เราอยู่ปี1ค่ะของวิทยาลัยอินเตอร์ที่นึงย่านศาลายา แต่จริงๆต้องอยู่ปี2ของคณะเรือสำเภาของมหาลัยสีชมพู ตอนที่ติดดีใจมากกกก มันเกินที่หวังไว้ ตอนนั้นช่วงม6เราอ่านหนังสือหนักมากๆมา1ปี นอนสามชั่วโมงแทบทุกวัน เพราะเราเกลียดคณิตศาสตร์ แต่ตอนนั้นอยากมีมหาลัยอยู่ไปก่อนค่ะ และเลงเห็นว่าคณะนี้มันใช้แค่pat1/gat เลยพยายามอย่างมาก เราได้แค่ภาษาอังกฤษ ส่วน pat1แทบจะจำวิธีทำของทุกโจทย์เก่าๆไล่ตั้งแต่พศ55-ปัจจุบันเข้าไปในห้องสอบ คือขอย้อนไปก่อนว่าเราอยากเข้าอินเตอร์มากๆค่ะ ไม่ว่าจะของ มหิดล ธรรมศาสตร์หรือ จุฬา เรามองถึงอนาคต ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เรารู้สึกมีคุณค่าและมั่นใจ เพราะเราแอบมีโรคซึมเศร้าค่ะ เรามองโลกในแง่ร้าย กดตัวเอง และภาษาอังกฤษเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เราอยากอ่าน อยากค้นคว้า ทุกอย่าง แต่เนื่องจากเราเป็นคนคิดมาก เราคิดมาตลอดว่าพ่อเราทำราชการและธุกิจก็เล็กๆเลยน่าจะไม่มีเงินส่งเสีย เลยไม่กล้สไปสอบsat/ielts โดยที่ไม่ถามสักคำ และเราก็ดันติดบริหาร ภาคไทย
....ชีวิตในรั้วจาม สวยงามมากค่ะ เราไม่เรียน ไม่เข้าห้อง เพื่อนที่คบนิเกินฝันค่ะ ไม่คิดเลยว่าจะได้มีโอกาสรู้จัก จากแต่ก่อนในโรงเรียนเราไมามีคนคบเลย (เราใส่แว่น นั่งอยู่มุมหลังห้อง อ่านหนังสืออย่างเดียวค่ะ ) เพื่อนจากคณะนี้คือเพื่อนตายเลยค่ะ มันทำให้เราหัวเราะบ้าๆทุกวัน การมามหาลัยคือมีความสุขมาก ใครบอกเพื่อนมหาลัยแย่ ไม่จริงใจ เรานิอยากเถียงต่อหน้ามากๆ ลือมาจากไหน เราสนุกกันไปวันๆ ผู้หญิง5คนวิ่งเข้าห้องน้ำผู้ชาย เต้นหน้าเซค แรปแบบเถื่อนๆ แซววินมอเตอร์ไซค์ที่ขับผ่านยังมีเลยค่ะ คลิปพวกมันเป็นหมื่น แทบจะต้องซื้อเมมเพิ่ม แต่ใครจะรู้ คนเป็นโรคซึมเศร้าก็ยังเป็นอยู่วันยันค่ำ วันที่เกรดออก เราได้2.03ค่ะ มันไม่ได้เฟลนะ แต่เรารู้ว่ามันไม่ใช่เลย เพื่อนในกลุ่ม ไม่อ่านด้วยกันแต่2.8,3.1 คือเรากลับถึงบ้านร้องไห้ตลอด คิดว่าถ้าเรียนอินเตอร์คงดีกว่านี้ เรารู้สึกที่นี้มันสบายจนกลายเป็นconfort zoneมากเกินไป และการเรียน เรายังเป็นฐานให้เค้าเอาเท้าขยี้ด้วย (เด็กที่นี้เก่งกันมากๆนะคะ เรียนไม่เก่ง เข้ามาจะเป็นแบบเรา ขยันอย่างเดียวไม่พอจริงๆเพราะเราต้องไปตัดมีนกะเค้า) เราปรึกษารุ่นพี่ว่าเราอยากย้ายจากจุฬาไปเรียนอินเตอร์ แบบจะคุยกะพ่อดู ดีกว่าชีวิตนี้ไม่เคยถามถึงfinancial statementเลยว่าพ่อจ่ายไหวมั้ย รุ่นพี่เลยบอกว่าให้เราไปต่างประเทศเลย แต่มันยิ่งทำให้เราเกรงใจค่ะ เลยคิดจะลองถามแค่อินเตอร์เนี๊ยละ ผ่านมาอีกเทอม เราถอนไปเยอะมากๆ เรียนแต่ตัวชิวๆ เกรดเลยขึ้นมา3.1 แต่เรารู้สึกว่าถ้าเจอcore subjectอีกก็ร่วงแน่ๆค่ะ จนมาปีสอง เราเรียนไป2อาทิตย์ ระหว่างนั้นและช่วงปิดเทอม เราไปเรียนกะครูสอนภาษาอังกฤษ เรารีเสิชมาเยอะว่าอินเตอร์ที่นานาชาติที่สุดในไทยก็คือมหาลัยปัจจุบันที่เราอยู่ค่ะ (มฮด) และบังเอิญมากค่ะ ครูเค้าจบมาจากที่นั้น เค้าconvinceเต็มที่เลยค่ะ ‘ไปสิ เธอจะได้เรียนในสิ่งที่อยากมาตลอดสักที’ ‘ฉันไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเธอเรียนภาคไทยต่อมันจะเป็นยังไง’ ‘เธอจะได้ไม่มีปัญหาเวลาทำงานและเขียนdissertationปโทนะ(ที่นี่การเรียนการสอนเน้นเขียน เน้นแกรมม่าค่ะ)’ ‘ออกมาจากcomfort zoneดีจะตาย จะได้คิดหาอาชีพเพิ่มเติมด้วย ไม่ต้องไปเป็นแค่พนักงานบริษัทและเผลอๆได้เงินเยอะกว่า’ เราหัวอ่อนหมดเลยค่ะ รวมถึงตอนไปปรึกษาอากะพี่สาว ทุกคนเชียร์ว่าอินเตอร์ดีกว่าจริงๆ และพ่อเราก็อนุญาติค่ะ ในขณะที่เพื่อนทุกคนรั้งเรา ไม่เข้าใจ ไปทำไม เสียเวลา ชื่อคณะที่เราเรียนของมนี้ก็อันดับ1ประเทศอยูาแล้ว แต่เราก็ได้ตัดสินใจดรอปม.จามค่ะ และออกไปเรียนศาลายา คณะเดิม
วันแรกเราร้องไห้เลยค่ะ มันไม่เหมือนเดิม ทุกอย่างไม่ง่ายแบบที่คิด ในหัวมันมีแต่คิดถึงเพื่อนที่นู้น มาทำไม ไม่เข้าใจ อดทนอีกนิดไม่น่าซิ่วเลย เหมือนเคยอยู่มหาลัยพอมาวิทยาลัยมันก็เล็กมาก อยู่ไปเรื่อยๆก็เหงามากๆ แต่ความอินเตอร์ก็ถือว่าอยู่ระดับดีค่ะ ถึงเราจะคบเพื่อนคนไทย(ที่ไม่สนิทเท่ามเก่าเลย แบบมันไม่สุดเหวี่ยงอะค่ะ TT แต่ก็ไปกินข้าวด้วยกันบ่อยๆ และยอมรับว่าพวกเค้าดีมากนะคะ ช่วยเทคแคร์เราเพราะรู้ว่าเราเป็นโรคคิดมาก) แต่ในคลาสก็เพื่อนเป็นคนหลากชาติ พูดอิ้งกัน คือเรามองว่าถ้าเราอยู่อินเตอร์แต่แรกมันจะไม่เกิดเหตุการ์ณที่ต้องรับการเปลี่ยนแปลงค่ะ คือเคยอยู่ที่ๆเดินไปไหนทุกคนชมเราว่าติดมอดัง กลายเป็น มีแต่คนรุมถามว่าเพื่ออะไรไม่เข้าใจ กลับไปเรียนมอเก่าเถอะ แม้แต่อาจารที่นี่ยังตกใจเลยค่ะ ว่าทำไมต้องย้ายมามอนี้ มอเก่าไม่ดีหรอ เรากดดันมากๆ
คือเราสับสนจนอยากยกเลิกการดรอปเลยค่ะ เพื่อนๆ ว่ายังไงหรอคะ เราควรทนที่นี้จนปี4หรือว่ากลับไปมอเดิมTT อย่าตอกย้ำนะคะ ทุกวันนี้ยังร้องไห้คิดถึงเพื่อนอยู่เลย และเรารู้ว่าหลายคนก็มีโมเม้นว่าเลือกซิ่วหรือไม่ซิ่ว ตัดสินใจพลาดหรือถูกต้อง เราพร้อมรับฟังความเห็นและcarry on ค่ะ
ปล.ดรอปปี2ไว้ค่ะ กลับได้2รอบคือเดือนมกรากับพฤษภาช่วงฬในนศลงทะเบียน
เราซิ่วมาจากมอดังอันดับ1ประเทศ มาสู่มอนอกเมือง ทุกอย่างไม่ง่ายอย่างที่คิด
....ชีวิตในรั้วจาม สวยงามมากค่ะ เราไม่เรียน ไม่เข้าห้อง เพื่อนที่คบนิเกินฝันค่ะ ไม่คิดเลยว่าจะได้มีโอกาสรู้จัก จากแต่ก่อนในโรงเรียนเราไมามีคนคบเลย (เราใส่แว่น นั่งอยู่มุมหลังห้อง อ่านหนังสืออย่างเดียวค่ะ ) เพื่อนจากคณะนี้คือเพื่อนตายเลยค่ะ มันทำให้เราหัวเราะบ้าๆทุกวัน การมามหาลัยคือมีความสุขมาก ใครบอกเพื่อนมหาลัยแย่ ไม่จริงใจ เรานิอยากเถียงต่อหน้ามากๆ ลือมาจากไหน เราสนุกกันไปวันๆ ผู้หญิง5คนวิ่งเข้าห้องน้ำผู้ชาย เต้นหน้าเซค แรปแบบเถื่อนๆ แซววินมอเตอร์ไซค์ที่ขับผ่านยังมีเลยค่ะ คลิปพวกมันเป็นหมื่น แทบจะต้องซื้อเมมเพิ่ม แต่ใครจะรู้ คนเป็นโรคซึมเศร้าก็ยังเป็นอยู่วันยันค่ำ วันที่เกรดออก เราได้2.03ค่ะ มันไม่ได้เฟลนะ แต่เรารู้ว่ามันไม่ใช่เลย เพื่อนในกลุ่ม ไม่อ่านด้วยกันแต่2.8,3.1 คือเรากลับถึงบ้านร้องไห้ตลอด คิดว่าถ้าเรียนอินเตอร์คงดีกว่านี้ เรารู้สึกที่นี้มันสบายจนกลายเป็นconfort zoneมากเกินไป และการเรียน เรายังเป็นฐานให้เค้าเอาเท้าขยี้ด้วย (เด็กที่นี้เก่งกันมากๆนะคะ เรียนไม่เก่ง เข้ามาจะเป็นแบบเรา ขยันอย่างเดียวไม่พอจริงๆเพราะเราต้องไปตัดมีนกะเค้า) เราปรึกษารุ่นพี่ว่าเราอยากย้ายจากจุฬาไปเรียนอินเตอร์ แบบจะคุยกะพ่อดู ดีกว่าชีวิตนี้ไม่เคยถามถึงfinancial statementเลยว่าพ่อจ่ายไหวมั้ย รุ่นพี่เลยบอกว่าให้เราไปต่างประเทศเลย แต่มันยิ่งทำให้เราเกรงใจค่ะ เลยคิดจะลองถามแค่อินเตอร์เนี๊ยละ ผ่านมาอีกเทอม เราถอนไปเยอะมากๆ เรียนแต่ตัวชิวๆ เกรดเลยขึ้นมา3.1 แต่เรารู้สึกว่าถ้าเจอcore subjectอีกก็ร่วงแน่ๆค่ะ จนมาปีสอง เราเรียนไป2อาทิตย์ ระหว่างนั้นและช่วงปิดเทอม เราไปเรียนกะครูสอนภาษาอังกฤษ เรารีเสิชมาเยอะว่าอินเตอร์ที่นานาชาติที่สุดในไทยก็คือมหาลัยปัจจุบันที่เราอยู่ค่ะ (มฮด) และบังเอิญมากค่ะ ครูเค้าจบมาจากที่นั้น เค้าconvinceเต็มที่เลยค่ะ ‘ไปสิ เธอจะได้เรียนในสิ่งที่อยากมาตลอดสักที’ ‘ฉันไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเธอเรียนภาคไทยต่อมันจะเป็นยังไง’ ‘เธอจะได้ไม่มีปัญหาเวลาทำงานและเขียนdissertationปโทนะ(ที่นี่การเรียนการสอนเน้นเขียน เน้นแกรมม่าค่ะ)’ ‘ออกมาจากcomfort zoneดีจะตาย จะได้คิดหาอาชีพเพิ่มเติมด้วย ไม่ต้องไปเป็นแค่พนักงานบริษัทและเผลอๆได้เงินเยอะกว่า’ เราหัวอ่อนหมดเลยค่ะ รวมถึงตอนไปปรึกษาอากะพี่สาว ทุกคนเชียร์ว่าอินเตอร์ดีกว่าจริงๆ และพ่อเราก็อนุญาติค่ะ ในขณะที่เพื่อนทุกคนรั้งเรา ไม่เข้าใจ ไปทำไม เสียเวลา ชื่อคณะที่เราเรียนของมนี้ก็อันดับ1ประเทศอยูาแล้ว แต่เราก็ได้ตัดสินใจดรอปม.จามค่ะ และออกไปเรียนศาลายา คณะเดิม
วันแรกเราร้องไห้เลยค่ะ มันไม่เหมือนเดิม ทุกอย่างไม่ง่ายแบบที่คิด ในหัวมันมีแต่คิดถึงเพื่อนที่นู้น มาทำไม ไม่เข้าใจ อดทนอีกนิดไม่น่าซิ่วเลย เหมือนเคยอยู่มหาลัยพอมาวิทยาลัยมันก็เล็กมาก อยู่ไปเรื่อยๆก็เหงามากๆ แต่ความอินเตอร์ก็ถือว่าอยู่ระดับดีค่ะ ถึงเราจะคบเพื่อนคนไทย(ที่ไม่สนิทเท่ามเก่าเลย แบบมันไม่สุดเหวี่ยงอะค่ะ TT แต่ก็ไปกินข้าวด้วยกันบ่อยๆ และยอมรับว่าพวกเค้าดีมากนะคะ ช่วยเทคแคร์เราเพราะรู้ว่าเราเป็นโรคคิดมาก) แต่ในคลาสก็เพื่อนเป็นคนหลากชาติ พูดอิ้งกัน คือเรามองว่าถ้าเราอยู่อินเตอร์แต่แรกมันจะไม่เกิดเหตุการ์ณที่ต้องรับการเปลี่ยนแปลงค่ะ คือเคยอยู่ที่ๆเดินไปไหนทุกคนชมเราว่าติดมอดัง กลายเป็น มีแต่คนรุมถามว่าเพื่ออะไรไม่เข้าใจ กลับไปเรียนมอเก่าเถอะ แม้แต่อาจารที่นี่ยังตกใจเลยค่ะ ว่าทำไมต้องย้ายมามอนี้ มอเก่าไม่ดีหรอ เรากดดันมากๆ
คือเราสับสนจนอยากยกเลิกการดรอปเลยค่ะ เพื่อนๆ ว่ายังไงหรอคะ เราควรทนที่นี้จนปี4หรือว่ากลับไปมอเดิมTT อย่าตอกย้ำนะคะ ทุกวันนี้ยังร้องไห้คิดถึงเพื่อนอยู่เลย และเรารู้ว่าหลายคนก็มีโมเม้นว่าเลือกซิ่วหรือไม่ซิ่ว ตัดสินใจพลาดหรือถูกต้อง เราพร้อมรับฟังความเห็นและcarry on ค่ะ
ปล.ดรอปปี2ไว้ค่ะ กลับได้2รอบคือเดือนมกรากับพฤษภาช่วงฬในนศลงทะเบียน