เรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง

"เรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง"

ผมนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์ พยายามหาคำเปิดเรื่องที่อยากจะเขียนวันนี้ รุ่นพี่รุ่นน้องรุ่นเพื่อนที่ชอบขีดๆ เขียนเหมือนกัน ต่างมีเคล็ดลับงานเขียนที่แตกต่าง เรกชอบตั้งวงถกเถียงวรรณกรรม หาประเด็นที่ชื่นชอบและชิงชัง เพื่อหากลวิธีเจ๋งๆ มาใช้กับงานเขียนของตัวเอง ระยะหลังผมพบพวกเขาในแวดวงประกวดและข่าวคราวในโลกออนไลน์มากว่าได้พบเจอกันจริงๆ ฝีไม้ลายมือของพวกเขากระจายออกไปในที่ในทางที่มันควรจะเป็น   บางคนจั่วหัวก็รู้ว่าฝีมือใคร บางคนก็วางโครงเรื่องที่เดาได้ไม่ยาก ผมนึกถึงพวกเขาทีละคน รอยยิ้มเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าผม

"อย่าลืมฉากนะ นักประพันธ์เห็นอะไร ผู้อ่านก็ต้องเห็นอย่างนั้น"

ผมเคาะแป้นพิมพ์ไปว่า

ภาพตรงหน้าต่างคือเมฆสีเทาแก่ทาบแผ่นฟ้า เหนือต้นหว้า ใบดกหนาของมันโยนตัวไปมาช้าๆ ลมจัดขึ้นจนโมบายเปลือกหอยไหวพลิ้วจนเสียงเริ่มดัง  

ผมเปิดเรื่องได้แล้ว ใช้ได้ยัง แสงสี เสียง ขาดแต่อุณหภูมิเท่านั้น ผมถามเพื่อนในใจ ไม่มีเสียงตอบจากคำถามนี้

"การใช้มุมมองเล่าเรื่องก็สำคัญมากนะ เลือกใช้ผิด เรื่องก็หมดค่าไปเลย"

ภาพเพื่อนสาวตัวอ้วนกลม ที่ชอบใช้มุมมองพระเจ้าเล่าเรื่องก็เสมือนปราฎขึ้นตรงหน้า ผมยิ้มมุมปากอีกนิด หยิบกาแฟดำขึ้นจิบ ก่อนเคาะแป้นต่อ

เจี๊ยบลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน ก้าวเท้ามาสามก้าวยินอิงขอบหน้าต่าง พลันคิดไปว่าใครกันจะมายืนมองฟ้ามองฝนเหมือนเธอ เพราะสัปดาห์นี้ที่หมู่บ้านเล็กๆ ของจังหวัดชายแดนนี้มีฝนตกทุกวัน

ผมออกมาที่ระเบียง ตอกบุหรี่ยี่ห้ออ่านยาก แต่เป็นชนิดที่มีความหมายว่าท้องฟ้าสีน้ำเงินออกมาสูบ นึกถึงถ้อยคำที่จะเป็นตัวบอกอารมณ์ของเรื่อง และนึกถึงใครคนอีกสองคน คนแรกผมไม่ได้พบเธอมาสองเดือน อีกคนคือเพื่อนหญิงร่างใหญ่ที่เก่งกาจมากในการเล่าเรื่องแบบย้อนไปย้อนมาได้ด้สวยงาม


"กาล จะใช้บอกเรื่องราวและความต่อเนื่องของเรื่องราวที่เราเขียน อะไรที่ทำให้คนอ่านไม่สับสนและกลมกลืน มันโคตรมีเสน่ห์ ว่าไหม"

ผมกลับมานั่งหน้าจอสี่เหลี่ยมขนาดสิบห้านิ้วอีกครั้ง

เกือบครบปีแล้วที่เธอสอบบรรจุเป็นครูผู้ช่วยมาทำงานที่นี่ ระยะทางและชีวิตที่ดำเนินไปแตกต่างกัน ทำให้เธอและอ๋อมเพื่อนชายคนสนิทนั้นห่างไกลกันมากขึ้นทุกที นาทีนี้เมื่อคิดถึงอ๋อม หัวใจของเธอดูเหมือนจะทุรนทุรายน้อยลง ดูจะมีแต่ความห่วงใยเท่านั้นเองที่ยังคงแข็งแรงอยู่ ฝนหนาเม็ดและอสุนีฟาดเป็นระยะ เหมือนธรรมชาติเฆี่ยนตีคนอ่อนไหว

กาแฟไม่ร้อนเสียแล้ว แต่ยังฝาดขมเท่าเดิม ผมนึกถึงหญิงคนแรกที่ผมบอกไว้ในตอนแรก สาวร่างบางที่เจอกันจากการแนะนำของเพื่อนเก่าเมื่อหลายเดือนก่อน เธอดูตื่นเต้นมาก เมื่อรู้ว่าผมเป็นคนชอบเขียนหนังสือ เราแลกเบอร์ แลกไลน์กัน และผมส่งลิงก์งานเขียนของผมใปให้เธออ่าน

เธอไม่ใช่ผู้หญิงคนแรกหรอกที่รู้สึกกับผมแบบนี้ หลายๆ คนมีอารมณ์เหมือนเจอ ดารา นักร้อง วูบวาบแล้วมันก็ซาไปเหมือนฝน แต่เธอไม่ เธอเหมือนเมฆอิ่มตัวที่กลั่นเป็นฝนตกรดผมอยู่เนืองๆ ฝนจากเธอนั้นทำเอาเรื่องราวที่เข้ามาแบบปะติดปะต่อจนผมไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี เมื่อต้องตกอยู่ในสภาวะที่รู้แตัวแล้วว่าผมชอบเธอเข้าให้อย่างจัง เพื่อนรุ่นเดียวกันที่ใช้ชีวิตอยู่ชนบทเคยถึงการหาจุดพลิกผันของเรื่องไม่ได้เอาไว้ว่า

"ปม เมื่อวางแล้ว อย่าลืมคลี่คลาย ซ่อนอะไรไว้อย่าลืมเฉลย และเรื่องวิธีการเฉลยต้องพินิจพิจารณาให้มากเชียว"

ผมนึกขอบคุณเพื่อน ผมชอบคำว่าปมเสียจริง ปมในหัวใจผมมันทำให้อยากเขียนงานใหม่ ๆ ให้เธอได้อ่าน ได้ชื่นชม เพื่อผมจะได้มีเรื่อง อื่นๆ ได้คุยกับเธอมากขึ้นนอกจาก สบายดีไหม ทานข้าวแล้วยัง งานเป็นไงบ้าง รักษาสุขภาพนะ ฝนเริ่มลงเม็ด ผมได้กลิ่นดินจางๆ มันหอมเหลือเกินเวลานี้

งานโครงการ และแผนงานที่เธอจะต้องนำเสนอประกอบการตรวจเยี่ยมโรงเรียนใกล้จะเสร็จแล้ว เหลือเตรียมการสอนเด็กๆ ที่เธอรับผิดชอบอีกสามสิบกว่าชีวิตในวันพรุ่งนี้ หัวใจของเธอจดจ่อกับภาระหน้าที่และเด็กๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบ ไม่มีที่สำหรับอ๋อมอีกแล้ว สถานะโสดสนิทกลับมาศักด์สิทธิ์อีกครั้ง เป็นครั้งที่เธอมีเหตุผลมั่นเหมาะที่จะบอกกับทุกคนที่ถามเธอว่า เธอมีใครหรือไม่มีใคร เพราะอะไร

ผมวางโครงเรื่องที่ผมเขียนเสร็จแล้ว มันไม่ใช่สูตรสำเร็จที่จบแบบพระเอกนางเอกปรับความเข้าใจกันและรักกันดังเดิม แต่จะจบแบบตัวละครในเรื่องค้นพบตัวเองเจอ และมีความมสุขกับการตัดสินใจของตัวเอง

รักอาจไม่ต้องใช้เหตุผล แต่การที่จะเลือกว่าจะรักต่อไปหรือเลิกรัก เราคงปฏิเสธมันไม่ได้ ความรักของผมมันเพิ่งเริ่มเดินทาง ปมนั้นก็ไม่ได้คลี่คลาย เพราะยังไม่รู้ว่าจะไปจบลงตรงไหน มันก็แค่เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งเท่านั้นครับ


ปล. ห่างหายไปนาน แวะมาทักทาย ติชม กันได้ เช่นเคยครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่