้หรอกค่ะ เป็นหัวหน้าหนูค่ะ นางทำงานหนูปั่นป่วนไปหมดเลยค่ะ คือนางไม่มีความรู้แล้วก็พยายามจะเข้ามาแทรกแทรง สุดท้ายเดือดร้อนค่ะ และเธอก็เป็นพวกหยาบคายชอบพูดจิกหัวไม่ให้เกียรติคนอื่นๆ ค่ะ สุดท้ายหนูต้องออกเพราะหัวหน้าคนนี้
บริษัที่ 7 (4 เดือน)
บริษัทนี้หนูทำงานจนผ่านโปรค่ะ แต่หนูทำต่อไม่ไหว เพราะเขาจ้างหนูมาโกงคนอื่น คือหลอกให้มาทำงานแล้วก็เริ่มดึงเงินไม่จ่ายๆ ทั้งๆที่เจ้าของบริษัทมันรวยมาก ผู้รับเหมาก็มาตามเงินกับหนู แถมไม่ใช่หนูคนเดียวนะที่ถูกบังคับให้โกงคนอื่น น้องอีกคนก็โดนเหมือนกัน ของเสียหาย 10 กล่อง ให้เครม 100 กล่อง ของเสียหาย 100 กล่อง ให้เครม 300 กล่อง ขี้โกงมากค่ะหน้าตาก็ดีแต่ใจแย่มาก
นี่แหละค่ะสาเหตุที่หนูเปลี่ยนงานบ่อย เฮ่อชีวิตหนูนะถ้าไม่โดนเอาเปรียบก็มีแต่เรื่องเเย่ๆ หนูไม่รู้หรอกว่าเหตุผลที่คนอื่นเปลี่ยนงานบ่อยเพราะอะไร แต่หนูไม่ได้อยากเปลี่ยนงานบ่อยเลย
พี่คะหนูเปลี่ยนงานด้วยสาเหตุนี้
กระทู้นี้อาจไม่ตรงแทกของแต่ละห้อง แต่หนูอยากขอความเห็นจากพี่ๆ หลากหลายช่วงอายุและความคิด และหนูก็พอทราบว่าในห้องแห่งนี้นอกจากลูกจ้างก็ยังมีเจ้าของกิจการ หนูอยากจะเล่าแบบระบายๆ อารมณ์ที่แสนจะหดหู่ของหนูมากเลยค่ะ
บริษัทที่ 1 (1ปี 2 เดือน)
บริษัทนี้หนูทำปีกว่าๆ ตอนที่จบใหม่ ทั้งบริษัทมีแค่หนูกับ ผจก หนูก็ทำงานสากกระเบือยันเรือรบ ทั้งงานเอกสารบัญชีจัดซื้อบุคคล แมสเซ็นเจอร์หรือจะเป็นพริตตี้ของบริษัทหนูก็ผ่านมาแล้ว บริษัทนี้ปิดกิจการลงเนื่องจากขายของไม่ค่อยได้ไปไม่รอด
บริษัทที่ 2 (6 เดือน)
หลังจากที่หนูเดินเตะฝุ่นอยู่ครึ่งเดือนก็ได้งานเป็นงานขายของตามหน่วยงานราชการ เงินเดือนไม่มีค่ะ มีแต่ค่าคอมมิชั่นล้วนๆ เดือนแรกหนูเข้าไปก็ขายดีจนได้ของที่ระลึกจากเจ้าของบริษัท แต่ไอ้หัวหน้าหน่วยของหนูมันยึดไว้ไม่ยอมให้สักที กติการการขายมีการตกลงใหม่ทุกเดือนเพราะหนูขายดีแต่หัวหน้าหน่วยมันก็จะเอาเปรียบเรื่องการจ่ายเงิน ยิ่งยอดขายมากคอมมิชั่นก็น้อยลงๆๆ แถมวันไหนมันไม่มีที่ขายมันก็แย่งหนูขายเฉยเลย ค่าน้ำมันหนูก็ต้องแชร์ออกกับมัน บริษัทให้อะไรหนูมามันเก็บไว้หมดไม่เคยถึงมือหนูเลย สรุปว่าหนูก็เลยต้องออก
บริษัทที่ 3 (8 เดือน)
หลังจากนั้นหนูก็ได้งานใหม่ค่ะ เป็นบริษัทเล็กๆ เเห่งหนึ่งเป็นบริษัทนายหน้าขายอสังหาค่ะ ตอนแรกหนูไม่ทราบว่ามีการติดเครื่องดักฟังเห็นแต่กล้องวงจรปิด ตอนกลางวันพวกเราพนักงานจะทานข้าวในบ้านที่ทำเป็นสำนักงานค่ะ ในวงข้าวเราจะมีแม่บ้านวัยรุ่นด้วยคนหนึ่ง เจ้าของบริษัทสองคนผัวเมียมักชอบพูดว่าเขาเก่ง มีเพื่อนเพื่อนรุ่นนั้นรุ่นนี้เป็น....ในวงการการเมื่อง เขาจะผลักดันกฏหมายโน่นนี่ เเละมักจะชมว่าตัวเขาเก่งมาก เพื่อนร่วมงานรุ่นพี่เริ่มชวนวิจารณ์บริษัทค่ะ แต่ไม่ได้รุนแรงอะไร หนูไม่เสริมแค่ฟังเขาพูดกับคนอื่น แล้ววันสองวันต่อมาเจ้าของบริษัทก็พูดแขวะลอยๆ บางทีก็เหมือนจะลำเลิกบุญคุณขึ้นมาลอยๆ หนูก็คิดแล้วล่ะว่าแม่คนใช้วัยรุ่นของเจ้านายคงไปเล่าอะไรให้ฟัง บรรยากาศในสำนักงานเริ่มอึมครึมค่ะทุกคนไม่พูดอะไรกันจนเรื่องเงียบไปพักหนึ่ง ต่อมาพวกเราก็เบื่อการกินอาหารในสำนักงานเลยอยากออกไปหาอะไรกินกันนอกสำนักงานค่ะ จนตอนหลังพนักงานทั้งหมดก็ไม่มีใครกินข้าวในสำนักงานแล้ว เจ้าของบริษัทเริ่มไม่พอใจแขวะแรงขึ้น แถมยังพูดว่าไม่สำนึกบุญคุณเอาเขาไปนินทาให้ร้านข้างนอกฟัง ทั้งที่ความจริงก็ไม่มีใครไปพูดกับคนข้างนอก และวันหนึ่งพี่คนที่ชอบนินทาก็ถูกเรียกไปพบและให้ออกจากงาน ส่วนพนักงานคนอื่นๆ ก็ถูกเรียกเข้าไปคุยประมาณว่าคนไม่ดีชอบนินทาเจ้าของบริษัทจะต้องถูกกำจัด ให้ดูคนนั้น...ไว้เป็นตัวอย่าง คือเจ้าของบริษัทสองคนผัวเมียไม่ต้องการให้พนักงานออกไปทานอาหารนอกสำนักงานค่ะ สุดท้ายหลายคนก็ลาออกไปเอง เหลือหนูกับธุรการแค่สองคน เเล้วเจ้านายเขารับคนเพิ่มค่ะและให้หนูเป็นหัวหน้าฝ่ายขายค่ะ เขาเรียกหนูไม่สอนวิธีการพูดกับลูกค้าทางโทรศัพท์ หนูก็จดแล้วเขาก็ให้หนูพูดตามที่จด พอหนูพูดตามเขาก็ว่าไม่เอาเปลี่ยนใหม่ให้พูดอย่างนี้อย่างนั่น แล้วเขาก็เริ่มด่าว่าหนูโง่ทั้งๆ ที่พูดตามบทที่เขาบอก สุดท้ายหนูโมโหจัดเพราะเขาด่าหนูไม่หยุดแบบไม่มีเหตุผลหนูเลยบอกว่าทัศนคติเราไม่ตรงกันทำงานร่วมกันไม่ได้หรอกขอลาออกค่ะ เขาก็ด่าไล่หลังว่าไสหัวไปเลย เดินไม่ทันพ้นบริษัทก็เรียกให้หนูกลับมาทำงานต่อ แล้วก็โทรไปตามแต่หนู่ไม่กลับ
บริษัทที่ 4 (1ปี 9 เดือน)
บริษัทนี้หนูทำงานเหมือนกระโถนท้องพระโรงทำทุกอย่างตั้งแต่ธุรการ จัดซื้อ บุคคล แม่บ้านยันโฟแมนค่ะ ตอนแรกหนูยังไม่เคยโดนดุจากเจ้านายค่ะ มีแต่ได้ยินเจ้านายกรี๊ดดดดๆๆๆๆ ด่าพนักงานคนอื่นๆจากชั้น 3 ได้ยินไปยันลานจอดรถ ตอนเข้าไปใหม่ๆ หนูไม่รู้หรอกค่ะว่าเสียงที่เหมือนมีคนจะฆ่ากันมาจากไหน หนูก็ไปปีนรั้วดูบริษัทอื่นๆ บ้างแต่ก็หาที่มาของเสียงไม่เจอและไม่เห็นใครทะเลาะกัน แต่ในที่สุดก็รู้ว่าเจ้าของบริษัทด่าลูกน้องเป็นวัวเป็นควายมาจากชั้นสามนั่นเอง พนักงานสามสิบกว่าคนเริ่มลาออกไปจนวิศวกรหมดไปจากบริษัท แล้วหนูก็ต้องทำงานแทบทุกอย่างในบริษัทแม้กระทั่งไปคุมงานก่อสร้างเพราะไม่มีวิศวกรและโฟแมน หนูภูมิใจที่ทำให้บริษัททำงานสำเสร็จและวางบิลได้ทุกรอบ ในขณะที่หนูพ่วงงานหลายตำแหน่งเอาไปทำหน้างานด้วยมือถือและโน๊ตบุคส่วนตัวบริษัทไม่เคยให้อะไรและหนูไม่เคยขออะไรเป็นพิเศษเพราะแค่นี้บริษัทก็แทบจะไม่รอดแล้ว
บริษัทเห็นหนูมีความสามารถก็ส่งหนูไปทำงานในโครงการที่ใหญ่กว่า แต่เจ้านายหนูเป็นคนที่ไม่ยอมเสียเปรียบคนแต่ตัวเองก็ไม่มีเงินไม่มีพาวเวอร์ หนูรายงานถึงผลได้ผลเสียกับการไปชนผู้รับเหมาเจ้าอื่นพร้อมวิธีแก้ปัญหาหลายวิธี สุดท้ายด้วยความเป็นตัวของตัวเองของเจ้านายเขาก็ไปทะเลาะกับคนอื่นจนโดนตัดน้ำตัดไฟ ตัวเขาก็มีความสามารถในการขอน้ำขอไฟเพราะใช้เงินหลักแสนสุดท้ายก็ทะเลาะกับผู้คุมงานก่อสร้างของบริษัทเราเหมางานจนโดนยึดงานคืนทั้งโครงการ
ต่อมาหนูก็ได้คุมการก่อสร้างบ้านอีกโครงการหนึ่ง แล้วน้องชายเจ้าของบริษัทก็ไม่เคยเขามาคุมงานแต่รับเงินเดือน เวลามาเขาไม่เคยมาถามอะไรเอาแต่สั่งๆ แล้วก็ไม่บอกหนูที่เป้นคนคุมงานเหมือนเห็นหนูเป็นอากาศธาตุ ครั้งสุดท้ายกับการทำงานที่นี่หนูแจ้งพนักงานให้หยุดงาน แต่พนักงานมาทำงานในวันหยุดที่ทางบริษัทต้องการให้หยุดเพราะคำสั่งของน้องเจ้าของบริษัท บริษัทปฏิเสธที่จะจ่ายค่าจ้างและให้หนูเป้นคนรับผิดชอบ หนูเลยเขียนจดหมายไปบอกเจ้าของบริษัทและซีซีถึงเมียและน้องสาวเจ้าของบริษัทว่าบริษัทเขาบอกพร่องอะไรและหนูก็จะไม่ไปทำงานกับเขาแล้ว หนูยกหนี้ที่ออกเงินแทนบริษัทไปก่อนและไม่รับเงินเดือนจากเขา ก่อนออกกำลังจะเจ๊งตอนนี้เจ๊งสนิทเรียบร้อยแล้วค่ะ
บริษัทที่ 5 (1 ปี 2 เดือน)
หนูได้งานบริษัทแถวบ้าน บริษัทนี้ก็การเงินไม่ดีแต่ยังมีปัญหาเรื่องเมียหลวงเมียน้อย พนักงานเริ่มทนไม่ได้กับการเป็นเบี้ยในเกมชิงความเป็นจ้าวสังเวียน และผู้เฒ่าเจ้าของบริษัทก็ขี้หลีมากกับทุกคน ขนาดกับหนูที่แสนจะขี้เหล่เขายังมารำป้อใส่หนูเหมือนไก่แจ้ที่กระพือปีกถลาหาไก่ตัวเมีย โอ้วน่ารังเกียจมาก บางวันหนูรู้สึกว่าตัวเองคือตัวประกอบในเรื่องบ้านทรายทอง บางวันก็เรื่องเมียหลวง บางวันก็พีคสุดนึกว่าอยู่ในเรื่องเมีย 2018 สุดท้ายเพราะความไม่มีวิศัยทัศน์ในการทำงานและคิดว่าข้าเก่งคอนเน็กชั่นเยอะก็ตกม้าตายทุกวันนี้ไม่มีงานแล้วเหลือเเค่รอปิดกิจการหนูเลยต้องออก
บริษัทที่ 6 (1 เดือน)
หนูได้งานใกล้บ้านอีกแล้วค่ะ บริษัทนี้ก็เป็นบริษัทเล็กๆ งานก็ไม่ยากแต่ยากที่คน หนูเข้าไปอยู่ในแผนกที่มีสกั๊งของบริษัท คือ น.ส. ไก่ (นามสมมุติ) เธอคนนี้เป็นคนพูดน้อยอยู่มานานเป็นคนไม่สู้คนเลยเป็นเหยื่อของคนบางจำพวกที่เขาเรียกว่า "เลว" เจ้านายหูเบาทั้งชายหญิง แต่เด็ดสุดคือเจ้านายผู้หญิงค่ะ
พวกหนูนั่งทำงานเป็นโต๊ะยาวโต๊ะเดียวโดยเจ้าของบริษัทผู้ชายนั่งหัวโต๊ะค่ะ
วันนั้นนายผู้หญิงที่นั่งห้องอื่นเดินมาค่ะและมายืนลำเลิกบุญคุณและแขวะด่าว่า น.ส.ไก้ เป็นปลิง หนูนั่งอยู่ได้ยินก็จิตตกสิคะ แล้วด้วยอัธยาศัยไมตรีของ น.ส.ไก่ หนูก็เลยสนิทกับเธอ ที่จริงเธอเป็นคนน่ารักมากเลย แต่เพราะความสนิทสนมหนูก็โดนเพ่งเล็งไปด้วย
บริษัทนี้พนักงานหญิงเกือบ 100% เป็นพวกกิริยาเถื่อนยาบคาย ชอบตะโกน พูดเสียงดัง พูดคำด่าคำหยาบคายอย่างร้ายกาจ เช่น อีเหี้-ยนี่อย่ามา
บริษัที่ 7 (4 เดือน)
บริษัทนี้หนูทำงานจนผ่านโปรค่ะ แต่หนูทำต่อไม่ไหว เพราะเขาจ้างหนูมาโกงคนอื่น คือหลอกให้มาทำงานแล้วก็เริ่มดึงเงินไม่จ่ายๆ ทั้งๆที่เจ้าของบริษัทมันรวยมาก ผู้รับเหมาก็มาตามเงินกับหนู แถมไม่ใช่หนูคนเดียวนะที่ถูกบังคับให้โกงคนอื่น น้องอีกคนก็โดนเหมือนกัน ของเสียหาย 10 กล่อง ให้เครม 100 กล่อง ของเสียหาย 100 กล่อง ให้เครม 300 กล่อง ขี้โกงมากค่ะหน้าตาก็ดีแต่ใจแย่มาก
นี่แหละค่ะสาเหตุที่หนูเปลี่ยนงานบ่อย เฮ่อชีวิตหนูนะถ้าไม่โดนเอาเปรียบก็มีแต่เรื่องเเย่ๆ หนูไม่รู้หรอกว่าเหตุผลที่คนอื่นเปลี่ยนงานบ่อยเพราะอะไร แต่หนูไม่ได้อยากเปลี่ยนงานบ่อยเลย