ส่งออก1.6แสนล้านสะเทือนหวั่นข้าวสูญ3แสนตัน
ไทยผวา กฎใหม่อียูกระทบส่งออกสินค้าเกษตร 1.6 แสนล้าน “ข้าว” เครียดเกณฑ์สารตกค้างใหม่มาตรฐานสูงลิ่ว หวั่นเสียตลาด 3 แสนตันต่อปี ด้าน “ประมง” เคว้งคาดคงใบเหลืองต่อ ขณะสงครามการค้าทุบส่งออกไม้ยางไทยไปจีนวูบ 50%
สหภาพยุโรป (อียู) เป็นหนึ่งในคู่ค้าสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ปี 2560 ไทยมีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรกับอียู 1.6 แสนล้านบาท โดยสินค้าที่ขยายตัวได้ดี ได้แก่ ข้าว ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เครื่องดื่ม และผัก ผลไม้สด แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป แต่นับจากนี้สินค้าเกษตรไทยมีความเสี่ยงจากการถูกกีดกันการค้าที่เพิ่มขึ้น
นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า กฎระเบียบใหม่ของอียูในการผลิตเกษตรอินทรีย์ได้ผ่านการรับรองแล้วและจะมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการผลิตแบบอินทรีย์ รับประกันการแข่งขันอย่างเป็นธรรมสำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการ ป้องกันการปลอมแปลงและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ส่วนใหญ่ตลาดอินทรีย์จะเป็นกลุ่มข้าว และผัก ปัจจุบันไทยยังมีปริมาณส่งออกไม่มากนัก และยังมีเวลาปรับตัว 2 ปีข้างหน้า
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เผยว่า กฎระเบียบใหม่ของอียูในส่วนของข้าว จะคุมเข้มการใช้สาร Tricyclazole เป็นสารเคมีที่ใช้กำจัดโรคใบไหม้และโรคใบจุด ซึ่งหากเกษตรกรใช้อย่างขาดความระมัดระวัง จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของต่อมไร้ท่อและเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคมะเร็งในคน จากเดิมกำหนดมาตรฐานที่ระดับ 1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ให้เหลือระดับตํ่าที่สุดเท่าที่เครื่องสามารถตรวจวิเคราะห์ได้ (LOD) ที่ 0.01 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หรือแทบจะไม่มีเลย ก่อนหน้านี้เคยนำตัวอย่างข้าวไปตรวจแล้วปรากฏไม่ผ่านเลย ที่ผ่านมาได้นำเสนอกับทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ทราบปัญหานี้แล้ว ขั้นตอนต่อไปจะต้องให้เกษตรกรได้เรียนรู้ว่าสารเคมีตัวนี้ไม่ควรใช้ เพราะอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะบังคับใช้ ส่งออกข้าวไทยไปอียูปีละกว่า 3 แสนตันอาจได้รับผลกระทบ ซึ่งตลาดอียูเป็นตลาดข้าวเกรดคุณภาพ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิเป็นหลัก
แหล่งข่าวจากศูนย์บัญชา การแก้ไขการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) เผยว่าผลการประเมินของอียูน่าจะคงสถานะใบเหลืองไทยต่อ เนื่องจากที่ผ่านมาทางคณะได้ไปพบเรือต่างชาติสัญชาติจีนที่เข้ามาจอดเทียบท่าไม่รู้เข้ามาได้อย่างไร อีกด้านก็ไปพบเรือประมงพื้นบ้านที่ไปออกทำการประมงเกินกว่ากฎหมายกำหนด จึงทำให้รัฐบาลไทยจะต้องกลับมาทำการบ้านเพิ่มเติมในเรื่องของการจัดระเบียบประมงพื้นบ้านใหม่
ขณะที่นายอดิศร ตันเองชวน ประธานสภาอุตสาหกรรมกลุ่มโรงเลื่อย และโรงอบไม้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ส่งผลทำให้ตลาดไม้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ไม้เดียวของไทยคือ จีน ยอดสั่งซื้อช่วง 9 เดือนปีนี้ได้ลดลงไปกว่า 50% จากปีที่แล้วยอดส่งออกทั้งปีอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท ดังนั้นไทยต้องเร่งหาตลาดใหม่ทดแทน ทั้งนี้ไทยจะต้องเร่งทำมาตรฐาน “FSC (Forest Stewardship Council)” ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นอียู ญี่ปุ่นและหลายๆประเทศได้ประกาศใช้กฎระเบียบเกี่ยวกับไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมาจึงทำให้ไทยถูกแบนในตลาดอื่นมา 4 ปีแล้ว แต่หากทำได้ตามมาตรฐานคาดจะช่วยเพิ่มส่งออกได้มากถึงแสนล้านบาท
JJNY : ผวากฎใหม่อียูทุบเกษตร
ไทยผวา กฎใหม่อียูกระทบส่งออกสินค้าเกษตร 1.6 แสนล้าน “ข้าว” เครียดเกณฑ์สารตกค้างใหม่มาตรฐานสูงลิ่ว หวั่นเสียตลาด 3 แสนตันต่อปี ด้าน “ประมง” เคว้งคาดคงใบเหลืองต่อ ขณะสงครามการค้าทุบส่งออกไม้ยางไทยไปจีนวูบ 50%
สหภาพยุโรป (อียู) เป็นหนึ่งในคู่ค้าสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ปี 2560 ไทยมีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรกับอียู 1.6 แสนล้านบาท โดยสินค้าที่ขยายตัวได้ดี ได้แก่ ข้าว ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เครื่องดื่ม และผัก ผลไม้สด แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป แต่นับจากนี้สินค้าเกษตรไทยมีความเสี่ยงจากการถูกกีดกันการค้าที่เพิ่มขึ้น
นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า กฎระเบียบใหม่ของอียูในการผลิตเกษตรอินทรีย์ได้ผ่านการรับรองแล้วและจะมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการผลิตแบบอินทรีย์ รับประกันการแข่งขันอย่างเป็นธรรมสำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการ ป้องกันการปลอมแปลงและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ส่วนใหญ่ตลาดอินทรีย์จะเป็นกลุ่มข้าว และผัก ปัจจุบันไทยยังมีปริมาณส่งออกไม่มากนัก และยังมีเวลาปรับตัว 2 ปีข้างหน้า
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เผยว่า กฎระเบียบใหม่ของอียูในส่วนของข้าว จะคุมเข้มการใช้สาร Tricyclazole เป็นสารเคมีที่ใช้กำจัดโรคใบไหม้และโรคใบจุด ซึ่งหากเกษตรกรใช้อย่างขาดความระมัดระวัง จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของต่อมไร้ท่อและเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคมะเร็งในคน จากเดิมกำหนดมาตรฐานที่ระดับ 1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ให้เหลือระดับตํ่าที่สุดเท่าที่เครื่องสามารถตรวจวิเคราะห์ได้ (LOD) ที่ 0.01 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หรือแทบจะไม่มีเลย ก่อนหน้านี้เคยนำตัวอย่างข้าวไปตรวจแล้วปรากฏไม่ผ่านเลย ที่ผ่านมาได้นำเสนอกับทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ทราบปัญหานี้แล้ว ขั้นตอนต่อไปจะต้องให้เกษตรกรได้เรียนรู้ว่าสารเคมีตัวนี้ไม่ควรใช้ เพราะอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะบังคับใช้ ส่งออกข้าวไทยไปอียูปีละกว่า 3 แสนตันอาจได้รับผลกระทบ ซึ่งตลาดอียูเป็นตลาดข้าวเกรดคุณภาพ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิเป็นหลัก
แหล่งข่าวจากศูนย์บัญชา การแก้ไขการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) เผยว่าผลการประเมินของอียูน่าจะคงสถานะใบเหลืองไทยต่อ เนื่องจากที่ผ่านมาทางคณะได้ไปพบเรือต่างชาติสัญชาติจีนที่เข้ามาจอดเทียบท่าไม่รู้เข้ามาได้อย่างไร อีกด้านก็ไปพบเรือประมงพื้นบ้านที่ไปออกทำการประมงเกินกว่ากฎหมายกำหนด จึงทำให้รัฐบาลไทยจะต้องกลับมาทำการบ้านเพิ่มเติมในเรื่องของการจัดระเบียบประมงพื้นบ้านใหม่
ขณะที่นายอดิศร ตันเองชวน ประธานสภาอุตสาหกรรมกลุ่มโรงเลื่อย และโรงอบไม้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ส่งผลทำให้ตลาดไม้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ไม้เดียวของไทยคือ จีน ยอดสั่งซื้อช่วง 9 เดือนปีนี้ได้ลดลงไปกว่า 50% จากปีที่แล้วยอดส่งออกทั้งปีอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท ดังนั้นไทยต้องเร่งหาตลาดใหม่ทดแทน ทั้งนี้ไทยจะต้องเร่งทำมาตรฐาน “FSC (Forest Stewardship Council)” ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นอียู ญี่ปุ่นและหลายๆประเทศได้ประกาศใช้กฎระเบียบเกี่ยวกับไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมาจึงทำให้ไทยถูกแบนในตลาดอื่นมา 4 ปีแล้ว แต่หากทำได้ตามมาตรฐานคาดจะช่วยเพิ่มส่งออกได้มากถึงแสนล้านบาท