!!... ล่าสุด... มุมมองของ ดร. ช่วงตลาดผันผวน..!! ตลาดคงจะลงได้ไม่มากแล้ว..!!

ในวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) ได้จัดงานสังสรรค์นักลงทุนขึ้น หนึ่งในหัวข้อที่คุยกันไปหลายประเด็นคือความผันผวนของตลาดหุ้นในช่วงนี้ ดร.นิเวศน์ได้ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจแบบนี้



ดร.นิเวศน์มองว่าตลาดน่าจะลง แต่ลงได้ไม่มาก



เหตุผลสำคัญคือปัจจุบันสภาพตลาดหุ้นของไทยต่างไปจากอดีตมาก หากเป็นยุคอดีต ถ้านักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออกมาทุกวันวันละหลายพันล้านบาทแบบนี้ สภาพตลาดหุ้นจะต้องเละเทะกว่านี้มาก อาจลงได้ครั้งละ 5% หรือ 10% เลย แต่ปัจจุบันนักลงทุนสถาบันเข้ามามีบทบาทกับตลาดหุ้นมาก โดยเฉพาะกลุ่มกองทุนรวมและบริษัทเอกชนที่นำเงินมาลงทุนในตลาดหุ้น





สังเกตว่าต่างชาติขายหนักมาหลายแสนล้าน แต่ตลาดหุ้นกลับลงได้ไม่มาก ในมุมมองนักลงทุน ตลาดหุ้นเหมือนจะตกหนัก แต่ความจริงแล้วก็ลงจากจุดสูงสุดเพียง 10 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ เท่านั้น ไม่ได้มากมายเหมือนช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเลย เหตุผลหลักเพราะเมื่อนักลงทุนต่างชาติขาย นักลงทุนสถาบันก็เข้ามารับซื้อ จนกลายเป็นว่าคนหนึ่งดึงคนหนึ่งดัน ออกข้างเป็นตลาดไซด์เวย์



เหตุผลที่สถาบันมีเงินมากก็เป็นเพราะสังคมไทยเติบโตไปมาก คนจำนวนมากรวยขึ้นแล้วเริ่มรู้จักวางแผนการเงิน บริษัทเอกชนก็มีเงินสดมากมายจากการทำธุรกิจที่ยังไม่พร้อมลงทุนเพิ่มก็นำมาลงทุนในตลาดหุ้นก่อน กลายเป็นแรงรับสำคัญ เมื่อตลาดหุ้นตกหนักเมื่อมาถึงจุดที่มูลค่าของหุ้นเริ่มถูก หุ้นใหญ่พีอีเริ่มต่ำ และปันผลสูง



โอกาสที่ตลาดจะลงหนักๆ มีไหม ดร.นิเวศน์มองว่าเป็นไปได้ แต่โอกาสจะเกิดไม่มากนัก



เหตุการณ์ที่ตลาดจะลงหนักมากๆ คือจังหวะที่ทุกคนในตลาดถอดใจพร้อมกันหมด เกิดอาการที่เรียกว่าไม่ไหวแล้ว ขอหนีตายก่อน แบบนั้นคือทุกคนแย่งกันขาย แต่โอกาสก็คงไม่มาก ยกเว้นเกิดวิกฤตที่รุนแรงขึ้นจริงๆ โดยเฉพาะการขึ้นดอกเบี้ย ดร.นิเวศน์มองว่าเป็นปัจจัยสำคัญและรุนแรงต่อตลาดหุ้นมาก พีอีของตลาดจะต่ำลง และอาจเกิดเป็นวิกฤตได้





สุดท้ายแล้วดร.นิเวศน์มองว่าที่นักลงทุนขาดทุนหนัก เป็นเพราะเล่นหุ้นที่แพงตั้งแต่ต้น หุ้นหลายตัว overvalued มาก พอตลาดหุ้นตกนิดเดียว ราคาหุ้นก็ตกหนัก กลายเป็นพอร์ตเราขาดทุนมาก แม้ตลาดลงมาแค่ 10% วิธีการแก้คือหันมาดูหุ้นที่ปลอดภัยมากขึ้น สมเหตุสมผลในการซื้อมากขึ้น เลือกหุ้นที่พีอีเหมาะสม แล้วการคิดอย่างมีเหตุมีผลจะช่วยเป็นเกราะคุ้มครองในวันที่ตลาดผันผวนได้เอง

ดร.นิเวศน์ฝากว่ามองให้ยาวเอาไว้ หากความผันผวนในระยะสั้นก่อให้เกิดความเครียดก็คิดให้ยาวมองให้ยาว การพูดว่าถือหุ้นรอสัก 1 – 2 ปีอาจดูเป็นเรื่องยาวนานมาก แต่ดร.นิเวศน์ก็ถือหุ้นบางตัวรอมาได้เป็น 10 ปี และผลตอบแทนก็คุ้มค่าการรอคอย

บางทีก็อาจจะเป็นเวลาที่นักลงทุนต้องเรียนรู้ที่จะรอคอยเช่นกัน

(ที่มา: investerest)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่