ทำไมถึงคิดว่า คนเรียนโททันทีหลัง จบป.ตรี แล้วหางานยาก?

กระทู้สนทนา
เคยเห็น

( เปิดกระทู้เมื่อ 27 ตุลาคม 2561 เวลา 11:22 น.)
แก้ไขล่าสุดหลังผ่านไป 1 ปี  และเผื่อยังมีคนเข้ามาอ่านอยู่  แก้ไข ณ. 02 ตุลาคม 2562

เกรินก่อนเลยว่าผมจบตรีและต่อโทเลยทันที ซึ่งตอนป.ตรีผมได้หางานทำแล้วแต่เป็นงานระดับธุรการ ผมจบการตลาดมาตอนป.ตรี เงินเดือน15,000 งานไม่เป็นระบบยังไม่ทันสัมภาษณ์เลย   ต้องทำงานแล้วสแกนลายนิ้วมือก็ไม่มีไม่มีอะไรเลย และหลายๆที่ก็หลอกไปในต่ำแหน่งสูงๆเพื่อไปขายประกัน ขายซิมมือถือ รวมถึงอื่นๆเพราะสาขาที่จบมา งานที่จะได้ส่วนใหญ่ก็จะ เป็นเซลล์ ฝ่ายขาย เป็นต้นจึงทำให้ผมไม่ทำงานและเรียนต่อเลย เพื่อข้ามการเป็นธุรกิจ

พอจบโท ผมไปสมัครงานอีกหลายที่ ที่เค้ารับวุฒิป.โท เกี่ยวกับการทำวิจัย และเก็บข้อมูล เชิงสถิติ ที่ต้องใช้ความรู้ระดับ ป.โท  ซึ่ง ผมไปสัมภาษณ์อยู่บริษัทนึง ประวัติผมขาวสะอาดมาก   เค้าเลยถามว่าที่ผ่านทำอะไรบ้าง  นอน เรียน อย่าง เลยหรอ   ผมเลยเล่าชีวประวัติโดยสังเขปให้ฟัง

ผมทำงาน มาตั้ง แต่ ม.6 และเป็นการทำงานส่วนตัว เช่นสอนคอม ลงร้านหนังสือ  เปิดเซิฟเวอร์ให้เช่า รวมทั้ง ขายของออนไลน์ ต่างๆ อีกมากมาย  ทาง HR เลยถามว่าทำไมไม่เขียนประวัติลงไป ในรีซูเม่  ผมเลยบอกไปว่า มันไม่สามารถตรวจสอบได้ ว่าเป็นเรื่องจริงผมเลยไม่ได้เขียน

HR เลยบอกว่า ฝ่ายการตลาด มันต้องขายตัวเองได้ ให้เขียนลงไป   

เท่านั้นแหละ!!!

ผมได้งานใกล้บ้านต่ำแหน่งที่ปรึกษาทางการตลาด เงินเดือนครั้งแรก เดือนแรก 23,000 ผ่านโปร 25,000แต่บริษัทเล็กมากและงานจำเจน่าเบื่อ ระหว่างนั้นผมเลยได้ไปสัมภาษณ์งานที่อื่นไปด้วย จนมาถึงจุดนึงบริษัทนี้ให้ผมออก โดยเจ้าของอ้างว่าเศรษฐกิจไม่ดี บลาๆ ในวันเดียวกันนั้นอีกบริษัทก็โทรมาคอนเฟริมงานพอดี ผมจึงตอบตกลงไป และขอเริ่มงานต้นเดือนหน้า(เค้าให้ผมออกกลางเดือน)

งานที่ใหม่ เงินเดือน 30,000 ต่ำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด (ที่ใหม่ไม่รู้ว่าผมถูกให้ออก 55555+ )

ทำงานได้ 3 เดือน ไม่ผ่านโปร  คนเก่าที่เคยทำต่ำแหน่งนี้ 1 เดือนไม่ผ่านโปร  มีคนผ่านบริษัทนี้มาแล้ว 5 คน ใน 1 ปี บริษัทนี้มั่วมาก ไม่มีระบบ และผมไม่มีลูกน้อง  เป็นผู้จัดการที่ต้องทำงานเอง   ตอนผมมาสัมภาษณ์ มีคนมา 3 คน GM เลขา และ ผม   ซึ่งอีก 2 คนมาทำงานทันที ที่ HR โทรมา ก็ประมาณกลางเดือน  ผมเข้าไปประมาณต้นเดือน ทำงานได้ 3 วัน HR ลาออกหมดเลย ปิดห้อง HR  และเลขาใหม่ ก็ลาออกไป   ส่วนผมกับ GM ไม่ผ่านโปรทั้งคู่ 555555555555  GM อายุ 50+  ไม่ผ่านโปร

และงานเยอะมาก ออฟฟิส มี 10 คน  แต่ต้องดูแล 3-4 บริษัท มีบริษัทในเครือด้วย   ตลกมาก   

และตอนนั้นเป็นช่วงที่ผมจะไปเมี่ยวตปท.สิ้นปีกับที่บ้าน ผมต้องลาประมาณ3-4วันรวมเสาร์อาทิตย์และวันหยุดปีใหม่ก็ประมาณ9วัน ตั๋วจองไปแล้ว

ซึ่งผมให้ความสำคัญกับการไปเที่ยวมากกว่าไปทำงานเป็นลูกจ้าง 

ผมออก สิ้นปี 61   สรุปการทำงาน 11 เดือน   ผมได้งานที่แรก  ประมาณกลางเดือน มกราคม   และ หักลบ ครึ่งเดือนที่ไปทำงานที่ 2 

หลังจากกลับจากตปท.ผมก็เริ่มมาขายของออนไลน์(ระหว่างทำงานผมมักคิดว่าทำไมผมไม่ขายเอง)
ช่วงแรกๆผมได้ประมาณ 30,000-38,000  และช่วงเมษายน ผมต้องไปเที่ยว ตปท.กับเพื่อนอีก

หลังจากเมษาจนถึงทุกวันนี้เงินเดือนประมาณ 140,000-200,000ต่อ/เดือน
ตอนนี้ผมไม่คิดจะไปหางานใหม่ที่ไหนอีกแล้ว เพราะเปิดบริษัทเองแล้ว(ช่วงต้นปี62ผมไปสัมภาษณ์งานแต่ลูกค้าทักหายิ้กๆ ตอบช้าโทรจิกอีก)เลยยกเลิกสัมภาษณ์ที่อื่นๆอีกและหันมาทำส่วนตัว

ถ้าคุณทำธุรกิจส่วนตัวคุณจะพอมีคอนเน็คชั่นและมีลูกค้าเก่าๆมันไม่อดตายหรอก ดีกว่าไปทำให้บริษัทเวลาถูกให้ออกมาไม่เหลืออะไรเลย

(ช่วงต้นปีมีข่าวแบ้งค์ปลดพนักงานซึงมันช่วยให้ผมตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ผมอยากทำงานบริษัทใหญ่ๆที่เค้าสามารถดูแลไปจนถึงวันที่เราเกษียร นั้นคือความคิดของผมแรกๆ)

ทุกวันนี้จบ.โทมาขายของออนไลน์ ที่ผมรีบเรียนเพราะเคยมีคนบอกว่ามีโอกาศเรียนให้รีบเรียนให้จบ 5555+จึงๆเรื่องราวมันอีกเยอะเอาแค่ปีที่แล้วก็พอ

ประสบการณ์
ถ้าคุณสามารถทนและไม่มีทางเลือก ค่อยๆ ไต่มาก็ได้ จากธุรการ ผู้ช่วยผู้จัดการ รองผู้จัดการ บลาๆ   ซึ่งผมทำงาน 3-6 เดือน ผมก็พอรู้อะไรระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งบ้างคนอ้างต้องมีประสบการณ์นั้นนู้นนี้ 1-2 ปี บลาๆ  ไม่จำเป็นสำหรับผม

ผมขายของออนไลน์ และ ผมพัฒนาได้เรื่อยๆ เจออะไรใหม่ๆ  ไม่น่าเบื่อ  แต่เบื่อแพ็คของเห้อ แพ็ควนไป  

หลังจากส่วนตัว ผมก็งกและใช้เงินอย่างประหยัด (1)เพราะผมพึงระลึกไว้เสมอว่าผม คือคนตกงาน ไม่มีใครมาบังคับเรา ไม่มีใครมาประเมิณKPIเรา เราต้องหาข้อมูลและทุกอย่างด้วยตัวเองไม่มีใครมาชี้ทางให้เราว่าต้องทำแบบนี้ แบบนี้ทำมาแล้วไม่เวิคร์ ทุกอย่างเราต้องลองผิดลองถูกเอง

กลับมาอ่านกระทู้ตัวเองเหมือนโตขึ้นจากปีที่แล้วที่เอาแต่มองหางานที่มั่นคง แต่รู้สึกโชคดีมากๆที่ถูกให้ออก เพราะถ้าให้ลาออกเองและมาทำ คงไม่กล้าลาออกหรอก

ที่ผมทำได้เพราะผมคิดเสมอว่าเราคือหมาจนตรอก เราไม่มีทางเลือก เราต้องมีเป้าหมายอย่างน้อยหาเงินให้ได้เท่ากับเงินเดือนที่เคยได้ นั้นแหละเป้าหมายแรกของผมหลังตกงาน

(1) ผมใช้เงินประหยัดและทำงานหนักจน คิดขึ้นมาว่า ทำไปเพื่ออะไร เมื่อไม่ได้ใช้เลย  ผมจึงเปย์ตัวเอง ด้วยของที่อยากได้  ทุกอย่าง และจำกัดงบว่า กำไรเท่าไหร่ ถึงซื้อ  คำนวนเงินเก็บ เรียบร้อย เงินเหลือๆ  
เป้าหมายต่อไป คือรถเปิดประทุนกินลม   ราคาประมาณ 3-4 ล้าน ซึ่งคงอีกนานมากกกก  ถึงตอนนั้นอาจจะไม่อยากซื้อแล้วก็ได้  เพราะนั้นหมายถึง ผมต้องหาให้ได้ 30-40 ล้านก่อน ผมถึงจะซื้อได้ เมื่อมโน เสร็จ ผมก็จะไปโฟกัสกับงานต่อ 5555555555+

หลังจากนี้อาจจะต้องไปเที่ยวเยอะขึ้น  อย่างที่บอก ขายของออนไลน์ แทบไม่ได้เจอใครเลย 

ยังไม่จบ.  คุณจะจบ อะไรมาก็ได้ ตรี โท  คุณสามารถ เมกประสบการ์ณได้  แต่คุณต้องพอรู้บ้างเพื่อเค้าถาม  การเป็นหมาจนตรอกคุณจะทำทุกวิธีเพื่อให้ได้งานมา  อย่างน้อยคุณได้เข้าไปทำแล้ว คุณต้องพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่าคุณทำได้  ก็แค่นั้น

บริษัทแรก ทำงานไม่เป็นระบบเลย เหมือน บริษัทครอบครัว  ไม่มีอะไรเลย
ส่วนบริษัทที่ 2 มี PO PI ระบบสั่งของ ทำเอกสารเสนอเซ็น  บลาๆ ถามว่า ผมทำงานมาแล้ว ผมมีประสบการณ์พวกนี้ไหม   ก็ไม่ อีกคนเข้ามาใหม่ ก็ไม่รู้เรื่องระบบพวกนี้  ต่ำแหน่งเท่าผม   ผู้จัดการเหมือนกัน อายุพอๆ กับผมด้วย   

ประสบการณ์ มันทำให้คุณรู้ว่าอันมันจำเป็นอันไหน มันเกินความจำเป็น   ถ้าคุณเปิดกิจการเริ่มต้น คุณคงไม่มาเปิด PO อะไรพวกนี้หรอก  และเมื่อถึงเวลา มันมีบริษัท รับเป็นที่ปรึกษามาจัดระเบียบภายในองค์กรให้อยู่แล้ว

เมื่อคุณสร้างบริษัทขึ้นมา คุณหาหลายช่องทาง เมื่อช่องทางแรกเริ่มอยู่ตัว  ให้คุณไปธุรกิจตัวใหม่ และไม่ลืมของเก่า  ค่อยๆทำไป เดียวมันจะมีรายได้หลายช่องทางเอง ไม่มีทางที่คุณจะเจ๋งทุกกิจการ   ถ้ามันเสียเวลา ที่จะเข้าไปเล่น คุณทิ้งไว้ให้ลูกน้อง และ จ้างผู้จัดการมาบริหารแทน ก็ได้    จบ 
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่