กระทู้นี้เป็นกระทู้ที่เกิดขึ้นจริง ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว...
ย้อนกลับไปตอนนั้น จขกท. เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ของมหาลัยสีเขียวใบไม้ ย่านนครปฐม ที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา และได้พบรักกับรุ่นน้อง AE ชั้นปีที่ 3 คนหนึ่ง
*ขออนุญาต เรียกแทนแฟนเราว่า "น้อง" เพราะปกติ เราชอบเรียกเค้าว่า "เด็ก" มันมาจาก เรียกตามเวลาที่น้องแทนตัวเองตอนคุยกับแม่ ว่า เด็ก
*แทน จขกท. ว่า เรา
โดยน้องเค้าก็เป็นเด็กน่ารัก นิสัยดี ผิดกับหน้าตามาก เพราะน้องเป็นเด็กใต้และค่อนข้างหน้าเถื่อนๆสุดๆ ไว้ผมยาวไว้หนวดยาว แต่ด้วยความรักและความเอาใจใส่ของน้อง ทำให้เรามองข้ามทุกสิ่ง แล้วเห็นแต่เพียงว่าเค้าน่ารักที่สุดในสายตาเราเสมอ
ช่วงที่เรียนจบ แต่ยังไม่รับปริญญา เราก็กลับมาทำงานที่บ้านย่าน นนทบุรี เพื่อรอรับปริญญา ในระหว่างที่ทำงานไปนั้น ก็มีแรงผลักดันและการช่วยเหลือ ทั้งการสนับสนุนทางความคิด และกำลังใจที่จะต่อสู้กับโลกแห่งการทำงานจากน้อง ทำให้เราไม่เคยหวั่นกับอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นเลย รวมไปถึงเรื่องเงิน น้องจะคอยซัพพอร์ตเรา ซึ่งเดือนของการทำงานแรกๆ เงินก็จะช็อตเป็นธรรมดา น้องก็มีน้ำใจให้เงินเรามาใช้ บางเดือนก็ 5,000 หรือมากกว่านั้น ที่น้องมีเงินให้เราเพราะทำธุรกิจกับเพื่อนๆ โดยการขายเสื้อ เงินที่น้องให้ น้องไม่เคยทวงเงินเราเลย
น้องคอยสอนเราว่า "เงิน ถ้าคิดจะใช้ ยังไงมันก็หมด แต่ถ้าคิดจะเก็บ ยังไงมันก็เหลือ" (ยอมรับเลยเรื่องเก็บเงิน น้องเก่งมาก เพราะเราเป็นคนฟุ้มเฟือย)
น้องเก็บเงินขวัญถุงให้เรา เป็นแบงค์ร้อยที่ลงท้ายด้วย เลข 0 จากแค่ 100 ใบ เป็น 200 และก็ 400 ใบ โดยที่ค่อยๆทะยอยมอบให้เรา แล้วก็บอกเราว่าห้ามใช้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ในระหว่างที่เราทำงาน เราจะเจอกับน้องแค่เดือนละ 2 ครั้ง หรือ 4 ครั้งเท่านั้น เพราะเรารับจ็อปสอนพิเศษ และก็อื่นๆ แต่น้องกับเราก็ยังคบกันไปได้ด้วยดี โดยไม่เคยมีปัญหาเรื่องการนอกใจ หรือการคุยกับคนอื่นเลย แม้แต่ครั้งเดียว
จนวันที่เรารับปริญญา น้องก็หยุดเรียนมาเพื่อช่วยถ่ายรูป ถือของ รอตั้งแต่เช้า ยัน ค่ำ โดยไม่เคยปริปากบ่นว่าเหนื่อยแม้แต่ครั้งเดียว มีแต่พูดเสมอว่า เค้ารักเธอนะ อะไรที่ทำให้เธอมีความสุข เค้าจะมีความสุขมากยิ่งกว่า...
จากนั้นเราก็เริ่มมีความคิดที่อยากจะใช้ชีวิตคู่กับน้อง แต่ด้วย เรามีทุกอย่างแล้ว ทั้งเรียนจบ มีรถ มีงานทำ แต่น้องยังเรียน และต้องฝึกงาน ความยังไม่พร้อมของน้องก็เป็นอุปสรรคกับครอบครัวของเรา ที่จะขอไปอยู่ด้วยกันเลย หรือรวมไปถึงเรื่องที่คิดจะเเต่งงาน
แต่ก็ไม่เป็นไร เราจะยังรอกันและกัน , ช่วงนั้น เราย้ายมาทำงานที่หัวหิน และน้องก็ตามมาฝึกงานที่ใกล้ๆกัน เลยมีโอกาสได้อยู่ด้วยกันทุกๆวัน ประมาณ 3 เดือน และก็เป็นช่วงเวลาที่เรียนรู้กันมากยิ่งขึ้น ทำให้เรารู้จักกันในทั้งส่วนที่ดีและยอมรับในส่วนที่แย่ของแต่ละคน เราก็ยิ่งรักกันมากขึ้นเรื่อยๆ
น้องตัดสินใจไปเจอกับคนที่บ้านเรา แล้วเราก็ตกลงกันว่าจะหมั้นกันหลังจากที่น้องเรียนจบ แล้วไปใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านน้อง แถวภาคใต้ ช่วยกันหาเงินแล้วค่อยมาจัดงานแต่งงาน ซึ่งพ่อเราก็ไม่ขัดเรื่องนี้
ขอย้อนไปช่วงที่เราไปเที่ยวบ้านน้องแถว จ.ชุมพร เราไม่คิดเลยว่าเราจะอยู่ได้ เพราะเป็นบ้านสวน ที่มีบ้านและห้องน้ำแยกกัน ในห้องน้ำ เราไม่เคยเจอตุ้กแกป่า ตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อน รวมไปถึงหมาเฝ้าสวนตัวใหญ่มาก เช่นพวกร็อตไวเลอร์ หรืออัลเซเชียน เพราะเรากลัวหมาเอามากๆ แต่เรากลับเข้ากับที่บ้านน้องได้ดี อย่างไม่น่าเชื่อ...ตอนนั้นเอง คำถามที่เราเฝ้าถามกับตัวเอง ว่า จริงๆแล้ว...ชีวิตเราต้องการอะไร เราเจอคำตอบนั้นแล้ว คือ แค่ได้อยู่กับคนที่เรารักและเค้าก็รักเรา ช่วยกันทำงาน และพอมีเงินกินใช้ ส่งให้ทางบ้าน ไปเที่ยวในที่ๆอยากไป ขอแค่มีน้อง ต่อให้ลำบากแค่ไหน เราก็จะทนและสู้ไปด้วยกันได้
หลังจากนั้น น้องก็กลับไปเรียนต่อ ปี4 ส่วนเราก็ทำงาน เจอกันอาทิตย์ละครั้งเหมือนเดิม TT
แต่แล้ววันที่ไม่คาดฝนก็เกิดขึ้น วันนั้นเรามีลางสังหรณ์ ใจมันหวิวๆเหมือนกับเป็นอะไรซักอย่าง และรู้สึกอยากจะลาออกจากงานแล้วหนีไปอยู่กับน้องให้รู้แล้วรู้รอด ก่อนจะเกิดเรื่อง ช่วงเวลา 11.11 น้องทักไลน์มาหาเราว่าคิดถึง น้องบอกว่าเดียวกลับไปหอก่อน จะไปซักผ้า และรู้สึกปวดหัว จากนั้นช่วง 12.00 เราทักไปหาน้องว่า เราจะลาออกแล้วนะ วันนี้เลย ขอไปอยู่ด้วยและทำงานใกล้ๆกัน เพราะอยู่ตรงนี้เรากดดันมาก เราไลน์ทิ้งไว้แต่น้องไม่อ่าน
จากนั้น เวลาประมาณ 12.15 เพื่อนน้องโทรมาบอกว่าน้องโดนรถชน เสียชีวิตแล้ว เราได้ยินจึงคิดว่า เห้ยแกล้งพี่เล่นหรือเปล่า เพราะอีกสองวันจะวันเกิดเรา พี่ไม่เล่นนะ ถ้าแกล้งกันแบบนี้
ตัดมาที่น้องคนที่โทรมาหาเรา น้องกำลังร้องไห้และฟูมฟาย และบอกเราว่า พี่ผมไม่ได้โกหก ผมพูดจริงๆ จากนั้นเราก็น้ำตาคลอ เหมือนโลกมันจะหยุดหมุนแล้วดับวูบไป เราลางานตรงนั้นด้วยปากเปล่าเลย ว่าจะไปดูแฟน จะลาไปหลายวัน จะโดนไล่ออกหรืออะไร เราก็ไม่สนใจแล้ว ณ จุดๆนั้น
ขับรถไปถึงที่เกิดเหตุ เราก็ไปแจ้งทำความ แจ้งใบมรณบัตร ตามขั้นตอนเพราะ เรารู้ว่าจะขนยายศพไปประกอบพิธี จะล้าช้าถ้าไม่มีเอกสารเหล่านี้ ชื่อผู้แจ้งในใบมรณะบัตร คือเรา เราไม่เคยคิดเคยฝันเลยว่าจะต้องมาทำอะไรแบบนี้ จากนั้นเราก็รอครอบครัวเค้ามาจากชุมพร
วินาทีแรกที่เจอน้อง ในสภาพที่หมดลมหาใจในห้องเก็บศพ ของมูลนิธิฯ เราเข้าไปกอดน้องพร้อมกับจับมือ มือๆนั้น ยังคงเหมือนเดิม ร่างกายนั้นยังเป็นร่างกายเดิม เป็นคนเดิมที่เรารัก แค่เค้าไม่หายใจแล้ว เราเหลือบไปเจอแหวนคู่ของเรากับน้อง เจ้าหน้าทีบอกเราว่าเก็บไปได้เลย ยกเว้นของที่อยากจะเผาไปพร้อมกับน้อง เราจำได้ว่าเราให้ของขวัญน้องในวันวาเลนไทน์ แค่อย่างเดียวเลย คือรองเท้าผ้าใบ ยี่ห้อ Nike และนอกนั้น เราก็ไม่เคยได้ให้อะไรน้องเค้าอีกเลย วินาทีที่จะถอดแหวนออกจากนิ้วนาง ปรากฎว่า ถอดไม่ออก พี่เจ้าหน้าที่ บอกเราว่าลองอธิษฐานดู ว่าถ้าอยากเก็บไว้ก็ไม่ต้องถอด แต่ถ้าอยากให้เราเก็บ ก็ขอให้ถอดออก ปรากฎว่าถอดไม่ออก...
เราก็ได้แต่จับมือน้อง ความรู้สึกตอนนั้น เราไม่อยากทิ้งน้องไปไหน เราคิดกลับกัน ถ้าเป็นเรา น้องก็คงจะทำแบบนี้เช่นเดียวกัน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
จากนั้นครอบครัวบ้านเค้าก็มา เราเข้าใจเลยว่าเรารักน้องมากแค่ไหน ครอบครัวที่เลี้ยงมาต้องรักและเสียใจมากกว่า เราเข้าใจสัจธรรมของชีวิตก็วันนั้นเลย
ช่วงนั้นเพื่อนๆจากมหาลัยก็มาเยี่ยมน้อง โดยขับรถยนต์และรถเก๋งมาที่มูลนิฐิฯ เกือบ 20 กว่าคัน มันทำให้เรารู้ว่า ไม่ใช่เราคนเดียว ที่น้องจะดีด้วย กับเพื่อนๆน้องก็มีน้ำใจ
ตอนเช้าของอีกวันก็ทำการเคลื่อนย้ายศพ จากนครปฐมไปชุมพร เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนา ตลอดทางเราก็ทำตามความเชื่อโดยการโปรยเหรียญ ให้น้องตามมาที่บ้านได้ พอไปถึงชุมพรก็ค่อนข้างดึก จะ 1 ทุ่มแล้ว ที่นั้นงานถูกจัดที่วัดอย่างเพรียบพร้อม เราก็เหมือนคนไม่ได้นอนจะวูบตลอดเวลา
ตลอดงานที่ผ่านมา กลางวันเราช่วยงาน ตกกลางคืนก็ดื่มกับเพื่อนๆสนิทของน้องที่เรียนห้องเดียวกันในมหาลัย น้องๆพวกนี้รักและสนิทกับแแฟนเรามาก ถึงขึ้นขับรถกันมาเองประมาณ 6 คัน จากนครปฐมมา อ.พะโต๊ะ ระยะทางค่อนข้างโหด เพราะช่วงน้นทางสายใต้ชอบปิดทำถนน แต่น้องๆก็ยังมานะ ขับมาจนถึงที่งานศพ พร้อมกับอยู่จนถึงวันที่เผา ทำให้เราอดเผลอคิดไม่ได้ว่าถ้าเป็นงานเรา เพื่อนสนิทจะมากันแบบนี้มั้ย...
หลังจากที่น้องเสร็จพิธีงานศพ และเผาเป็นที่เรียบร้อย เราก็กลับมาทำงาน ประเด็นมันอยู่ตรงที่ ก่อนที่น้องจะเสียชีวิต น้องมาหาเราก่อน 2 วัน โดยเรากับน้องจะชอบนั่งดื่มด้วยกันเสมอ ในเวลาคลายเครียด รวมถึงรสนิยมในการสูบ เราจะชอบเย็น ส่วนน้องจะชอบร้อน รายละเอียดต่างๆเรายังจำไม่เคยลืม
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
โดย เพื่อนสนิทน้องบอกเราว่า แฟนเราซื้อของขวัญให้ แต่ไม่มีใครหาเจอ เพราะที่หอก็ไม่มี เราจึงคิดว่าน้องอาจจะซ่อนของขวัญไว้ในห้องของเรา เรื่องนี้เราคุยกันตั้งแต่ในงานศพน้องละ แต่ยังไม่ได้ใส่ใจ
ตัดมาที่ Manager ของเรา แกเป็นคนมีเซนส์ เรื่องสัมผัสที่หก แกโทรมาหาเราแล้วบอกว่า แฟนเราไปหาเราที่ทำงาน พร้อมกับจะบอกว่ามีของอยากจะให้ โดยหัวหน้าเราบอกว่า พี่ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่พี่เห็นว่าน้องทำท่าทางเหมือนของชิ้นนี้อยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมอะไรซักอย่าง
ตอนนั้นเราก็คิดในใจ เสร็จจากงานศพแล้วค่อยไปดู แล้วจะได้รู้เลยว่าหัวหน้าเรารู้จริงมั้ย ตัดมาตอนที่กลับถึงห้อง เราก็หาที่ตู้เสื้อผ้าก่อนเลย โดยไล่จากกระเป๋าสื้อทุกตัว ปรากฏว่าไม่เจอ เราเลยก้มมองลงใต้ตู้เสื้อผ้า ปรากฏว่า มันมีช่องลับ เหมื่อนลิ้นชักใต้ตู้ เราเปิดลิ้นชักออกมา พร้อมกับเอามือควาญไปข้างใน เราก็เจอของขวัญจริงๆ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
มันทำให้เราได้รู้ว่า คนที่รัก จะคิดถึงอีกคนก่อนเสมอ ก่อนหน้านั้นที่เราไปดื่ม Pre-birthday กับน้อง น้องได้แอบเตรียมของขวัญใว้ให้เรา เพื่อจะกลับมาเซอร์ไพรส์วันเกิดเราอีกครั้ง โดยน้องมาหาเราวันที่ 27 น้องเสีย 29 และวันเกิดเรา 31 เราจำช่วงเวลานั้นได้ดีโดยไม่เคยลืม ก่อนที่น้องจะเสีย น้องยังทำหน้าที่ของคนรักได้ดี ผิดกับเราคนที่ชอบเอาแต่ใจ ทำแต่งาน และใส่ใจน้องน้อยลง
ตั้งแต่วันนั้น กว่าจะผ่านไปได้แต่ละวัน เราเหมือนคนจะบ้า ที่ต้องพึ่งการดื่มให้มันเมา ให้มันหมดแรงแล้วก็หลับไป ตื่นแล้วก็ทำงานเป็นแบบนี้อยู่หลายเดือน รวมไปถึงการเริ่มต้นใหม่ เราไม่ได้อยากจะเปรียบเทียบคนที่เข้ามากับน้อง เพราะถ้าให้คิดแบบนั้น เราคงต้องเป็นโสดตลอดชีวิต เพราะน้องก็คือน้อง ที่มีแค่คนเดียวในโลกใบนี้ และไม่มีใครสามารถแทนใครได้
ฉะนั้นฝากไว้เป็นอุทาหรณ์ ของคนที่รักกัน คุยกันดีๆ ปรับความเข้าใจกัน ก่อนที่จะหมดโอกาสแบบเรา "จากกันทั้งๆที่ยังรัก"
ทุกวันนี้ฟังเพลงเศร้ามากก็ไม่ได้ ดื่มมากก็ไม่ได้ เพราะน้ำตามันจะไหลออกมาเอง โดยไม่ได้ตั้งใจ ...
ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้ มันก็ยังคงเป็นความทุกข์เล็กๆ ภายในใจ ที่ยังไม่สามารถรักใครได้หมดหัวใจ เพราะพื้นที่ ที่ลึกสุดข้างในนั้น ยังมีเธออยู่เพียงผู้เดียว ต่อให้เวลามันสั้นแบบนี้ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็ยังจะขอเลือกเธอเหมือนเดิม...
รักเธอนะเด็ก.
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
มีคนเคยพูดว่า คนบางคนอยู่ในใจ นานกว่าอยู่ด้วยกัน มันเป็นเรื่องจริง
ย้อนกลับไปตอนนั้น จขกท. เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ของมหาลัยสีเขียวใบไม้ ย่านนครปฐม ที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา และได้พบรักกับรุ่นน้อง AE ชั้นปีที่ 3 คนหนึ่ง
*ขออนุญาต เรียกแทนแฟนเราว่า "น้อง" เพราะปกติ เราชอบเรียกเค้าว่า "เด็ก" มันมาจาก เรียกตามเวลาที่น้องแทนตัวเองตอนคุยกับแม่ ว่า เด็ก
*แทน จขกท. ว่า เรา
โดยน้องเค้าก็เป็นเด็กน่ารัก นิสัยดี ผิดกับหน้าตามาก เพราะน้องเป็นเด็กใต้และค่อนข้างหน้าเถื่อนๆสุดๆ ไว้ผมยาวไว้หนวดยาว แต่ด้วยความรักและความเอาใจใส่ของน้อง ทำให้เรามองข้ามทุกสิ่ง แล้วเห็นแต่เพียงว่าเค้าน่ารักที่สุดในสายตาเราเสมอ
ช่วงที่เรียนจบ แต่ยังไม่รับปริญญา เราก็กลับมาทำงานที่บ้านย่าน นนทบุรี เพื่อรอรับปริญญา ในระหว่างที่ทำงานไปนั้น ก็มีแรงผลักดันและการช่วยเหลือ ทั้งการสนับสนุนทางความคิด และกำลังใจที่จะต่อสู้กับโลกแห่งการทำงานจากน้อง ทำให้เราไม่เคยหวั่นกับอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นเลย รวมไปถึงเรื่องเงิน น้องจะคอยซัพพอร์ตเรา ซึ่งเดือนของการทำงานแรกๆ เงินก็จะช็อตเป็นธรรมดา น้องก็มีน้ำใจให้เงินเรามาใช้ บางเดือนก็ 5,000 หรือมากกว่านั้น ที่น้องมีเงินให้เราเพราะทำธุรกิจกับเพื่อนๆ โดยการขายเสื้อ เงินที่น้องให้ น้องไม่เคยทวงเงินเราเลย
น้องคอยสอนเราว่า "เงิน ถ้าคิดจะใช้ ยังไงมันก็หมด แต่ถ้าคิดจะเก็บ ยังไงมันก็เหลือ" (ยอมรับเลยเรื่องเก็บเงิน น้องเก่งมาก เพราะเราเป็นคนฟุ้มเฟือย)
น้องเก็บเงินขวัญถุงให้เรา เป็นแบงค์ร้อยที่ลงท้ายด้วย เลข 0 จากแค่ 100 ใบ เป็น 200 และก็ 400 ใบ โดยที่ค่อยๆทะยอยมอบให้เรา แล้วก็บอกเราว่าห้ามใช้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ในระหว่างที่เราทำงาน เราจะเจอกับน้องแค่เดือนละ 2 ครั้ง หรือ 4 ครั้งเท่านั้น เพราะเรารับจ็อปสอนพิเศษ และก็อื่นๆ แต่น้องกับเราก็ยังคบกันไปได้ด้วยดี โดยไม่เคยมีปัญหาเรื่องการนอกใจ หรือการคุยกับคนอื่นเลย แม้แต่ครั้งเดียว
จนวันที่เรารับปริญญา น้องก็หยุดเรียนมาเพื่อช่วยถ่ายรูป ถือของ รอตั้งแต่เช้า ยัน ค่ำ โดยไม่เคยปริปากบ่นว่าเหนื่อยแม้แต่ครั้งเดียว มีแต่พูดเสมอว่า เค้ารักเธอนะ อะไรที่ทำให้เธอมีความสุข เค้าจะมีความสุขมากยิ่งกว่า...
จากนั้นเราก็เริ่มมีความคิดที่อยากจะใช้ชีวิตคู่กับน้อง แต่ด้วย เรามีทุกอย่างแล้ว ทั้งเรียนจบ มีรถ มีงานทำ แต่น้องยังเรียน และต้องฝึกงาน ความยังไม่พร้อมของน้องก็เป็นอุปสรรคกับครอบครัวของเรา ที่จะขอไปอยู่ด้วยกันเลย หรือรวมไปถึงเรื่องที่คิดจะเเต่งงาน
แต่ก็ไม่เป็นไร เราจะยังรอกันและกัน , ช่วงนั้น เราย้ายมาทำงานที่หัวหิน และน้องก็ตามมาฝึกงานที่ใกล้ๆกัน เลยมีโอกาสได้อยู่ด้วยกันทุกๆวัน ประมาณ 3 เดือน และก็เป็นช่วงเวลาที่เรียนรู้กันมากยิ่งขึ้น ทำให้เรารู้จักกันในทั้งส่วนที่ดีและยอมรับในส่วนที่แย่ของแต่ละคน เราก็ยิ่งรักกันมากขึ้นเรื่อยๆ
น้องตัดสินใจไปเจอกับคนที่บ้านเรา แล้วเราก็ตกลงกันว่าจะหมั้นกันหลังจากที่น้องเรียนจบ แล้วไปใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านน้อง แถวภาคใต้ ช่วยกันหาเงินแล้วค่อยมาจัดงานแต่งงาน ซึ่งพ่อเราก็ไม่ขัดเรื่องนี้
ขอย้อนไปช่วงที่เราไปเที่ยวบ้านน้องแถว จ.ชุมพร เราไม่คิดเลยว่าเราจะอยู่ได้ เพราะเป็นบ้านสวน ที่มีบ้านและห้องน้ำแยกกัน ในห้องน้ำ เราไม่เคยเจอตุ้กแกป่า ตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อน รวมไปถึงหมาเฝ้าสวนตัวใหญ่มาก เช่นพวกร็อตไวเลอร์ หรืออัลเซเชียน เพราะเรากลัวหมาเอามากๆ แต่เรากลับเข้ากับที่บ้านน้องได้ดี อย่างไม่น่าเชื่อ...ตอนนั้นเอง คำถามที่เราเฝ้าถามกับตัวเอง ว่า จริงๆแล้ว...ชีวิตเราต้องการอะไร เราเจอคำตอบนั้นแล้ว คือ แค่ได้อยู่กับคนที่เรารักและเค้าก็รักเรา ช่วยกันทำงาน และพอมีเงินกินใช้ ส่งให้ทางบ้าน ไปเที่ยวในที่ๆอยากไป ขอแค่มีน้อง ต่อให้ลำบากแค่ไหน เราก็จะทนและสู้ไปด้วยกันได้
หลังจากนั้น น้องก็กลับไปเรียนต่อ ปี4 ส่วนเราก็ทำงาน เจอกันอาทิตย์ละครั้งเหมือนเดิม TT
แต่แล้ววันที่ไม่คาดฝนก็เกิดขึ้น วันนั้นเรามีลางสังหรณ์ ใจมันหวิวๆเหมือนกับเป็นอะไรซักอย่าง และรู้สึกอยากจะลาออกจากงานแล้วหนีไปอยู่กับน้องให้รู้แล้วรู้รอด ก่อนจะเกิดเรื่อง ช่วงเวลา 11.11 น้องทักไลน์มาหาเราว่าคิดถึง น้องบอกว่าเดียวกลับไปหอก่อน จะไปซักผ้า และรู้สึกปวดหัว จากนั้นช่วง 12.00 เราทักไปหาน้องว่า เราจะลาออกแล้วนะ วันนี้เลย ขอไปอยู่ด้วยและทำงานใกล้ๆกัน เพราะอยู่ตรงนี้เรากดดันมาก เราไลน์ทิ้งไว้แต่น้องไม่อ่าน
จากนั้น เวลาประมาณ 12.15 เพื่อนน้องโทรมาบอกว่าน้องโดนรถชน เสียชีวิตแล้ว เราได้ยินจึงคิดว่า เห้ยแกล้งพี่เล่นหรือเปล่า เพราะอีกสองวันจะวันเกิดเรา พี่ไม่เล่นนะ ถ้าแกล้งกันแบบนี้
ตัดมาที่น้องคนที่โทรมาหาเรา น้องกำลังร้องไห้และฟูมฟาย และบอกเราว่า พี่ผมไม่ได้โกหก ผมพูดจริงๆ จากนั้นเราก็น้ำตาคลอ เหมือนโลกมันจะหยุดหมุนแล้วดับวูบไป เราลางานตรงนั้นด้วยปากเปล่าเลย ว่าจะไปดูแฟน จะลาไปหลายวัน จะโดนไล่ออกหรืออะไร เราก็ไม่สนใจแล้ว ณ จุดๆนั้น
ขับรถไปถึงที่เกิดเหตุ เราก็ไปแจ้งทำความ แจ้งใบมรณบัตร ตามขั้นตอนเพราะ เรารู้ว่าจะขนยายศพไปประกอบพิธี จะล้าช้าถ้าไม่มีเอกสารเหล่านี้ ชื่อผู้แจ้งในใบมรณะบัตร คือเรา เราไม่เคยคิดเคยฝันเลยว่าจะต้องมาทำอะไรแบบนี้ จากนั้นเราก็รอครอบครัวเค้ามาจากชุมพร
วินาทีแรกที่เจอน้อง ในสภาพที่หมดลมหาใจในห้องเก็บศพ ของมูลนิธิฯ เราเข้าไปกอดน้องพร้อมกับจับมือ มือๆนั้น ยังคงเหมือนเดิม ร่างกายนั้นยังเป็นร่างกายเดิม เป็นคนเดิมที่เรารัก แค่เค้าไม่หายใจแล้ว เราเหลือบไปเจอแหวนคู่ของเรากับน้อง เจ้าหน้าทีบอกเราว่าเก็บไปได้เลย ยกเว้นของที่อยากจะเผาไปพร้อมกับน้อง เราจำได้ว่าเราให้ของขวัญน้องในวันวาเลนไทน์ แค่อย่างเดียวเลย คือรองเท้าผ้าใบ ยี่ห้อ Nike และนอกนั้น เราก็ไม่เคยได้ให้อะไรน้องเค้าอีกเลย วินาทีที่จะถอดแหวนออกจากนิ้วนาง ปรากฎว่า ถอดไม่ออก พี่เจ้าหน้าที่ บอกเราว่าลองอธิษฐานดู ว่าถ้าอยากเก็บไว้ก็ไม่ต้องถอด แต่ถ้าอยากให้เราเก็บ ก็ขอให้ถอดออก ปรากฎว่าถอดไม่ออก...
เราก็ได้แต่จับมือน้อง ความรู้สึกตอนนั้น เราไม่อยากทิ้งน้องไปไหน เราคิดกลับกัน ถ้าเป็นเรา น้องก็คงจะทำแบบนี้เช่นเดียวกัน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
จากนั้นครอบครัวบ้านเค้าก็มา เราเข้าใจเลยว่าเรารักน้องมากแค่ไหน ครอบครัวที่เลี้ยงมาต้องรักและเสียใจมากกว่า เราเข้าใจสัจธรรมของชีวิตก็วันนั้นเลย
ช่วงนั้นเพื่อนๆจากมหาลัยก็มาเยี่ยมน้อง โดยขับรถยนต์และรถเก๋งมาที่มูลนิฐิฯ เกือบ 20 กว่าคัน มันทำให้เรารู้ว่า ไม่ใช่เราคนเดียว ที่น้องจะดีด้วย กับเพื่อนๆน้องก็มีน้ำใจ
ตอนเช้าของอีกวันก็ทำการเคลื่อนย้ายศพ จากนครปฐมไปชุมพร เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนา ตลอดทางเราก็ทำตามความเชื่อโดยการโปรยเหรียญ ให้น้องตามมาที่บ้านได้ พอไปถึงชุมพรก็ค่อนข้างดึก จะ 1 ทุ่มแล้ว ที่นั้นงานถูกจัดที่วัดอย่างเพรียบพร้อม เราก็เหมือนคนไม่ได้นอนจะวูบตลอดเวลา
ตลอดงานที่ผ่านมา กลางวันเราช่วยงาน ตกกลางคืนก็ดื่มกับเพื่อนๆสนิทของน้องที่เรียนห้องเดียวกันในมหาลัย น้องๆพวกนี้รักและสนิทกับแแฟนเรามาก ถึงขึ้นขับรถกันมาเองประมาณ 6 คัน จากนครปฐมมา อ.พะโต๊ะ ระยะทางค่อนข้างโหด เพราะช่วงน้นทางสายใต้ชอบปิดทำถนน แต่น้องๆก็ยังมานะ ขับมาจนถึงที่งานศพ พร้อมกับอยู่จนถึงวันที่เผา ทำให้เราอดเผลอคิดไม่ได้ว่าถ้าเป็นงานเรา เพื่อนสนิทจะมากันแบบนี้มั้ย...
หลังจากที่น้องเสร็จพิธีงานศพ และเผาเป็นที่เรียบร้อย เราก็กลับมาทำงาน ประเด็นมันอยู่ตรงที่ ก่อนที่น้องจะเสียชีวิต น้องมาหาเราก่อน 2 วัน โดยเรากับน้องจะชอบนั่งดื่มด้วยกันเสมอ ในเวลาคลายเครียด รวมถึงรสนิยมในการสูบ เราจะชอบเย็น ส่วนน้องจะชอบร้อน รายละเอียดต่างๆเรายังจำไม่เคยลืม
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
โดย เพื่อนสนิทน้องบอกเราว่า แฟนเราซื้อของขวัญให้ แต่ไม่มีใครหาเจอ เพราะที่หอก็ไม่มี เราจึงคิดว่าน้องอาจจะซ่อนของขวัญไว้ในห้องของเรา เรื่องนี้เราคุยกันตั้งแต่ในงานศพน้องละ แต่ยังไม่ได้ใส่ใจ
ตัดมาที่ Manager ของเรา แกเป็นคนมีเซนส์ เรื่องสัมผัสที่หก แกโทรมาหาเราแล้วบอกว่า แฟนเราไปหาเราที่ทำงาน พร้อมกับจะบอกว่ามีของอยากจะให้ โดยหัวหน้าเราบอกว่า พี่ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่พี่เห็นว่าน้องทำท่าทางเหมือนของชิ้นนี้อยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมอะไรซักอย่าง
ตอนนั้นเราก็คิดในใจ เสร็จจากงานศพแล้วค่อยไปดู แล้วจะได้รู้เลยว่าหัวหน้าเรารู้จริงมั้ย ตัดมาตอนที่กลับถึงห้อง เราก็หาที่ตู้เสื้อผ้าก่อนเลย โดยไล่จากกระเป๋าสื้อทุกตัว ปรากฏว่าไม่เจอ เราเลยก้มมองลงใต้ตู้เสื้อผ้า ปรากฏว่า มันมีช่องลับ เหมื่อนลิ้นชักใต้ตู้ เราเปิดลิ้นชักออกมา พร้อมกับเอามือควาญไปข้างใน เราก็เจอของขวัญจริงๆ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
มันทำให้เราได้รู้ว่า คนที่รัก จะคิดถึงอีกคนก่อนเสมอ ก่อนหน้านั้นที่เราไปดื่ม Pre-birthday กับน้อง น้องได้แอบเตรียมของขวัญใว้ให้เรา เพื่อจะกลับมาเซอร์ไพรส์วันเกิดเราอีกครั้ง โดยน้องมาหาเราวันที่ 27 น้องเสีย 29 และวันเกิดเรา 31 เราจำช่วงเวลานั้นได้ดีโดยไม่เคยลืม ก่อนที่น้องจะเสีย น้องยังทำหน้าที่ของคนรักได้ดี ผิดกับเราคนที่ชอบเอาแต่ใจ ทำแต่งาน และใส่ใจน้องน้อยลง
ตั้งแต่วันนั้น กว่าจะผ่านไปได้แต่ละวัน เราเหมือนคนจะบ้า ที่ต้องพึ่งการดื่มให้มันเมา ให้มันหมดแรงแล้วก็หลับไป ตื่นแล้วก็ทำงานเป็นแบบนี้อยู่หลายเดือน รวมไปถึงการเริ่มต้นใหม่ เราไม่ได้อยากจะเปรียบเทียบคนที่เข้ามากับน้อง เพราะถ้าให้คิดแบบนั้น เราคงต้องเป็นโสดตลอดชีวิต เพราะน้องก็คือน้อง ที่มีแค่คนเดียวในโลกใบนี้ และไม่มีใครสามารถแทนใครได้
ฉะนั้นฝากไว้เป็นอุทาหรณ์ ของคนที่รักกัน คุยกันดีๆ ปรับความเข้าใจกัน ก่อนที่จะหมดโอกาสแบบเรา "จากกันทั้งๆที่ยังรัก"
ทุกวันนี้ฟังเพลงเศร้ามากก็ไม่ได้ ดื่มมากก็ไม่ได้ เพราะน้ำตามันจะไหลออกมาเอง โดยไม่ได้ตั้งใจ ...
ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้ มันก็ยังคงเป็นความทุกข์เล็กๆ ภายในใจ ที่ยังไม่สามารถรักใครได้หมดหัวใจ เพราะพื้นที่ ที่ลึกสุดข้างในนั้น ยังมีเธออยู่เพียงผู้เดียว ต่อให้เวลามันสั้นแบบนี้ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็ยังจะขอเลือกเธอเหมือนเดิม...
รักเธอนะเด็ก.
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้