เนื่องจากวันนี้เป็นวันปล่อยผีของชาวฝรั่งกันเลยอยากมาเล่าประสบการณ์ข่นหัวลุกแบบไทยๆให้อ่านกัน เพื่อนๆก็มาร่วมแชร์กันได้นะ หากเราเขียนผิดตรงไหนก็ขออภัยด้วยเนื่องจากไม่ได้พิมพ์ใส่โน็ตหรือ word ไว้ มาเริ่มเรื่องกันเลยดีกว่า
อันนี้เป็นเรื่องเก่าเมื่อนานมาแล้วตั้งแต่เรายังอยู่ประถมตอนนั้นอยู่ป.5 ก็ได้มีโอกาสไปเที่ยวบ้านญาติที่จังหวัดหนองคายซึ่งตอนนั้นเป็นวันออกพรรษา
ครอบครัวเราอยากไปดูบั้งไฟพญานาคและอีกอย่างแม่เราเป็นคนอุดรอยากกลับไปเยี่ยมบ้านด้วยและเลยเลยไปเที่ยวหนองคายสักคืน และญาติที่ไปหาเป็น
ญาติฝั่งทางแม่เขามีไร่ยาสูบอยู่ติดริมแม่น้ำโขงก็เลยจะไปนอนกับเขาที่นั่น เราไปกับครอบครัว พ่อแม่และเรารวม 3 คนและมีครอบครัวเพื่อนพ่ออีกหนึ่ง
ครอบครัว ครอบครัวนั้นมีกันทั้งหมด 4 คนเพราะเขามีลูก 2 คน การเดินทางดำเนินไปด้วยความสนุกสนาน ครอบเราและครอบครัวเพื่อนของพ่อขับรถตาม
กันมา จนถึงที่จังหวัดอุดร อำเภอ บ้านผือ บ้านแม่เราก็พากันแวะไปบ้านแม่ก่อนเราเดินทางมาถึงช่วงบ่ายเพราะออกเดินทางตั้งแต่เช้าใช้เวลาขับรถจาก
เพชรบูรณ์มาทางจังหวัดเลยไม่ได้ไปทางขอนแก่นเลยถึงไวกว่าการเดินทางเป็นไปอย่างราบลื่นไม่มีเหตุติดขัดอะไร พวกเราแวะนอนบ้านแม่ 1 คืนก่อนเดิน
ทางไปหนองคายต่อในตอนสายๆเพราะจาก อำเภอบ้านผือ ไปหนองคายใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆไม่ไกลมาก เมื่อไปถึงก็เจอกับญาติของแม่เขาก็พา
ไปดูไร่าสูบที่ติดกับแม่น้ำโขง มันเป็นตลิ่งกว้างๆมองไปเห็นฝั่งลาว แม่น้ำกว้างใหญ่มาก ไร่ยาสูบของน้าไม่ใหญ่มากมีพื้นที่ไว้ปลูกยาและมีพื้นที่ว่าง เพื่อน
พ่อมองบรรยากาสและรู้สึกชอบเลยขอมากลางเต้นท์นอนตรงที่ว่างนี้ น้าก็ไม่ขัดข้องอะไรและไปเตรียมที่นอนหมอนผ้าห่มให้เพราะในรถของแต่ละคนมี
เต็นท์ไว้ติดรถอยู่แล้ว พ่อกับเพื่อนพ่อจัดการกางเต็นท์ส่วนพวกแม่ๆก็จัดหาอาหาร ส่วนเราและลูกชายของเพื่อนพ่อก็เล่นกันตามประสาส่วนอีกคนโตแล้ว
อยู่มัธยมปลายแล้วเป็นผู้หญิงก็ช่วยแม่จัดหาอาหาร พ่อเรามาก่อไฟให้เมื่อกางเต็นท์เสร็จและเอาหมูมาย่างเหมือนมาตั้งแคมป์นั้นแหละฟ้าเริ่มมืดแล้วทุก
อย่างเงียบมากแถวแถบชนบทแค่ฟ้ามืดเขาก็เข้าบ้านนอนกันแล้ว น้าที่มาร่วมวงด้วยก็ขอตัวกลับบ้านก่อนบ้านของน้ากับไร่ยาอยู่ไม่ไกลกันมากนักเพียงแต่
ไร่ยาสูบต้องเดินจากถนนลงมาประมาณ 800 เมตร ระแวกนี้ปลูกไร่ยากันเยอะมากห่างจากหมู่บ้าน 800 เมตร หมูบ้านจะอยู่ติดกับถนน เมื่อเวลา18:30 ฟ้า
มืดสนิดทุกอย่างมืดมากๆมีเพียงแสงจากกองไฟเท่านั้น พ่อกับเพื่อนของพ่อดื่นเหล้ากันอย่างสนุกสนานส่วนพวกแม่ๆก็เม้าท์กันอย่างสนุกปาก และเด็กๆ
อย่างเราละทำไรนอกจากเล่นอยู๋ใกล้ๆ เราชวนน้องผู้ชายมาเล่นของเล่นในเต็นท์ส่วนพี่ผู้หญิงก็นั่งคุยโทรศัพท์กับแฟน จนเวลาผ่านไปเริ่มดึกอากาศหนาว
เย็นจนต้องหาเสื้อกันหนาวมาใส่น้ำค้างเริ่มลง พ่อเรามองนาฬิกาก็พบว่า 2 ทุ่มกว่าแล้วซึ่งเป็นเวลาที่รอดูบั้งไฟพญานาคทุกอย่างต้องเงียบและต้องมืดเพื่อ
ให้เห็นชัดๆ พ่อกับเพื่อนพ่อพากันดับไฟ เมื่อไฟดับลงทุกอย่างมืดสนิดจนไม่เห็นอะไรเพราะคืนนี้เป็นคืนฟ้าปิดไม่มีแสงจันทร์ ทุกอย่างเงียบลง เราและน้อง
ผู้ชายออกมานอกเต็นท์เพื่อรอดูเช่นกัน มันเงียบมากมากๆเงียบจนได้ยินเสียงน้ำที่ไหลเสียงหาใจของแต่ละคนเวลาผ่านไปนานมากก็ไม่เห็นลูกไฟอะไรพุ่ง
มาจนถึงเวลาเที่ยงคืนแล้วพ่อเลยบอกว่าคงไม่เห็นแล้วแหละนี่ก็ดึกมากแล้วเข้านอนกันก่อนเพราะพรุ่งนี้ต้องเดินทางกลับ ทุกคนเลยเข้าเต็นท์นอนของใคร
ของมันเพื่อนอนหลับพักผ่อน ผ่านไปสกพักเรานอนไม่หลับเพราะมันต่างที่เรานอนริมๆเพราะไม่ชอบนอนตรงกลางเรานอนริมซ้าย เวลากี่โมงแล้วไม่รู้เรา
นอนพลิกไปมายังไงก็ไม่หลับและเพราะความเงียบเราได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดิน เราคิดว่าคงหูฝาดเลยลองตั้งใจฟังอีกทีก็ยังได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินอยู่เราคิด
ว่าคงเป็นเพื่อนพ่อละมั้งแต่ความคิดนั้นก็ต้องหยุดลงเมื่อฝีเท้านั้นจากเดินเปลี่ยนเป็นวิ่ง และก็เสียงตูมเป็นเสียงคนกระโดดน้ำ ได้ยินชัดเจนมากตอนนี้เรารู้
แล้วว่าเสียงที่ได้ยินไม่ใช่เสียงเพื่อนพ่อเราแน่ๆคนอะไรจะมาวิ่งกระโดดน้ำกลางดึกขนาดนี้เราคลุมโปรง แต่ก็ยังตั้งใจฟังเสียงปริศนานั้นอยู่ก็ได้ยินแบบเดิม
คนเดินและวิ่งกระโดดน้ำเป็นแบบนั้นซ้ำๆ ในตอนนั้นเรารู้สึกกลัวมากแต่ก็ได้แต่สวดมนต์ในใจจนเผลอหลับไป ตื่นมาในตอนเช้าเพื่อนพ่อก็มาเล่าให้พ่อฟัง
ว่าเมื่อคืนได้ยินเสียงแบบที่เราได้ยินเลมีคนเดินและวิ่งกระโดดลงน้ำ เพื่อนพ่อบอกว่าตอนกำลังเคลิ้มๆรู้สึกเหมือนมีคนเดินขึ้นมาจากน้ำพอสักพักก็เป็นเสียง
วิ่งและเสียงตูมเหมือนคนกระโดดน้ำเพื่อนพ่อคิดว่าเขาคงเมาและหูฝาดไปแต่เสียงนั้นดังนานมากจนเพื่อนพ่อมั่นใจว่าไม่ใช่แล้วและสิ่งนั้นคงไม่ใช่คนเช่น
กัน น้าเดินมาเลยเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง น้าเลทำหน้าตกใจและบอกว่าเมื่อ สองวันก่อนไม่ไกลจากที่พวกเราตั้งเต็นท์มีคนเจอศพคนจมน้ำตายและ
เอาศพขึ้นมาวางบนตลิ่งที่ห่างจากที่ตั้งเต็นท์เพียง50เมตรเท่านั้น แค่นั้นทุกอย่างก็กระจ่างทันทีว่าที่ได้ยินเมื่อคืนคงเป็น....แน่นอนพูดและก็ข่นลุกดีนะมา
แค่เสียงถ้ามาให้เห็นนี่คงช็อคแน่ๆ เรื่องทั้งหมดก็มีเท่านี้ละนะ และก็มีอีกเรื่องเป็นเรื่องสั้นๆเดี๋ยวมาเล่าเรื่องนั้นต่อให้เพราะมันเพิ่งเกิดเมื่อวานสดๆเลย แล้ว
เรื่องของเพื่อนๆละเป็นยังไงมาแชร์ให้เราอ่านบ้าง
เนื่องจากวันนี้ วันที่31 ตุลาคม เป็นวันฮาโลวีน เลยอยากชวนมาแชร์ประสบการณ์หลอนๆกัน
อันนี้เป็นเรื่องเก่าเมื่อนานมาแล้วตั้งแต่เรายังอยู่ประถมตอนนั้นอยู่ป.5 ก็ได้มีโอกาสไปเที่ยวบ้านญาติที่จังหวัดหนองคายซึ่งตอนนั้นเป็นวันออกพรรษา
ครอบครัวเราอยากไปดูบั้งไฟพญานาคและอีกอย่างแม่เราเป็นคนอุดรอยากกลับไปเยี่ยมบ้านด้วยและเลยเลยไปเที่ยวหนองคายสักคืน และญาติที่ไปหาเป็น
ญาติฝั่งทางแม่เขามีไร่ยาสูบอยู่ติดริมแม่น้ำโขงก็เลยจะไปนอนกับเขาที่นั่น เราไปกับครอบครัว พ่อแม่และเรารวม 3 คนและมีครอบครัวเพื่อนพ่ออีกหนึ่ง
ครอบครัว ครอบครัวนั้นมีกันทั้งหมด 4 คนเพราะเขามีลูก 2 คน การเดินทางดำเนินไปด้วยความสนุกสนาน ครอบเราและครอบครัวเพื่อนของพ่อขับรถตาม
กันมา จนถึงที่จังหวัดอุดร อำเภอ บ้านผือ บ้านแม่เราก็พากันแวะไปบ้านแม่ก่อนเราเดินทางมาถึงช่วงบ่ายเพราะออกเดินทางตั้งแต่เช้าใช้เวลาขับรถจาก
เพชรบูรณ์มาทางจังหวัดเลยไม่ได้ไปทางขอนแก่นเลยถึงไวกว่าการเดินทางเป็นไปอย่างราบลื่นไม่มีเหตุติดขัดอะไร พวกเราแวะนอนบ้านแม่ 1 คืนก่อนเดิน
ทางไปหนองคายต่อในตอนสายๆเพราะจาก อำเภอบ้านผือ ไปหนองคายใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆไม่ไกลมาก เมื่อไปถึงก็เจอกับญาติของแม่เขาก็พา
ไปดูไร่าสูบที่ติดกับแม่น้ำโขง มันเป็นตลิ่งกว้างๆมองไปเห็นฝั่งลาว แม่น้ำกว้างใหญ่มาก ไร่ยาสูบของน้าไม่ใหญ่มากมีพื้นที่ไว้ปลูกยาและมีพื้นที่ว่าง เพื่อน
พ่อมองบรรยากาสและรู้สึกชอบเลยขอมากลางเต้นท์นอนตรงที่ว่างนี้ น้าก็ไม่ขัดข้องอะไรและไปเตรียมที่นอนหมอนผ้าห่มให้เพราะในรถของแต่ละคนมี
เต็นท์ไว้ติดรถอยู่แล้ว พ่อกับเพื่อนพ่อจัดการกางเต็นท์ส่วนพวกแม่ๆก็จัดหาอาหาร ส่วนเราและลูกชายของเพื่อนพ่อก็เล่นกันตามประสาส่วนอีกคนโตแล้ว
อยู่มัธยมปลายแล้วเป็นผู้หญิงก็ช่วยแม่จัดหาอาหาร พ่อเรามาก่อไฟให้เมื่อกางเต็นท์เสร็จและเอาหมูมาย่างเหมือนมาตั้งแคมป์นั้นแหละฟ้าเริ่มมืดแล้วทุก
อย่างเงียบมากแถวแถบชนบทแค่ฟ้ามืดเขาก็เข้าบ้านนอนกันแล้ว น้าที่มาร่วมวงด้วยก็ขอตัวกลับบ้านก่อนบ้านของน้ากับไร่ยาอยู่ไม่ไกลกันมากนักเพียงแต่
ไร่ยาสูบต้องเดินจากถนนลงมาประมาณ 800 เมตร ระแวกนี้ปลูกไร่ยากันเยอะมากห่างจากหมู่บ้าน 800 เมตร หมูบ้านจะอยู่ติดกับถนน เมื่อเวลา18:30 ฟ้า
มืดสนิดทุกอย่างมืดมากๆมีเพียงแสงจากกองไฟเท่านั้น พ่อกับเพื่อนของพ่อดื่นเหล้ากันอย่างสนุกสนานส่วนพวกแม่ๆก็เม้าท์กันอย่างสนุกปาก และเด็กๆ
อย่างเราละทำไรนอกจากเล่นอยู๋ใกล้ๆ เราชวนน้องผู้ชายมาเล่นของเล่นในเต็นท์ส่วนพี่ผู้หญิงก็นั่งคุยโทรศัพท์กับแฟน จนเวลาผ่านไปเริ่มดึกอากาศหนาว
เย็นจนต้องหาเสื้อกันหนาวมาใส่น้ำค้างเริ่มลง พ่อเรามองนาฬิกาก็พบว่า 2 ทุ่มกว่าแล้วซึ่งเป็นเวลาที่รอดูบั้งไฟพญานาคทุกอย่างต้องเงียบและต้องมืดเพื่อ
ให้เห็นชัดๆ พ่อกับเพื่อนพ่อพากันดับไฟ เมื่อไฟดับลงทุกอย่างมืดสนิดจนไม่เห็นอะไรเพราะคืนนี้เป็นคืนฟ้าปิดไม่มีแสงจันทร์ ทุกอย่างเงียบลง เราและน้อง
ผู้ชายออกมานอกเต็นท์เพื่อรอดูเช่นกัน มันเงียบมากมากๆเงียบจนได้ยินเสียงน้ำที่ไหลเสียงหาใจของแต่ละคนเวลาผ่านไปนานมากก็ไม่เห็นลูกไฟอะไรพุ่ง
มาจนถึงเวลาเที่ยงคืนแล้วพ่อเลยบอกว่าคงไม่เห็นแล้วแหละนี่ก็ดึกมากแล้วเข้านอนกันก่อนเพราะพรุ่งนี้ต้องเดินทางกลับ ทุกคนเลยเข้าเต็นท์นอนของใคร
ของมันเพื่อนอนหลับพักผ่อน ผ่านไปสกพักเรานอนไม่หลับเพราะมันต่างที่เรานอนริมๆเพราะไม่ชอบนอนตรงกลางเรานอนริมซ้าย เวลากี่โมงแล้วไม่รู้เรา
นอนพลิกไปมายังไงก็ไม่หลับและเพราะความเงียบเราได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดิน เราคิดว่าคงหูฝาดเลยลองตั้งใจฟังอีกทีก็ยังได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินอยู่เราคิด
ว่าคงเป็นเพื่อนพ่อละมั้งแต่ความคิดนั้นก็ต้องหยุดลงเมื่อฝีเท้านั้นจากเดินเปลี่ยนเป็นวิ่ง และก็เสียงตูมเป็นเสียงคนกระโดดน้ำ ได้ยินชัดเจนมากตอนนี้เรารู้
แล้วว่าเสียงที่ได้ยินไม่ใช่เสียงเพื่อนพ่อเราแน่ๆคนอะไรจะมาวิ่งกระโดดน้ำกลางดึกขนาดนี้เราคลุมโปรง แต่ก็ยังตั้งใจฟังเสียงปริศนานั้นอยู่ก็ได้ยินแบบเดิม
คนเดินและวิ่งกระโดดน้ำเป็นแบบนั้นซ้ำๆ ในตอนนั้นเรารู้สึกกลัวมากแต่ก็ได้แต่สวดมนต์ในใจจนเผลอหลับไป ตื่นมาในตอนเช้าเพื่อนพ่อก็มาเล่าให้พ่อฟัง
ว่าเมื่อคืนได้ยินเสียงแบบที่เราได้ยินเลมีคนเดินและวิ่งกระโดดลงน้ำ เพื่อนพ่อบอกว่าตอนกำลังเคลิ้มๆรู้สึกเหมือนมีคนเดินขึ้นมาจากน้ำพอสักพักก็เป็นเสียง
วิ่งและเสียงตูมเหมือนคนกระโดดน้ำเพื่อนพ่อคิดว่าเขาคงเมาและหูฝาดไปแต่เสียงนั้นดังนานมากจนเพื่อนพ่อมั่นใจว่าไม่ใช่แล้วและสิ่งนั้นคงไม่ใช่คนเช่น
กัน น้าเดินมาเลยเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง น้าเลทำหน้าตกใจและบอกว่าเมื่อ สองวันก่อนไม่ไกลจากที่พวกเราตั้งเต็นท์มีคนเจอศพคนจมน้ำตายและ
เอาศพขึ้นมาวางบนตลิ่งที่ห่างจากที่ตั้งเต็นท์เพียง50เมตรเท่านั้น แค่นั้นทุกอย่างก็กระจ่างทันทีว่าที่ได้ยินเมื่อคืนคงเป็น....แน่นอนพูดและก็ข่นลุกดีนะมา
แค่เสียงถ้ามาให้เห็นนี่คงช็อคแน่ๆ เรื่องทั้งหมดก็มีเท่านี้ละนะ และก็มีอีกเรื่องเป็นเรื่องสั้นๆเดี๋ยวมาเล่าเรื่องนั้นต่อให้เพราะมันเพิ่งเกิดเมื่อวานสดๆเลย แล้ว
เรื่องของเพื่อนๆละเป็นยังไงมาแชร์ให้เราอ่านบ้าง