http://www.share2trade.com/index.php?route=content/content&path=9&content_id=3818
ราคาหุ้นล่าสุดของบริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE ใต้ 7.50 บาทถือว่าต่ำสุดในรอบ 2 เดือน หากเป็นขาประจำต้องบอกว่าถูกมากเข้าเขตขายมากเกิน แต่ถ้าเหลือบดูค่าพี/อี ที่มากกว่า 78 เท่า จะเห็นความย้อนแย้งที่ทำให้ต้องเกิดอาการลังเลมากทีเดียว
การตัดสินใจว่าราคาที่เหมาะสมสำหรับหุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่มีโมเดลธุรกิจเฉพาะตัวรายนี้ คงต้องดูว่าความสามารถสร้างรายได้และกำไรในอนาคตจะดีขึ้นแค่ไหน
ที่ผ่านมาเกือบ 1 ปีนับแต่เข้าเทรดในตลาดมา TITLE ถือว่ามีผลประกอบการที่โดดเด่นพอสมควร จากโมเดลการตลาดที่เน้นจับตลาดลูกค้าต่างประเทศผ่านเอเย่นต์ด้านการขายที่ช่ำชอง และตัวเลขยอดโอนที่ไม่เคยมีปัญหาทิ้งจอง เพราะการเรียกเงินดาวน์ล่วงหน้าสูงถึง 75% ของราคาเต็ม
ความสามารถรักษาอัตรากำไรสุทธิที่เหนือ 13% ตลอดมา ถือเป็นความโดดเด่นทีทำให้ ราคาหุ้น TITLE เป็นขาขึ้นต่อเนื่อง เพิ่งจะมาสะดุดเป็นขาลงแค่ช่วงเดือนที่ผ่านมานี้เอง
ผลประกอบการในไตรมาสสองและครึ่งแรกของปีนี้ที่เติบโตต่อเนื่อง โดยไตรมาสสองมีรายได้จากการขายและให้บริการ เท่ากับ 78.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมียอดการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดโครงการ The Title หาดราไวย์เฟส 3 ซึ่งเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดต่อเนื่องมาจากปี 2560 ขณะที่มีกำไรสุทธิเท่ากับ 8.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่งวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 22.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีแค่ 17.1 ล้านบาท
กำไรดังกล่าวแม้จะไม่มากมาย แต่ก็ยังเป็นแค่การเริ่มต้น เพราะยังมีโครงการที่ภูเก็ตอีกมาก นอกจากฐานเดิมแถวหาดราไวย์แล้ว ยังมีแถวทำเลใหม่ที่หาดในยางอีก
ความมั่นใจต่ออนาคตของ TITLE สะท้อนจากคำมั่นสัญญาของ นายศศิพงษ์ ปิ่นแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ที่ระบุว่า บริษัทฯยังคงเป้าหมายรายได้รวมในปีนี้เติบโตไม่ต่ำกว่า 100% หรืออยู่ที่ 600 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 300 ล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมียอดขายสะสมรอโอน (backlog) จำนวน 1,520 ล้านบาท คาดว่าจะทยอยรับรู้ในไตรมาสสามเป็นต้นไป
ขณะที่การรับรู้รายได้จากงานที่ก่อสร้างจะเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ไตรมาสสี่ไป เพราะจะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการ The Title หาดในยาง มูลค่าโครงการ ประมาณ 1,400 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 1,300 ล้านบาท ทำให้เหลือยอดรอการขายแค่ประมาณ 100 ล้านบาท โดยบริษัทคาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ภายในปีนี้
ส่วนโครงการ The Title หาดราไวย์ เฟส 3 ถือว่าปิดการขายแล้ว เพราะเหลือห้องเพียง 1 ยูนิตเท่านั้น และหากพิจารณาจากตัวเลขเงินรับล่วงหน้า ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561 จำนวน 670 ล้านบาท ถือว่ารับเงินล่วงหน้า (เงินดาวน์) แล้วกว่า 50% ทำให้บริษัทมั่นใจว่าผลประกอบการในปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
สำหรับแผนการเปิดโครงการใหม่จำนวน 2 โครงการ มูลค่า 2,500-3,000 ล้านบาท ในช่วงไตรมาสสี่ คือ โครงการ The Title หาดราไวย์ เฟส 5 และไตรมาสแรกปีหน้า โครงการ The Title หาดในยาง เฟส 3 จะเป็นไปตามกำหนด ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนการเติบโตของบริษัทฯอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป
ไม่เพียงเท่านั้น ล่าสุด TITlE เพิ่งประกาศรุกตลาดคอนโดมิเนียมในรูปแบบคอนโดเทล ด้วยการจับมือ Best Western Inc. แบรนด์โรงแรมยักษ์ใหญ่ของโลก บริหารห้องพัก "The Title หาดราไวย์ เฟส 5" คคาดว่าจะเปิดการขายภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ มูลค่าประมาณ 800-900 ล้านบาท หวังเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่ต้องการลงทุนเพื่อให้เกิดรายได้นอกเหนือจากการพักอาศัยในบางช่วงเวลาด้วย ซึ่งผู้บริหาร TITLE มั่นใจว่าสร้างรายได้ประจำให้บริษัท และสนับสนุนการเติบโตในอนาคต
การจับมือกับ BWI ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่มีความชำนาญในการบริหารโรงแรมและคอนโดเทล ภายใต้เชน (Chain) Best Western ถือเป็น 1ใน 10 ของผู้บริหารโรงแรมใหญ่สุดของโลก มีโรงแรมในเครือกว่า 4,000 แห่ง ใน 88 ประเทศ มีความหมายมากกว่า ทำให้มั่นใจได้ว่าจะส่งผลดีต่อ TITLE ในอนาคต เพราะนอกจากจะให้ความเชื่อมั่นต่อลูกค้าที่ซื้อห้องในโครงการแล้ว ยังทำให้เกิดรายได้ประจำ (Recurring Income) ในอนาคตอีกด้วย
กลยุทธ์ลดความเสี่ยงจากความหวือหวาของการ "ผลิตเพื่อขาย" มาเป็น "ผลิตแล้วขาย แต่รับบริหารพื้นที่แทนลูกค้า" เป็นธุรกรรมที่อาจจะใหม่สำหรับเมืองไทย แต่ในต่างประเทศเป็นเรื่องทำมานานแล้ว การได้พันธมิตรที่มีความช่ำชอง จึงเป็นย่างก้าวใหม่ที่ไม่เสียหลายแต่อย่างใด
เหตุผลหลักเพราะการเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ทำให้กำไรสะสมของ TITLE ที่ยังมีล่าสุดเพียงแค่ 119 ล้านบาท ไม่เพียงพอต่อการเติบใหญ่ในระยะยาว หากมีคู่แข่งรุกเข้ามาในตลาดแบบเดียวกัน เนื่องจากแม้ในยามนี้จะมีอัตราส่วนสภาพคล่องดีพอประมาณ เพราะหนี้สินหมุนเวียนที่ดูมากของTITLE ประมาณ 720 ล้านบาทนั้น ได้รวมเอาหนี้ที่ไม่มีภาระดอกเบี้ยเข้าไปด้วยถึง 670 ล้านบาท ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่า เป็นรายรับล่วงหน้าจากเงินดาวน์หรือพรีเซลจากลูกค้า ที่หากโอนโครงการแล้วเสร็จเมื่อใด หนี้จะกลายเป็นรายได้ทันทีที่บันทึกตามหลักบัญชี
ถึงเวลานั้นเมื่อใด พี/อีที่สูงลิ่วในปัจจุบันจะลดฮวบฮาบกลับมามีเสน่ห์แรงอีกครั้ง
ยามนี้ราคาหุ้นที่ร่วงลงมา จึงยังคงต้องแกว่งไกวไปกับการคาดเดาพลางๆ จนกว่าจะเห็นตัวเลขงบการเงินไตรมาสสามเสียก่อน
ราคาหุ้น TITLE ยามนี้จึงบอกไม่ได้ชัดเจนว่าถูกเกิน หรือแพงเกิน
ขอบคุณบทความจาก
www.facebook.com/Share2Trade/
www.share2trade.com
TITLE ได้เวลาลดความเสี่ยง
ราคาหุ้นล่าสุดของบริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE ใต้ 7.50 บาทถือว่าต่ำสุดในรอบ 2 เดือน หากเป็นขาประจำต้องบอกว่าถูกมากเข้าเขตขายมากเกิน แต่ถ้าเหลือบดูค่าพี/อี ที่มากกว่า 78 เท่า จะเห็นความย้อนแย้งที่ทำให้ต้องเกิดอาการลังเลมากทีเดียว
การตัดสินใจว่าราคาที่เหมาะสมสำหรับหุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่มีโมเดลธุรกิจเฉพาะตัวรายนี้ คงต้องดูว่าความสามารถสร้างรายได้และกำไรในอนาคตจะดีขึ้นแค่ไหน
ที่ผ่านมาเกือบ 1 ปีนับแต่เข้าเทรดในตลาดมา TITLE ถือว่ามีผลประกอบการที่โดดเด่นพอสมควร จากโมเดลการตลาดที่เน้นจับตลาดลูกค้าต่างประเทศผ่านเอเย่นต์ด้านการขายที่ช่ำชอง และตัวเลขยอดโอนที่ไม่เคยมีปัญหาทิ้งจอง เพราะการเรียกเงินดาวน์ล่วงหน้าสูงถึง 75% ของราคาเต็ม
ความสามารถรักษาอัตรากำไรสุทธิที่เหนือ 13% ตลอดมา ถือเป็นความโดดเด่นทีทำให้ ราคาหุ้น TITLE เป็นขาขึ้นต่อเนื่อง เพิ่งจะมาสะดุดเป็นขาลงแค่ช่วงเดือนที่ผ่านมานี้เอง
ผลประกอบการในไตรมาสสองและครึ่งแรกของปีนี้ที่เติบโตต่อเนื่อง โดยไตรมาสสองมีรายได้จากการขายและให้บริการ เท่ากับ 78.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมียอดการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดโครงการ The Title หาดราไวย์เฟส 3 ซึ่งเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดต่อเนื่องมาจากปี 2560 ขณะที่มีกำไรสุทธิเท่ากับ 8.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่งวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 22.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีแค่ 17.1 ล้านบาท
กำไรดังกล่าวแม้จะไม่มากมาย แต่ก็ยังเป็นแค่การเริ่มต้น เพราะยังมีโครงการที่ภูเก็ตอีกมาก นอกจากฐานเดิมแถวหาดราไวย์แล้ว ยังมีแถวทำเลใหม่ที่หาดในยางอีก
ความมั่นใจต่ออนาคตของ TITLE สะท้อนจากคำมั่นสัญญาของ นายศศิพงษ์ ปิ่นแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ที่ระบุว่า บริษัทฯยังคงเป้าหมายรายได้รวมในปีนี้เติบโตไม่ต่ำกว่า 100% หรืออยู่ที่ 600 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 300 ล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมียอดขายสะสมรอโอน (backlog) จำนวน 1,520 ล้านบาท คาดว่าจะทยอยรับรู้ในไตรมาสสามเป็นต้นไป
ขณะที่การรับรู้รายได้จากงานที่ก่อสร้างจะเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ไตรมาสสี่ไป เพราะจะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการ The Title หาดในยาง มูลค่าโครงการ ประมาณ 1,400 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 1,300 ล้านบาท ทำให้เหลือยอดรอการขายแค่ประมาณ 100 ล้านบาท โดยบริษัทคาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ภายในปีนี้
ส่วนโครงการ The Title หาดราไวย์ เฟส 3 ถือว่าปิดการขายแล้ว เพราะเหลือห้องเพียง 1 ยูนิตเท่านั้น และหากพิจารณาจากตัวเลขเงินรับล่วงหน้า ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561 จำนวน 670 ล้านบาท ถือว่ารับเงินล่วงหน้า (เงินดาวน์) แล้วกว่า 50% ทำให้บริษัทมั่นใจว่าผลประกอบการในปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
สำหรับแผนการเปิดโครงการใหม่จำนวน 2 โครงการ มูลค่า 2,500-3,000 ล้านบาท ในช่วงไตรมาสสี่ คือ โครงการ The Title หาดราไวย์ เฟส 5 และไตรมาสแรกปีหน้า โครงการ The Title หาดในยาง เฟส 3 จะเป็นไปตามกำหนด ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนการเติบโตของบริษัทฯอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป
ไม่เพียงเท่านั้น ล่าสุด TITlE เพิ่งประกาศรุกตลาดคอนโดมิเนียมในรูปแบบคอนโดเทล ด้วยการจับมือ Best Western Inc. แบรนด์โรงแรมยักษ์ใหญ่ของโลก บริหารห้องพัก "The Title หาดราไวย์ เฟส 5" คคาดว่าจะเปิดการขายภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ มูลค่าประมาณ 800-900 ล้านบาท หวังเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่ต้องการลงทุนเพื่อให้เกิดรายได้นอกเหนือจากการพักอาศัยในบางช่วงเวลาด้วย ซึ่งผู้บริหาร TITLE มั่นใจว่าสร้างรายได้ประจำให้บริษัท และสนับสนุนการเติบโตในอนาคต
การจับมือกับ BWI ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่มีความชำนาญในการบริหารโรงแรมและคอนโดเทล ภายใต้เชน (Chain) Best Western ถือเป็น 1ใน 10 ของผู้บริหารโรงแรมใหญ่สุดของโลก มีโรงแรมในเครือกว่า 4,000 แห่ง ใน 88 ประเทศ มีความหมายมากกว่า ทำให้มั่นใจได้ว่าจะส่งผลดีต่อ TITLE ในอนาคต เพราะนอกจากจะให้ความเชื่อมั่นต่อลูกค้าที่ซื้อห้องในโครงการแล้ว ยังทำให้เกิดรายได้ประจำ (Recurring Income) ในอนาคตอีกด้วย
กลยุทธ์ลดความเสี่ยงจากความหวือหวาของการ "ผลิตเพื่อขาย" มาเป็น "ผลิตแล้วขาย แต่รับบริหารพื้นที่แทนลูกค้า" เป็นธุรกรรมที่อาจจะใหม่สำหรับเมืองไทย แต่ในต่างประเทศเป็นเรื่องทำมานานแล้ว การได้พันธมิตรที่มีความช่ำชอง จึงเป็นย่างก้าวใหม่ที่ไม่เสียหลายแต่อย่างใด
เหตุผลหลักเพราะการเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ทำให้กำไรสะสมของ TITLE ที่ยังมีล่าสุดเพียงแค่ 119 ล้านบาท ไม่เพียงพอต่อการเติบใหญ่ในระยะยาว หากมีคู่แข่งรุกเข้ามาในตลาดแบบเดียวกัน เนื่องจากแม้ในยามนี้จะมีอัตราส่วนสภาพคล่องดีพอประมาณ เพราะหนี้สินหมุนเวียนที่ดูมากของTITLE ประมาณ 720 ล้านบาทนั้น ได้รวมเอาหนี้ที่ไม่มีภาระดอกเบี้ยเข้าไปด้วยถึง 670 ล้านบาท ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่า เป็นรายรับล่วงหน้าจากเงินดาวน์หรือพรีเซลจากลูกค้า ที่หากโอนโครงการแล้วเสร็จเมื่อใด หนี้จะกลายเป็นรายได้ทันทีที่บันทึกตามหลักบัญชี
ถึงเวลานั้นเมื่อใด พี/อีที่สูงลิ่วในปัจจุบันจะลดฮวบฮาบกลับมามีเสน่ห์แรงอีกครั้ง
ยามนี้ราคาหุ้นที่ร่วงลงมา จึงยังคงต้องแกว่งไกวไปกับการคาดเดาพลางๆ จนกว่าจะเห็นตัวเลขงบการเงินไตรมาสสามเสียก่อน
ราคาหุ้น TITLE ยามนี้จึงบอกไม่ได้ชัดเจนว่าถูกเกิน หรือแพงเกิน
ขอบคุณบทความจาก
www.facebook.com/Share2Trade/
www.share2trade.com