บทที่ 3 : เหตุผล
“ เจ้าคงมีคำถามมากมายจะถามข้าสินะ...งั้นเจ้าก็จง....มากับข้า....... ”
หัวหน้าของกลุ่มปิศาจพูดพลางกับถอดหน้ากากออก แล้วยื่นมืออันเรียวเล็กออกมาหาผม เผยให้ค่อยๆเห็นหน้าตาของเด็กสาวซึ่งน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับผม ทำไมเสียงตอนใส่หน้ากากดูน่าเกรงขาม แต่พอถอดออกเสียงถึงดูบ้องแบ๋วไปซะนี่
ด้วยความสับสนกับเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ผมได้แต่อึ้งนิ่งๆไม่พูดอะไร
เด็กสาวตัวเล็กที่ถือธนูเห็นผมยืนนิ่งไม่ยอมตอบ เธอจึงหยิบมีดสั้นที่แอบไว้ด้านหลังเดินเข้ามาหาผมด้วยความโมโห
“เห้ยยยแกหนะ!!! ท่านเอลล่ากำลังพูดกับแกอยู่นะเจ้าบ้า!!! (▼皿▼) ”
“ช้าก่อนเนเน่.... ท่านจอมปิศาจต้องการตัวเจ้านี่เป็นๆ!!!”
“ค่าาาาาา......ท่านเอลล่า คิคิ (♥ω♥*)”
เด็กคนนี้เปลี่ยนอารมณ์จากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินเสียงของหัวหน้า เธอเก็บมีดสั้นแล้วเดินออกไปนอกหอคอย ก่อนจะเหลียวมามองผมด้วยหางตาแล้วแยกเคี้ยวใส่หนึ่งที แฮ่!!!!!!!(♯▼皿▼)
ชายร่างใหญ่ถือขวานทั้งสองคนหัวเราะกับภาพที่เห็น ส่วนชายหนุ่มรูปงามอีกคนที่ยืนพิงกำแพงอยู่ก็อมยิ้มหน่อยๆ หัวหน้ากลุ่มปิศาจถอนหายใจและใส่หน้ากากกลับเข้าที่เดิม
หัวหน้าปิศาจหันมามองผม น่าแปลกใจที่เมื่อเธอใส่หน้ากากเสียงของเธอจะเปลี่ยนโทนไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้ดูน่าเกรงขามขึ้น
“เห้อออ..... ตกลงเจ้าจะไปหรือไม่ไป!!!?”
“ชะ….ชั้น.......”
“เจราส เจรอส งั้นข้าฝากเจ้าสองคนจัดการด้วยนะ….”
“ ฮะๆๆ ขอรับท่านเอลล่า ”
ชายตัวใหญ่ถือขวานสองคนจับผมมัดและแบกผมออกไปข้างนอก โดยมีชายหนุ่มรูปงามเดินตามออกมาทีหลัง
ชายหนุ่มรูปงามทำอะไรบางอย่างกับหอคอยจนทำให้เกิดไฟลุกท่วม ผมเห็นร่างไร้วิญญาณของแอนเธียนาที่ขาดสองท่อนกองอยู่บนพื้นก็ทำให้รู้สึกจิตตก แล้วพวกเราก็มุ่งหน้าเข้าไปยังในป่าลึก
ตกกลางคืนพระจันทร์สีเลือดเต็มดวงก็ลอยขึ้นเด่นอยู่บนท้องฟ้า พวกปิศาจจุดไฟตั้งแคมป์กัน ผมที่โดนมัดเชือกถูกบังคับให้นั่งพิงกับต้นไม้ใกล้ๆกองไฟ
หัวหน้าพวกปิศาจเดินมาหาผมและพูดโดยที่ยังสวมหน้ากากอยู่ทำให้เสียงพูดออกโทนต่ำดูน่ากลัวสมกับเป็นปิศาจของจริง
“ ใจเย็นลงแล้วสินะ ”
“ อะ......อือ.....”
“ข้าจะแก้มัดให้เจ้า แต่ถ้าหากเจ้าคิดจะหนี ข้าจะมัดเจ้าไปตลอดกาล….”
“ท่านเอลล่า ดะ...ดิชั้นคิดว่าอย่าแก้มัดให้เจ้านี่เลยนะคะ (●'Д'●)”
หัวหน้าปิศาจหันไปมองเด็กน้อยที่สะพายธนูอยู่ด้วยสายตาอำมหิต
“หวะหวา!!!...ข้าขอโทษค่ะท่านเอลล่า (●'Д'●) ............ชิ!!มนุษย์นี่มันอ่อนแอเป็นบ้า!!!.... (♯▼皿▼)”
หัวหน้าปิศาจชักดาบคาตะนะข้างตัวออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วตะวัดใส่ผมทั้งที่ยังหันหลังให้ !!!ฟับ!!! ทันใดนั้นเชือกที่มัดตัวผมอยู่ก็ขาดออก ทำให้ผมนึกไม่ออกเลยว่าเธอมีฝีมือดาบขนาดไหน
“ ข้ามีนามว่าเอลล่า แล้วนามของเจ้าละ... ”
ผมมองไปยังหัวหน้าปิศาจแล้วตอบออกไปอย่างห้วนๆ
“คิคารุ”
“คิคิคิ ฮ่าๆๆๆ มนุษย์นี่ชื่อเห่ยเป็นบ้า เหมาะกับชุดสีชมพูเห่ยๆของเจ้าดีนะฮ่าๆๆๆๆๆ (*≧艸≦)”
หนอยยัยเด็กบ้านี่!!!! ชื่อชั้นมันตลกขนาดนั้นเลยเหรอ? แถมนี่มันชุดนอนตัวโปรดของชั้นนะเฟ้ย !!!!!
“เจ้าเองก็ต้องแนะนำตัวด้วย……”
“ถ้าท่านเอลล่าว่าอย่างงั้นก็ช่วยไม่ได้ อะแฮ่ม!! ข้ามีนามว่าเนเน่ จงจำใส่หัวของเจ้าแล้วไปตายซะ!!!”
ชายร่างใหญ่สองคนเดินขำออกมาจากป่า หลังจากออกไปหาไม้ฟืน
“ฮะๆๆ ข้ามีนามว่าเจราส ขอโทษด้วยที่ต้องจับเจ้ามัดนะ..... ส่วนนี่น้องชายข้ามีนามว่าเจรอส ”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะเจ้ามนุษย์ อะ...ไม่สิ คิคารุ ฮุๆๆๆฮะๆๆ”
“ ส่วนข้านั้นมีนามว่าคารอน ฝากตัวด้วย……”
น้ำเสียงราบเรียบไรความรู้สึกของชายที่บอกว่าชื่อคารอนดังมาจากด้านบน เขาคือชายรูปงามที่เผาหอคอยนั่นเอง เขากำลังนั่งพิงต้นไม้อยู่บนหัวผม
หลังจากแนะนำตัวกันเสร็จ พี่น้องร่างใหญ่ก็ออกไปหาอาหารในป่า ส่วนเนเน่กับคารอนก็แยกกันไปลาดตระเวนรอบๆ ทำให้เหลือผมกับเอลล่าลำพังสองคน ผมเลยถามเอลล่าที่นั่งอยู่ตรงข้ามผมว่า
“ จริงเหรอ....ที่พวกเทพฆ่ามนุษย์ ”
“ แล้วเจ้าคิดยังไง...?....”
“ ก็ในโลกของชั้นเทพคือพวกที่ช่วยเหลือมนุษย์ และชั้นก็เห็นว่าไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องฆ่ามนุ..... ”
“ เหตุผลน่ะมีอยู่แล้ว มนุษย์สมัยนี้ไม่ได้บูชาเทพพระเจ้ากันเหมือนสมัยอดีตกาล ทำให้พวกเทพเสื่อมพลังลง เพราะเหตุนี้ถึงได้มีการบูชายัญมนุษย์ที่มายังโลกนี้เพื่อเพิ่มพลัง
"......................"
" บนโลกเจ้าก็มีการบูชายัญในสมัยก่อนนี่นา แต่สมัยนี้คงไม่มีแล้ว"
" มันก็ ใช่อยู่หรอก.... "
" ในตอนนี้ประชากรมนุษย์น่าลดน้อยลง เพราะแทนที่จะได้กลับไปเกิดใหม่ ส่วนใหญ่ก็ถูกจับไปบูชายัญกันหมด ”
ผมอึ้งกับเหตุผลที่เอลล่าอธิบายให้ฟัง เลยลองมองย้อยกลับไป มนุษย์ในยุคสมัยนี้เป็นมนุษย์สมัยใหม่ ถึงจะมีการบูชาเทพอยู่บ้างแต่ก็เหลือน้อยเต็มที ทำให้เรื่องเทพและปิศาจนั้นกลายเป็นเรื่องงมงายในที่สุด ในขณะที่ทั้งโลกกังวลว่ามนุษย์จะมีประชากรล้นโลก อยู่ๆอัตราการเกิดก็กลับน้อยลงจนหลายประเทศต้องออกมาขอให้ประชาชนมีลูกกันเยอะๆ
“ กลับไปเกิดใหม่น้อยเหรอ? หมายความว่าไง ”
“ ในโลกแห่งนี้ใครก็ตามที่ถูกฆ่าตาย ก็จะหายไปตลอดการจนไม่ได้กลับไปเกิดใหม่ เจ้าเองก็อย่าเพิ่งรีบโดนฆ่าหละ.....”
หายไปตลอดการ เป็นคำที่ฟังแล้วรู้สึกอีดอัดและน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก
“ พวกเทพกับมนุษย์เคยติดต่อกันมาก่อนสินะ ทะ..ทำไมพวกเขาถึงไม่ไปหามนุษย์ แล้วสั่งให้กลับมาบูชาหละ ถ้าทำแบบนั้นจะไม่ง่ายกว่าหรอ? ”
“ ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก ประตูที่ใช้เดินทางไปที่โลกมนุษย์ถูกทำลายจากสงครามไปแล้ว ”
“ ...........”
เอลล่าเงยหน้าขึ้น และจ้องมองที่หน้าของผม บรรยากาศตอนกลางคืนบวกกับหน้ากากมีเขาที่น่าสยองและผ้าคลุมขาดๆสีดำทำให้ผมขนลุก
“พวกเทพหนะไม่เคยคิดจะกลับไปที่โลกหรอก.... สำหรับพวกเทพมันมีวิธีที่ง่ายกว่านั้น ถ้าทำสำเร็จเหล่าเทพจะมีพลังมหาศาลอีกครั้ง สงครามของปิศาจกับเทพก็จะสิ้นสุดลง รวมถึงการบูชายัญมนุษย์ในโลกนี้ก็จะไม่มีอีกต่อไป .”
เมื่อผมได้ยินเอลล่าพูดแบบนั้น ผมเลยคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อยเลยไม่ใช่เหรอ ถ้าเรื่องที่โหดร้ายเหล่านี้จะสิ้นสุดลง
“เอ๋!!กะ..ก็ดีแล้วนี่ ”
“วิธีนั้น คือแย่งชิงกล่องแพนโดร่าจากพวกเราเหล่าปิศาจแล้วทำลายทุกอย่างให้สิ้นซาก…”
“ทำลาย...ทุกอย่างเหรอ?”
“ผู้ที่เปิดกล่องแพนโดร่าจะสามารถสร้างและทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้ พวกมันจะลบทุกอย่างทิ้ง หลังจากนั้นก็สร้างโลกใหม่และมนุษย์กลุ่มใหม่ที่มีแต่ผู้เคารพและบูชาเทพ”
ผมรู้สึกว่าเรื่องราวมันชักจะไปกันใหญ่ ทำลายโลกเก่าแล้วสร้างโลกใหม่งั้นเหรอ? พูดเป็นเล่นน่า เรื่องแบบนั้น.....
“ถ้ามันจะเป็นแบบที่เธอพูด แล้วพวกเราจะทำอะไรได้!!!! ”
“การจะเปิดกล่องแพนโดร่าได้จำเป็นต้องมีกุญแจ พวกเราเหล่าปิศาจจะแย่งชิงกุญแจของกล่องแพนโดร่ามาจากพระเจ้า แล้วให้ท่านจอมปิศาจขึ้นเป็นพระเจ้าแทน....หลังจากนั้นพวกมนุษย์แบบเจ้าก็จะไม่ถูกบูชายัญและส่งไปเกิดตามเดิม ”
ฟังจากที่เอลล่าพูด จอมมารอาจจะเป็นคนดีกว่าที่คิดไว้ก็ได้ นั่นทำให้ผมเริ่มมีความหวังนิดๆ
“ แล้วมีอะไรที่มนุษย์อย่างชั้นพอจะช่วยได้ไหม? ”
“ แน่นอน.... เหตุผลที่ข้าไปช่วยเจ้าเพราะเจ้าอาจจะเป็นตัวชี้ชะตาของสงครามใรครั้งนี้เลยก็ได้ ”
“หา!!!….ตัวชี้ชะตา!!! ”
ผมเนี่ยนะตัวชี้ชะตาของสงครามระหว่างปิศาจกับเหล่าทวยเทพ พูดเป็นเล่น ผมก็แค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ทำอะไรแทบไม่ได้เรื่อง ตอนมีชีวิตอยู่ก็ได้แต่นอนอยู่ในบ้านแทบจะไม่ได้ออกไปไหน ฝีมือการต่อสู้ก็แทบจะติดลบด้วยซ้ำ
ในขณะที่ผมกำลังว้าวุ่นใจอยู่นั่นเอง ก็มีวัตถุบางอย่าง ตกจากท้องฟ้าลงมาใกล้ๆกับที่พวกผมกำลังนั้งคุยกันอยู่.......!!!!ตู้ม!!!!.......
“เสียใจด้วยนะ แต่เจ้ามนุษย์จะต้องไปกับข้า หึๆ”
สิ่งที่ตกลงมาจากฟ้าคือชายคนนึงร่างกายกำยำสวมชุดเกราะและหมวกสีทอง ถึงไม่มีปีกแต่ก็รู้เลยว่าเป็นพวกเทพแน่ๆ
เอลล่าที่นั่งอยู่ตรงข้ามผม ถึงกับยืนขึ้นและชักดาบคาตานะออกมาทันที เรื่องดาบคาตะนะเองก็เป็นสิ่งที่ผมสงสัยอยู่ว่าทำไมของบนโลกถึงมาอยู่ในโลกนี้ได้ แต่มันอาจจะเป็นดาบที่คล้ายๆกัน แต่เรื่องนี้เอาไว้ถามเอลล่าทีหลังดีกว่า เพราะสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ คือคนที่น่าจะศัตรูที่ยืนอยู่เบื้องหน้า…..
“ทำไม? ทำไมเจ้าถึงเข้ามาที่นี่ได้ ทั้งๆที่มีคนของข้าราดตระเวนอยู่!!?”
“ อย่างข้านะเหรอ? จะถูกพวกปิศาจจับได้ น่าขำนัก ฮ่าๆๆๆๆๆ”
ถึงเอลล่าจะใส่หน้ากากที่น่ากลัวอยู่ แต่ผมก็รับรู้ได้ถึงความกังวลและความกดดันอันมหาศาลที่แผ่ออกมา ชายในชุดเกราะตรงหน้าแข็งแกร่งขนาดนั้นเชียวหรือ?
เอลล่าพูดออกมาด้วยเสียงสั่นๆว่า.....
“จะ..เจ้านั่น...”
“…….”
“เจ้านั่นคือ...อคิลลิส เทพ....ผู้เป็นอมตะ!!!!...”
The After Death : เอาชีวิตรอดในโลกหลังความตาย บทที่ 3 : เหตุผล
“ เจ้าคงมีคำถามมากมายจะถามข้าสินะ...งั้นเจ้าก็จง....มากับข้า....... ”
หัวหน้าของกลุ่มปิศาจพูดพลางกับถอดหน้ากากออก แล้วยื่นมืออันเรียวเล็กออกมาหาผม เผยให้ค่อยๆเห็นหน้าตาของเด็กสาวซึ่งน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับผม ทำไมเสียงตอนใส่หน้ากากดูน่าเกรงขาม แต่พอถอดออกเสียงถึงดูบ้องแบ๋วไปซะนี่
ด้วยความสับสนกับเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ผมได้แต่อึ้งนิ่งๆไม่พูดอะไร
เด็กสาวตัวเล็กที่ถือธนูเห็นผมยืนนิ่งไม่ยอมตอบ เธอจึงหยิบมีดสั้นที่แอบไว้ด้านหลังเดินเข้ามาหาผมด้วยความโมโห
“เห้ยยยแกหนะ!!! ท่านเอลล่ากำลังพูดกับแกอยู่นะเจ้าบ้า!!! (▼皿▼) ”
“ช้าก่อนเนเน่.... ท่านจอมปิศาจต้องการตัวเจ้านี่เป็นๆ!!!”
“ค่าาาาาา......ท่านเอลล่า คิคิ (♥ω♥*)”
เด็กคนนี้เปลี่ยนอารมณ์จากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินเสียงของหัวหน้า เธอเก็บมีดสั้นแล้วเดินออกไปนอกหอคอย ก่อนจะเหลียวมามองผมด้วยหางตาแล้วแยกเคี้ยวใส่หนึ่งที แฮ่!!!!!!!(♯▼皿▼)
ชายร่างใหญ่ถือขวานทั้งสองคนหัวเราะกับภาพที่เห็น ส่วนชายหนุ่มรูปงามอีกคนที่ยืนพิงกำแพงอยู่ก็อมยิ้มหน่อยๆ หัวหน้ากลุ่มปิศาจถอนหายใจและใส่หน้ากากกลับเข้าที่เดิม
หัวหน้าปิศาจหันมามองผม น่าแปลกใจที่เมื่อเธอใส่หน้ากากเสียงของเธอจะเปลี่ยนโทนไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้ดูน่าเกรงขามขึ้น
“เห้อออ..... ตกลงเจ้าจะไปหรือไม่ไป!!!?”
“ชะ….ชั้น.......”
“เจราส เจรอส งั้นข้าฝากเจ้าสองคนจัดการด้วยนะ….”
“ ฮะๆๆ ขอรับท่านเอลล่า ”
ชายตัวใหญ่ถือขวานสองคนจับผมมัดและแบกผมออกไปข้างนอก โดยมีชายหนุ่มรูปงามเดินตามออกมาทีหลัง
ชายหนุ่มรูปงามทำอะไรบางอย่างกับหอคอยจนทำให้เกิดไฟลุกท่วม ผมเห็นร่างไร้วิญญาณของแอนเธียนาที่ขาดสองท่อนกองอยู่บนพื้นก็ทำให้รู้สึกจิตตก แล้วพวกเราก็มุ่งหน้าเข้าไปยังในป่าลึก
ตกกลางคืนพระจันทร์สีเลือดเต็มดวงก็ลอยขึ้นเด่นอยู่บนท้องฟ้า พวกปิศาจจุดไฟตั้งแคมป์กัน ผมที่โดนมัดเชือกถูกบังคับให้นั่งพิงกับต้นไม้ใกล้ๆกองไฟ
หัวหน้าพวกปิศาจเดินมาหาผมและพูดโดยที่ยังสวมหน้ากากอยู่ทำให้เสียงพูดออกโทนต่ำดูน่ากลัวสมกับเป็นปิศาจของจริง
“ ใจเย็นลงแล้วสินะ ”
“ อะ......อือ.....”
“ข้าจะแก้มัดให้เจ้า แต่ถ้าหากเจ้าคิดจะหนี ข้าจะมัดเจ้าไปตลอดกาล….”
“ท่านเอลล่า ดะ...ดิชั้นคิดว่าอย่าแก้มัดให้เจ้านี่เลยนะคะ (●'Д'●)”
หัวหน้าปิศาจหันไปมองเด็กน้อยที่สะพายธนูอยู่ด้วยสายตาอำมหิต
“หวะหวา!!!...ข้าขอโทษค่ะท่านเอลล่า (●'Д'●) ............ชิ!!มนุษย์นี่มันอ่อนแอเป็นบ้า!!!.... (♯▼皿▼)”
หัวหน้าปิศาจชักดาบคาตะนะข้างตัวออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วตะวัดใส่ผมทั้งที่ยังหันหลังให้ !!!ฟับ!!! ทันใดนั้นเชือกที่มัดตัวผมอยู่ก็ขาดออก ทำให้ผมนึกไม่ออกเลยว่าเธอมีฝีมือดาบขนาดไหน
“ ข้ามีนามว่าเอลล่า แล้วนามของเจ้าละ... ”
ผมมองไปยังหัวหน้าปิศาจแล้วตอบออกไปอย่างห้วนๆ
“คิคารุ”
“คิคิคิ ฮ่าๆๆๆ มนุษย์นี่ชื่อเห่ยเป็นบ้า เหมาะกับชุดสีชมพูเห่ยๆของเจ้าดีนะฮ่าๆๆๆๆๆ (*≧艸≦)”
หนอยยัยเด็กบ้านี่!!!! ชื่อชั้นมันตลกขนาดนั้นเลยเหรอ? แถมนี่มันชุดนอนตัวโปรดของชั้นนะเฟ้ย !!!!!
“เจ้าเองก็ต้องแนะนำตัวด้วย……”
“ถ้าท่านเอลล่าว่าอย่างงั้นก็ช่วยไม่ได้ อะแฮ่ม!! ข้ามีนามว่าเนเน่ จงจำใส่หัวของเจ้าแล้วไปตายซะ!!!”
ชายร่างใหญ่สองคนเดินขำออกมาจากป่า หลังจากออกไปหาไม้ฟืน
“ฮะๆๆ ข้ามีนามว่าเจราส ขอโทษด้วยที่ต้องจับเจ้ามัดนะ..... ส่วนนี่น้องชายข้ามีนามว่าเจรอส ”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะเจ้ามนุษย์ อะ...ไม่สิ คิคารุ ฮุๆๆๆฮะๆๆ”
“ ส่วนข้านั้นมีนามว่าคารอน ฝากตัวด้วย……”
น้ำเสียงราบเรียบไรความรู้สึกของชายที่บอกว่าชื่อคารอนดังมาจากด้านบน เขาคือชายรูปงามที่เผาหอคอยนั่นเอง เขากำลังนั่งพิงต้นไม้อยู่บนหัวผม
หลังจากแนะนำตัวกันเสร็จ พี่น้องร่างใหญ่ก็ออกไปหาอาหารในป่า ส่วนเนเน่กับคารอนก็แยกกันไปลาดตระเวนรอบๆ ทำให้เหลือผมกับเอลล่าลำพังสองคน ผมเลยถามเอลล่าที่นั่งอยู่ตรงข้ามผมว่า
“ จริงเหรอ....ที่พวกเทพฆ่ามนุษย์ ”
“ แล้วเจ้าคิดยังไง...?....”
“ ก็ในโลกของชั้นเทพคือพวกที่ช่วยเหลือมนุษย์ และชั้นก็เห็นว่าไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องฆ่ามนุ..... ”
“ เหตุผลน่ะมีอยู่แล้ว มนุษย์สมัยนี้ไม่ได้บูชาเทพพระเจ้ากันเหมือนสมัยอดีตกาล ทำให้พวกเทพเสื่อมพลังลง เพราะเหตุนี้ถึงได้มีการบูชายัญมนุษย์ที่มายังโลกนี้เพื่อเพิ่มพลัง
"......................"
" บนโลกเจ้าก็มีการบูชายัญในสมัยก่อนนี่นา แต่สมัยนี้คงไม่มีแล้ว"
" มันก็ ใช่อยู่หรอก.... "
" ในตอนนี้ประชากรมนุษย์น่าลดน้อยลง เพราะแทนที่จะได้กลับไปเกิดใหม่ ส่วนใหญ่ก็ถูกจับไปบูชายัญกันหมด ”
ผมอึ้งกับเหตุผลที่เอลล่าอธิบายให้ฟัง เลยลองมองย้อยกลับไป มนุษย์ในยุคสมัยนี้เป็นมนุษย์สมัยใหม่ ถึงจะมีการบูชาเทพอยู่บ้างแต่ก็เหลือน้อยเต็มที ทำให้เรื่องเทพและปิศาจนั้นกลายเป็นเรื่องงมงายในที่สุด ในขณะที่ทั้งโลกกังวลว่ามนุษย์จะมีประชากรล้นโลก อยู่ๆอัตราการเกิดก็กลับน้อยลงจนหลายประเทศต้องออกมาขอให้ประชาชนมีลูกกันเยอะๆ
“ กลับไปเกิดใหม่น้อยเหรอ? หมายความว่าไง ”
“ ในโลกแห่งนี้ใครก็ตามที่ถูกฆ่าตาย ก็จะหายไปตลอดการจนไม่ได้กลับไปเกิดใหม่ เจ้าเองก็อย่าเพิ่งรีบโดนฆ่าหละ.....”
หายไปตลอดการ เป็นคำที่ฟังแล้วรู้สึกอีดอัดและน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก
“ พวกเทพกับมนุษย์เคยติดต่อกันมาก่อนสินะ ทะ..ทำไมพวกเขาถึงไม่ไปหามนุษย์ แล้วสั่งให้กลับมาบูชาหละ ถ้าทำแบบนั้นจะไม่ง่ายกว่าหรอ? ”
“ ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก ประตูที่ใช้เดินทางไปที่โลกมนุษย์ถูกทำลายจากสงครามไปแล้ว ”
“ ...........”
เอลล่าเงยหน้าขึ้น และจ้องมองที่หน้าของผม บรรยากาศตอนกลางคืนบวกกับหน้ากากมีเขาที่น่าสยองและผ้าคลุมขาดๆสีดำทำให้ผมขนลุก
“พวกเทพหนะไม่เคยคิดจะกลับไปที่โลกหรอก.... สำหรับพวกเทพมันมีวิธีที่ง่ายกว่านั้น ถ้าทำสำเร็จเหล่าเทพจะมีพลังมหาศาลอีกครั้ง สงครามของปิศาจกับเทพก็จะสิ้นสุดลง รวมถึงการบูชายัญมนุษย์ในโลกนี้ก็จะไม่มีอีกต่อไป .”
เมื่อผมได้ยินเอลล่าพูดแบบนั้น ผมเลยคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อยเลยไม่ใช่เหรอ ถ้าเรื่องที่โหดร้ายเหล่านี้จะสิ้นสุดลง
“เอ๋!!กะ..ก็ดีแล้วนี่ ”
“วิธีนั้น คือแย่งชิงกล่องแพนโดร่าจากพวกเราเหล่าปิศาจแล้วทำลายทุกอย่างให้สิ้นซาก…”
“ทำลาย...ทุกอย่างเหรอ?”
“ผู้ที่เปิดกล่องแพนโดร่าจะสามารถสร้างและทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้ พวกมันจะลบทุกอย่างทิ้ง หลังจากนั้นก็สร้างโลกใหม่และมนุษย์กลุ่มใหม่ที่มีแต่ผู้เคารพและบูชาเทพ”
ผมรู้สึกว่าเรื่องราวมันชักจะไปกันใหญ่ ทำลายโลกเก่าแล้วสร้างโลกใหม่งั้นเหรอ? พูดเป็นเล่นน่า เรื่องแบบนั้น.....
“ถ้ามันจะเป็นแบบที่เธอพูด แล้วพวกเราจะทำอะไรได้!!!! ”
“การจะเปิดกล่องแพนโดร่าได้จำเป็นต้องมีกุญแจ พวกเราเหล่าปิศาจจะแย่งชิงกุญแจของกล่องแพนโดร่ามาจากพระเจ้า แล้วให้ท่านจอมปิศาจขึ้นเป็นพระเจ้าแทน....หลังจากนั้นพวกมนุษย์แบบเจ้าก็จะไม่ถูกบูชายัญและส่งไปเกิดตามเดิม ”
ฟังจากที่เอลล่าพูด จอมมารอาจจะเป็นคนดีกว่าที่คิดไว้ก็ได้ นั่นทำให้ผมเริ่มมีความหวังนิดๆ
“ แล้วมีอะไรที่มนุษย์อย่างชั้นพอจะช่วยได้ไหม? ”
“ แน่นอน.... เหตุผลที่ข้าไปช่วยเจ้าเพราะเจ้าอาจจะเป็นตัวชี้ชะตาของสงครามใรครั้งนี้เลยก็ได้ ”
“หา!!!….ตัวชี้ชะตา!!! ”
ผมเนี่ยนะตัวชี้ชะตาของสงครามระหว่างปิศาจกับเหล่าทวยเทพ พูดเป็นเล่น ผมก็แค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ทำอะไรแทบไม่ได้เรื่อง ตอนมีชีวิตอยู่ก็ได้แต่นอนอยู่ในบ้านแทบจะไม่ได้ออกไปไหน ฝีมือการต่อสู้ก็แทบจะติดลบด้วยซ้ำ
ในขณะที่ผมกำลังว้าวุ่นใจอยู่นั่นเอง ก็มีวัตถุบางอย่าง ตกจากท้องฟ้าลงมาใกล้ๆกับที่พวกผมกำลังนั้งคุยกันอยู่.......!!!!ตู้ม!!!!.......
“เสียใจด้วยนะ แต่เจ้ามนุษย์จะต้องไปกับข้า หึๆ”
สิ่งที่ตกลงมาจากฟ้าคือชายคนนึงร่างกายกำยำสวมชุดเกราะและหมวกสีทอง ถึงไม่มีปีกแต่ก็รู้เลยว่าเป็นพวกเทพแน่ๆ
เอลล่าที่นั่งอยู่ตรงข้ามผม ถึงกับยืนขึ้นและชักดาบคาตานะออกมาทันที เรื่องดาบคาตะนะเองก็เป็นสิ่งที่ผมสงสัยอยู่ว่าทำไมของบนโลกถึงมาอยู่ในโลกนี้ได้ แต่มันอาจจะเป็นดาบที่คล้ายๆกัน แต่เรื่องนี้เอาไว้ถามเอลล่าทีหลังดีกว่า เพราะสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ คือคนที่น่าจะศัตรูที่ยืนอยู่เบื้องหน้า…..
“ทำไม? ทำไมเจ้าถึงเข้ามาที่นี่ได้ ทั้งๆที่มีคนของข้าราดตระเวนอยู่!!?”
“ อย่างข้านะเหรอ? จะถูกพวกปิศาจจับได้ น่าขำนัก ฮ่าๆๆๆๆๆ”
ถึงเอลล่าจะใส่หน้ากากที่น่ากลัวอยู่ แต่ผมก็รับรู้ได้ถึงความกังวลและความกดดันอันมหาศาลที่แผ่ออกมา ชายในชุดเกราะตรงหน้าแข็งแกร่งขนาดนั้นเชียวหรือ?
เอลล่าพูดออกมาด้วยเสียงสั่นๆว่า.....
“จะ..เจ้านั่น...”
“…….”
“เจ้านั่นคือ...อคิลลิส เทพ....ผู้เป็นอมตะ!!!!...”