The After Death : เอาชีวิตรอดในโลกหลังความตาย บทที่ 3 : เหตุผล

กระทู้สนทนา
    บทที่ 3 : เหตุผล



            “ เจ้าคงมีคำถามมากมายจะถามข้าสินะ...งั้นเจ้าก็จง....มากับข้า....... ”

            หัวหน้าของกลุ่มปิศาจพูดพลางกับถอดหน้ากากออก แล้วยื่นมืออันเรียวเล็กออกมาหาผม เผยให้ค่อยๆเห็นหน้าตาของเด็กสาวซึ่งน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับผม ทำไมเสียงตอนใส่หน้ากากดูน่าเกรงขาม แต่พอถอดออกเสียงถึงดูบ้องแบ๋วไปซะนี่  

             ด้วยความสับสนกับเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ผมได้แต่อึ้งนิ่งๆไม่พูดอะไร

เด็กสาวตัวเล็กที่ถือธนูเห็นผมยืนนิ่งไม่ยอมตอบ เธอจึงหยิบมีดสั้นที่แอบไว้ด้านหลังเดินเข้ามาหาผมด้วยความโมโห

            “เห้ยยยแกหนะ!!! ท่านเอลล่ากำลังพูดกับแกอยู่นะเจ้าบ้า!!! (▼皿▼)  ”

            “ช้าก่อนเนเน่.... ท่านจอมปิศาจต้องการตัวเจ้านี่เป็นๆ!!!”

            “ค่าาาาาา......ท่านเอลล่า คิคิ (♥ω♥*)”

            เด็กคนนี้เปลี่ยนอารมณ์จากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินเสียงของหัวหน้า เธอเก็บมีดสั้นแล้วเดินออกไปนอกหอคอย ก่อนจะเหลียวมามองผมด้วยหางตาแล้วแยกเคี้ยวใส่หนึ่งที แฮ่!!!!!!!(♯▼皿▼)  

ชายร่างใหญ่ถือขวานทั้งสองคนหัวเราะกับภาพที่เห็น ส่วนชายหนุ่มรูปงามอีกคนที่ยืนพิงกำแพงอยู่ก็อมยิ้มหน่อยๆ หัวหน้ากลุ่มปิศาจถอนหายใจและใส่หน้ากากกลับเข้าที่เดิม

หัวหน้าปิศาจหันมามองผม น่าแปลกใจที่เมื่อเธอใส่หน้ากากเสียงของเธอจะเปลี่ยนโทนไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้ดูน่าเกรงขามขึ้น

            “เห้อออ..... ตกลงเจ้าจะไปหรือไม่ไป!!!?”

            “ชะ….ชั้น.......”

            “เจราส เจรอส งั้นข้าฝากเจ้าสองคนจัดการด้วยนะ….”    

            “ ฮะๆๆ ขอรับท่านเอลล่า ”

            ชายตัวใหญ่ถือขวานสองคนจับผมมัดและแบกผมออกไปข้างนอก โดยมีชายหนุ่มรูปงามเดินตามออกมาทีหลัง

            ชายหนุ่มรูปงามทำอะไรบางอย่างกับหอคอยจนทำให้เกิดไฟลุกท่วม ผมเห็นร่างไร้วิญญาณของแอนเธียนาที่ขาดสองท่อนกองอยู่บนพื้นก็ทำให้รู้สึกจิตตก แล้วพวกเราก็มุ่งหน้าเข้าไปยังในป่าลึก

            ตกกลางคืนพระจันทร์สีเลือดเต็มดวงก็ลอยขึ้นเด่นอยู่บนท้องฟ้า พวกปิศาจจุดไฟตั้งแคมป์กัน ผมที่โดนมัดเชือกถูกบังคับให้นั่งพิงกับต้นไม้ใกล้ๆกองไฟ

            หัวหน้าพวกปิศาจเดินมาหาผมและพูดโดยที่ยังสวมหน้ากากอยู่ทำให้เสียงพูดออกโทนต่ำดูน่ากลัวสมกับเป็นปิศาจของจริง

            “ ใจเย็นลงแล้วสินะ ”

            “ อะ......อือ.....”

            “ข้าจะแก้มัดให้เจ้า แต่ถ้าหากเจ้าคิดจะหนี ข้าจะมัดเจ้าไปตลอดกาล….”

            “ท่านเอลล่า ดะ...ดิชั้นคิดว่าอย่าแก้มัดให้เจ้านี่เลยนะคะ (●'Д'●)”

            หัวหน้าปิศาจหันไปมองเด็กน้อยที่สะพายธนูอยู่ด้วยสายตาอำมหิต

            “หวะหวา!!!...ข้าขอโทษค่ะท่านเอลล่า (●'Д'●) ............ชิ!!มนุษย์นี่มันอ่อนแอเป็นบ้า!!!.... (♯▼皿▼)”

            หัวหน้าปิศาจชักดาบคาตะนะข้างตัวออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วตะวัดใส่ผมทั้งที่ยังหันหลังให้ !!!ฟับ!!! ทันใดนั้นเชือกที่มัดตัวผมอยู่ก็ขาดออก ทำให้ผมนึกไม่ออกเลยว่าเธอมีฝีมือดาบขนาดไหน

            “ ข้ามีนามว่าเอลล่า แล้วนามของเจ้าละ... ”

            ผมมองไปยังหัวหน้าปิศาจแล้วตอบออกไปอย่างห้วนๆ

             “คิคารุ”

             “คิคิคิ ฮ่าๆๆๆ มนุษย์นี่ชื่อเห่ยเป็นบ้า เหมาะกับชุดสีชมพูเห่ยๆของเจ้าดีนะฮ่าๆๆๆๆๆ (*≧艸≦)”

หนอยยัยเด็กบ้านี่!!!! ชื่อชั้นมันตลกขนาดนั้นเลยเหรอ? แถมนี่มันชุดนอนตัวโปรดของชั้นนะเฟ้ย !!!!!

             “เจ้าเองก็ต้องแนะนำตัวด้วย……”

     “ถ้าท่านเอลล่าว่าอย่างงั้นก็ช่วยไม่ได้ อะแฮ่ม!! ข้ามีนามว่าเนเน่ จงจำใส่หัวของเจ้าแล้วไปตายซะ!!!”

             ชายร่างใหญ่สองคนเดินขำออกมาจากป่า หลังจากออกไปหาไม้ฟืน

             “ฮะๆๆ ข้ามีนามว่าเจราส ขอโทษด้วยที่ต้องจับเจ้ามัดนะ..... ส่วนนี่น้องชายข้ามีนามว่าเจรอส ”

             “ยินดีที่ได้รู้จักนะเจ้ามนุษย์ อะ...ไม่สิ คิคารุ ฮุๆๆๆฮะๆๆ”

             “ ส่วนข้านั้นมีนามว่าคารอน ฝากตัวด้วย……”

น้ำเสียงราบเรียบไรความรู้สึกของชายที่บอกว่าชื่อคารอนดังมาจากด้านบน เขาคือชายรูปงามที่เผาหอคอยนั่นเอง เขากำลังนั่งพิงต้นไม้อยู่บนหัวผม

            หลังจากแนะนำตัวกันเสร็จ พี่น้องร่างใหญ่ก็ออกไปหาอาหารในป่า ส่วนเนเน่กับคารอนก็แยกกันไปลาดตระเวนรอบๆ ทำให้เหลือผมกับเอลล่าลำพังสองคน ผมเลยถามเอลล่าที่นั่งอยู่ตรงข้ามผมว่า

            “ จริงเหรอ....ที่พวกเทพฆ่ามนุษย์ ”

            “ แล้วเจ้าคิดยังไง...?....”

            “ ก็ในโลกของชั้นเทพคือพวกที่ช่วยเหลือมนุษย์ และชั้นก็เห็นว่าไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องฆ่ามนุ..... ”

            “ เหตุผลน่ะมีอยู่แล้ว มนุษย์สมัยนี้ไม่ได้บูชาเทพพระเจ้ากันเหมือนสมัยอดีตกาล ทำให้พวกเทพเสื่อมพลังลง เพราะเหตุนี้ถึงได้มีการบูชายัญมนุษย์ที่มายังโลกนี้เพื่อเพิ่มพลัง

            "......................"

            " บนโลกเจ้าก็มีการบูชายัญในสมัยก่อนนี่นา แต่สมัยนี้คงไม่มีแล้ว"

            " มันก็ ใช่อยู่หรอก.... "

            " ในตอนนี้ประชากรมนุษย์น่าลดน้อยลง เพราะแทนที่จะได้กลับไปเกิดใหม่ ส่วนใหญ่ก็ถูกจับไปบูชายัญกันหมด ”

            ผมอึ้งกับเหตุผลที่เอลล่าอธิบายให้ฟัง เลยลองมองย้อยกลับไป มนุษย์ในยุคสมัยนี้เป็นมนุษย์สมัยใหม่ ถึงจะมีการบูชาเทพอยู่บ้างแต่ก็เหลือน้อยเต็มที ทำให้เรื่องเทพและปิศาจนั้นกลายเป็นเรื่องงมงายในที่สุด ในขณะที่ทั้งโลกกังวลว่ามนุษย์จะมีประชากรล้นโลก อยู่ๆอัตราการเกิดก็กลับน้อยลงจนหลายประเทศต้องออกมาขอให้ประชาชนมีลูกกันเยอะๆ                  

            “ กลับไปเกิดใหม่น้อยเหรอ? หมายความว่าไง ”

            “ ในโลกแห่งนี้ใครก็ตามที่ถูกฆ่าตาย ก็จะหายไปตลอดการจนไม่ได้กลับไปเกิดใหม่ เจ้าเองก็อย่าเพิ่งรีบโดนฆ่าหละ.....”

            หายไปตลอดการ เป็นคำที่ฟังแล้วรู้สึกอีดอัดและน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก

           “ พวกเทพกับมนุษย์เคยติดต่อกันมาก่อนสินะ ทะ..ทำไมพวกเขาถึงไม่ไปหามนุษย์ แล้วสั่งให้กลับมาบูชาหละ ถ้าทำแบบนั้นจะไม่ง่ายกว่าหรอ? ”

            “ ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก ประตูที่ใช้เดินทางไปที่โลกมนุษย์ถูกทำลายจากสงครามไปแล้ว ”

            “ ...........”

            เอลล่าเงยหน้าขึ้น และจ้องมองที่หน้าของผม บรรยากาศตอนกลางคืนบวกกับหน้ากากมีเขาที่น่าสยองและผ้าคลุมขาดๆสีดำทำให้ผมขนลุก

            “พวกเทพหนะไม่เคยคิดจะกลับไปที่โลกหรอก.... สำหรับพวกเทพมันมีวิธีที่ง่ายกว่านั้น ถ้าทำสำเร็จเหล่าเทพจะมีพลังมหาศาลอีกครั้ง สงครามของปิศาจกับเทพก็จะสิ้นสุดลง รวมถึงการบูชายัญมนุษย์ในโลกนี้ก็จะไม่มีอีกต่อไป .”

            เมื่อผมได้ยินเอลล่าพูดแบบนั้น ผมเลยคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อยเลยไม่ใช่เหรอ ถ้าเรื่องที่โหดร้ายเหล่านี้จะสิ้นสุดลง

            “เอ๋!!กะ..ก็ดีแล้วนี่ ”

            “วิธีนั้น คือแย่งชิงกล่องแพนโดร่าจากพวกเราเหล่าปิศาจแล้วทำลายทุกอย่างให้สิ้นซาก…”

            “ทำลาย...ทุกอย่างเหรอ?”

            “ผู้ที่เปิดกล่องแพนโดร่าจะสามารถสร้างและทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้ พวกมันจะลบทุกอย่างทิ้ง หลังจากนั้นก็สร้างโลกใหม่และมนุษย์กลุ่มใหม่ที่มีแต่ผู้เคารพและบูชาเทพ”

            ผมรู้สึกว่าเรื่องราวมันชักจะไปกันใหญ่ ทำลายโลกเก่าแล้วสร้างโลกใหม่งั้นเหรอ? พูดเป็นเล่นน่า เรื่องแบบนั้น.....

            “ถ้ามันจะเป็นแบบที่เธอพูด แล้วพวกเราจะทำอะไรได้!!!! ”

            “การจะเปิดกล่องแพนโดร่าได้จำเป็นต้องมีกุญแจ พวกเราเหล่าปิศาจจะแย่งชิงกุญแจของกล่องแพนโดร่ามาจากพระเจ้า แล้วให้ท่านจอมปิศาจขึ้นเป็นพระเจ้าแทน....หลังจากนั้นพวกมนุษย์แบบเจ้าก็จะไม่ถูกบูชายัญและส่งไปเกิดตามเดิม ”

            ฟังจากที่เอลล่าพูด จอมมารอาจจะเป็นคนดีกว่าที่คิดไว้ก็ได้ นั่นทำให้ผมเริ่มมีความหวังนิดๆ

            “ แล้วมีอะไรที่มนุษย์อย่างชั้นพอจะช่วยได้ไหม? ”

            “ แน่นอน....  เหตุผลที่ข้าไปช่วยเจ้าเพราะเจ้าอาจจะเป็นตัวชี้ชะตาของสงครามใรครั้งนี้เลยก็ได้ ”

            “หา!!!….ตัวชี้ชะตา!!! ”

            ผมเนี่ยนะตัวชี้ชะตาของสงครามระหว่างปิศาจกับเหล่าทวยเทพ พูดเป็นเล่น ผมก็แค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ทำอะไรแทบไม่ได้เรื่อง ตอนมีชีวิตอยู่ก็ได้แต่นอนอยู่ในบ้านแทบจะไม่ได้ออกไปไหน ฝีมือการต่อสู้ก็แทบจะติดลบด้วยซ้ำ

ในขณะที่ผมกำลังว้าวุ่นใจอยู่นั่นเอง ก็มีวัตถุบางอย่าง ตกจากท้องฟ้าลงมาใกล้ๆกับที่พวกผมกำลังนั้งคุยกันอยู่.......!!!!ตู้ม!!!!.......

            “เสียใจด้วยนะ แต่เจ้ามนุษย์จะต้องไปกับข้า หึๆ”

            สิ่งที่ตกลงมาจากฟ้าคือชายคนนึงร่างกายกำยำสวมชุดเกราะและหมวกสีทอง ถึงไม่มีปีกแต่ก็รู้เลยว่าเป็นพวกเทพแน่ๆ

เอลล่าที่นั่งอยู่ตรงข้ามผม ถึงกับยืนขึ้นและชักดาบคาตานะออกมาทันที เรื่องดาบคาตะนะเองก็เป็นสิ่งที่ผมสงสัยอยู่ว่าทำไมของบนโลกถึงมาอยู่ในโลกนี้ได้ แต่มันอาจจะเป็นดาบที่คล้ายๆกัน แต่เรื่องนี้เอาไว้ถามเอลล่าทีหลังดีกว่า เพราะสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ คือคนที่น่าจะศัตรูที่ยืนอยู่เบื้องหน้า…..

            “ทำไม? ทำไมเจ้าถึงเข้ามาที่นี่ได้ ทั้งๆที่มีคนของข้าราดตระเวนอยู่!!?”

            “ อย่างข้านะเหรอ? จะถูกพวกปิศาจจับได้ น่าขำนัก ฮ่าๆๆๆๆๆ”

            ถึงเอลล่าจะใส่หน้ากากที่น่ากลัวอยู่ แต่ผมก็รับรู้ได้ถึงความกังวลและความกดดันอันมหาศาลที่แผ่ออกมา ชายในชุดเกราะตรงหน้าแข็งแกร่งขนาดนั้นเชียวหรือ?

             เอลล่าพูดออกมาด้วยเสียงสั่นๆว่า.....

            “จะ..เจ้านั่น...”

            “…….”

            “เจ้านั่นคือ...อคิลลิส เทพ....ผู้เป็นอมตะ!!!!...”
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่