'อดีต กกต.' ชี้ 'ทักษิณ' ไม่เข้าข่ายครอบงำพรรค
https://voicetv.co.th/read/r1ME1aRj7
'สดศรี สัตยธรรม' ชี้ หากกล่าวหา 'ทักษิณ' ครอบงำ 'เพื่อไทย' ต้องเขียนกฎหมายห้ามพูดถึงพรรคการเมืองเก่า และห้ามอดีต ส.ส.ที่รู้จักส่วนตัวเดินทางไปพบ แนะกกต.จับตา 'ที่ปรึกษา' บางพรรค ครอบงำหรือไม่
นาง
สดศรี สัตยธรรม อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ความเห็น ถึงมาตรา 28 และ 29 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ห้ามบุคคลภายนอกครอบงำพรรคการเมือง โดยเห็นว่ากรณีที่จะครอบงำ หรือสั่งการได้จะต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน เช่น กกต. สามารถพิสูจน์ได้ว่า บุคคลดังกล่าว จ่ายเงินเป็นท่อน้ำเลี้ยงเพื่อสนับสนุนพรรค หรือเข้ามาสั่งการควบคุม ให้คณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. เลือกบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือควบคุมสั่งการให้การทำไพรมารีโหวต ออกมาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพื่อให้บุคคลที่ถูกวางตัวได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง
หาก กกต.พิสูจน์ข้อเท็จจริงในลักษณะดังกล่าวได้ จึงจะเข้าเงื่อนไขการครอบงำพรรคตามมาตรา 28 และ 29 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
อดีตกรรมการการเลือกตั้ง เห็นว่ากรณีนาย
ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นว่าพรรคการเมือง จะได้จำนวน ส.ส.เท่าใด หรือวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง ล้วนแต่ยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดทางกฎหมายทั้งสิ้น
ส่วนกรณีที่อดีตนายกรัฐมนตรีจะมีความผิดได้ กฎหมายจะต้องระบุหรือเขียนไว้ให้ชัดว่า ห้ามบุคคล ที่เคยสังกัดพรรคการเมือง แสดงความคิดเห็นทางการเมือง หรือห้ามอดีตหัวหน้าพรรคการเมือง พูดถึงพรรคการเมืองเก่าที่ตนเองเคยสังกัด หรือ ห้ามอดีต ส.ส. เดินทางไปพบ เพราะกฎหมาย ระบุไว้เช่นนั้น
นาง
สดศรี ระบุด้วยว่าประเด็นที่น่าสนใจและสุ่มเสี่ยง จะเข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายมาตรา 28 ประกอบมาตรา 15 คือกรณีที่ปรึกษาพรรคซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิก เข้าไปก้าวก่าย หรือสั่งการ เพื่อให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกพรรคการเมืองกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งกรรมการการเลือกตั้งควรไปตรวจสอบในเรื่องดังกล่าว
ขณะเดียวกัน แนะนำให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง เร่งให้ความรู้ประชาชน เกี่ยวกับระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม และการเลือกตั้งโดยใช้บัตรใบเดียว ซึ่งจะแตกต่างจากการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา ทำให้แต่ละเขต จะมีหมายเลขผู้สมัครไม่ตรงกัน ประเด็นเหล่านี้กรรมการการเลือกตั้งควรให้ความสำคัญมากกว่าการจ้องจับผิด พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งหรือนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง
"โคทม อารียา" ระบุการยุบพรรคควรเกิดโดยธรรมชาติ ไม่ใช่มาจากการชี้นำของพรรคที่เห็นต่าง
นาย
โคทม อารียา อดีตอำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า การพัฒนาประชาธิปไตย หรือการพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็ง การยุบพรรคการเมืองไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะการยุบพรรคที่มาจาก การชี้นำหรือสั่งการของคนในพรรคเดียวกัน จนเป็นเหตุให้นำไปสู่การยุบพรรค หรือการชี้นำ จากฝ่ายที่เห็นต่างทางการเมือง โดยมีความมุ่งหวัง เพื่อประโยชน์ หรือความได้เปรียบในการแข่งขันเท่านั้น
นาย
โคทม เห็นว่า วิธีการดังกล่าว จะเป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนา พรรคการเมืองให้เป็นสถาบันการเมืองและกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ขณะที่กรณีที่จะนำไปสู่การยุบพรรค ควรเป็นไปตามธรรมชาติ คือพรรคการเมืองนั้นไม่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อ หรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบทางธุรการ เหล่านี้เป็นการยุบพรรคที่สามารถ ยอมรับได้
อย่างไรก็ตามหลังการเลือกตั้ง ต้องให้พรรคการเมือง ที่ได้รับเสียงอันดับ 1 จากการเลือกตั้งของประชาชน นำการจัดตั้งรัฐบาล และนำนโยบายที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชนไปสู่การปฏิบัติ แต่หากพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงอันดับ 1 ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ควรเป็นพรรคการเมืองที่ได้ คะแนนในลำดับถัดมา เป็นผู้นำการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ควรให้พรรคการเมืองเสียงข้างน้อย รวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลเพราะขาดความสง่างาม และอาจเกิดปัญหาตามมาในภายหลัง
ทั้งนี้เชื่อว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น การหาเสียงโดยใช้นโยบาย จะยังมีความสําคัญ และสำคัญกว่าการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ดังนั้นพรรคการเมืองหรือนักการเมืองต้องยึดถือในหลักดังกล่าวเป็นสำคัญ ไม่ควรนำผลประโยชน์ หรือตำแหน่งในทางการเมือง มาเป็นข้อเสนอ หรือเป็นนโยบาย เพื่อหวังชัยชนะจากการเลือกตั้ง
"ปิยบุตร"รับ ห่วงคนรุ่นใหม่ใช้โซเชียลพูดการเมือง แต่ไม่ไปใช่สิทธิ เกมพลิกแบบ Brexit
https://www.matichon.co.th/politics/news_1195677
“ปิยบุตร” ห่วงคนรุ่นใหม่ใช้พื้นที่โซเชียลแสดงออกการเมืองแต่ไม่ไปใช่สิทธิ หวั่นเกมพลิกแบบ Brexit
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นาย
ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กถึงการบรรยายพิเศษในหัวข้อ
“คนรุ่นใหม่กับประชาธิปไตย” ที่อาคารเรียนรวม 5 คณะศิลป์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดยมีข้อความระบุว่า กรณี Brexit ของประเทศอังกฤษ ในคลิปที่ผมร่วมบรรยาย คือหนึ่งในตัวอย่างของ
“คนรุ่นใหม่” ที่ไม่ยุ่งกับการเมือง ไม่ออกไปเลือกตั้ง แต่สุดท้ายการเมืองกลับมายุ่งกับพวกเขา และส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขาอยู่ดี
“คนหนุ่มสาวอยากให้อยู่ในอียูต่อเพราะมองว่าอียูเป็นอนาคต แต่กลับออกไปใช้สิทธิน้อย เอาแต่เรียกร้องผ่านเฟซบุ๊ก แต่คนอายุมากโดยเฉพาะเกษตรกรที่ต้องการออกจากอียู เพราะรู้สึกว่าถูกแย่งงาน กลับไปใช้สิทธิ เมื่อผลออกมาให้ออกจากอียู คนรุ่นใหม่โวย และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็เดินขบวนขอทำประชามติอีกรอบ ขอแก้มือ นั้นเพราะอะไรที่เป็นประโยชน์เป็นส่วนได้ส่วนเสียที่เยาวชนคนรุ่นใหม่สมควรได้ ส่วนนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง” นาย
ปิยบุตร กล่าว
นาย
ปิยบุตร ระบุว่า เช่นเดียวกัน สังคมไทยถูกทำให้เชื่อมานานว่า
“การเมือง” เป็นเรื่องสกปรก เป็นเรื่องของความขัดแย้ง รุนแรง ดังนั้นคนส่วนใหญ่รวมถึงคนรุ่นใหม่ พอได้ยินคำนี้แล้วก็เบือนหน้าหนี จนทำให้กลายเป็นว่าการเมืองเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ การเมืองเป็นเรื่องของคนไม่กี่คนที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมทั้งที่จริงๆ แล้ว การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน เพราะการเมืองเป็นเรื่องของการเข้าไปมีอำนาจ เพื่อจัดสรรปันส่วน กำหนดว่าประเทศจะทำอย่างไร จะมีนโยบายสาธารณะแบบไหน พัฒนาประเทศไปทิศทางใด ถ้าเราไม่สนใจ ถ้าเรากันตัวเองออกมา ก็จะมีแค่คนไม่กี่คนเข้าไปจัดสรร จัดการให้ และเราต้องอยู่กับผลของการตัดสินใจเหล่านั้น
นาย
ปิยบุตร ระบุด้วยว่า รัฐไทย มีความคิดที่พยายามจะถอดความเป็นการเมืองออกจากสังคม ไม่อยากให้ใครมามีส่วน แค่เรื่องพื้นที่สาธารณะ ที่จะให้คนได้มาพูดคุยเรื่องการเมือง เรื่องสังคม ทุกวันนี้หดแคบลงทุกที มหาวิทยาลัยเองก็จัดกิจกรรมในลักษณะนี้ได้ยากขึ้น บางแห่งคิดจะจัดก็จัดไม่ได้ ในวงการสื่อสารมวลชน 4-5 ปี มานี้ แทบไม่มีข่าวคราวเกี่ยวกับเรื่องนโยบายสาธารณะเลย มีแต่เกมโชว์ และข่าวดาราใครเลิกกับคนนั้น ใครท้องกับคนนี้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้เรื่อยๆ จะทำให้
“ตาอยู่” เพียงไม่กี่คน รวบเอาอำนาจไปเล่นการเมืองอยู่ฝ่ายเดียว ดังนั้นเราจำเป็นต้องเข้าไปยุ่งกับการเมือง เพื่อเติมความเป็นประชาธิปไตยลงไปให้มากขึ้น มีส่วนร่วมให้มากขึ้น เพื่อเปลี่ยนแปลง ทำให้การเมืองเป็นเรื่องสนุกสนาน ทำให้การเมืองแบบใหม่ที่เป็นเรื่องของทุกคนเกิดขึ้นให้ได้
สนช.รับหลักการกม.แจกเบี้ยประชุม 12 ศาล ปีละ 207 ล้าน อ้างเพื่อความยุติธรรมแก่ปชช.
https://www.matichon.co.th/politics/news_1195878
สนช. รับหลักการกม.แจกเบี้ยประชุม 12 ศาล ปีละ 207 ล้าน อ้างเพื่อความยุติธรรมแก่ประชาชน – ยกระดับ 6 เขตศาลในกทม. เพิ่มตำแหน่ง
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีวาระการพิจาณากฎหมายที่สำคัญ 2 ฉบับคือ 1.ร่างพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ…. ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ โดยที่ประชุมสนช. ลงมติเห็นชอบวาระแรกรับการด้วยคะแนน 181 ต่อ 0 เสียง โดยบันทึกวิเคราะห์สรุป ให้เหตุผลว่า
“เป็นการสมควรเพิ่มอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ให้รวมถึงการออกระเบียบกำหนดเบี้ยประชุมสำหรับ ข้าราชการตุลาการ ซึ่งเข้าร่วมการประชุมใหญ่ ในชั้นศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ให้สอดคล้องตามมาตรา 193 วรรคสองของ รัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้ศาลยุติธรรมมีระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนเป็นการเฉพาะตามความเหมาะสม”
มีสาระสำคัญคือ ให้คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมมีอำนาจออกระเบียบกำหนดเบี้ยประชุมของข้าราชการตุลาการซึ่งเข้าร่วมในการประชุมใหญ่ของศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ พร้อมกำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อรับรอง ระเบียบคณะบริหารราชการศาลยุติธรรมว่าด้วยเบี้ยประชุมในการประชุมใหญ่และการประชุมแผนกคดีอาาในนศาลฎีกาและศาลชั้นอุทธรณ์ พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้มีผลบังคับใช้จนกว่าจะออกระเบียบตามร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับคือ
“เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาพิพากษาให้มีความรอบคอบยิ่งขึ้น จึงเป็นหลักประกันแก่ประชาชนว่า ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมจะมีการพิพากษาเพื่ออำนวยความยุติธรรมให้แกประชาชนอย่างละเอียด รอบคอบ และเที่ยงธรรม”
พร้อมทั้งเปิดเผยประมาณการรายจ่ายเบี้ยประชุม ดังนี้ ประธานได้รับเบี้ยประชุม 10,000 บาท องค์ประชุมคนละ 8,000 บาท เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการคนละ 6,000 บาท ผู้เข้าร่วมประชุมคนละ 6,000 บาท ใน 12 หน่วยงานศาลคือ ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และศาลอุทธรณ์ภาค 1-9 ที่จะประชุมเดือนละ 2 ครั้ง รวมปีละ 24 ครั้ง ประมาณการรายจ่ายราย 12 ปี ศาลต่อปีอยู่ที่ 207,360,000 บาท คาดว่า 5 ปีแรกต้องใช้งบประมาณแตะ 1,100 ล้านบาท
2. ร่างพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาพระโขนง และศาลอาญามีนบุรี พ.ศ…. โดยที่ประชุมสนช.เห็นชอบด้วยคะแนน 176 ต่อ 0 มีสาระสำคัญตามบทวิเคราะห์สรุปร่างกฎหมาย ให้เหตุผลว่า เพื่อให้การบริหารราชการศาลยุติธรรมเหมาะสมกับปริมาณคดี และมีผู้พิพากษาที่มีอาวุโสในระดับเดียวกัน เป็นผู้พิจารณาคดี ทำให้ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับคือ การพิจารณาคดีของศาลเกิดความเป็นเอกภาพ และส่งเสริมให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
JJNY : 4in1 ชี้ทักษิณไม่เข้าข่ายครอบงำ/ปิยบุตรรับห่วงคนรุ่นใหม่/รับหลักการกม.แจกเบี้ยประชุม12ศาล/จ่อเลื่อนสอบ
https://voicetv.co.th/read/r1ME1aRj7
'สดศรี สัตยธรรม' ชี้ หากกล่าวหา 'ทักษิณ' ครอบงำ 'เพื่อไทย' ต้องเขียนกฎหมายห้ามพูดถึงพรรคการเมืองเก่า และห้ามอดีต ส.ส.ที่รู้จักส่วนตัวเดินทางไปพบ แนะกกต.จับตา 'ที่ปรึกษา' บางพรรค ครอบงำหรือไม่
นางสดศรี สัตยธรรม อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ความเห็น ถึงมาตรา 28 และ 29 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ห้ามบุคคลภายนอกครอบงำพรรคการเมือง โดยเห็นว่ากรณีที่จะครอบงำ หรือสั่งการได้จะต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน เช่น กกต. สามารถพิสูจน์ได้ว่า บุคคลดังกล่าว จ่ายเงินเป็นท่อน้ำเลี้ยงเพื่อสนับสนุนพรรค หรือเข้ามาสั่งการควบคุม ให้คณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. เลือกบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือควบคุมสั่งการให้การทำไพรมารีโหวต ออกมาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพื่อให้บุคคลที่ถูกวางตัวได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง
หาก กกต.พิสูจน์ข้อเท็จจริงในลักษณะดังกล่าวได้ จึงจะเข้าเงื่อนไขการครอบงำพรรคตามมาตรา 28 และ 29 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
อดีตกรรมการการเลือกตั้ง เห็นว่ากรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นว่าพรรคการเมือง จะได้จำนวน ส.ส.เท่าใด หรือวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง ล้วนแต่ยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดทางกฎหมายทั้งสิ้น
ส่วนกรณีที่อดีตนายกรัฐมนตรีจะมีความผิดได้ กฎหมายจะต้องระบุหรือเขียนไว้ให้ชัดว่า ห้ามบุคคล ที่เคยสังกัดพรรคการเมือง แสดงความคิดเห็นทางการเมือง หรือห้ามอดีตหัวหน้าพรรคการเมือง พูดถึงพรรคการเมืองเก่าที่ตนเองเคยสังกัด หรือ ห้ามอดีต ส.ส. เดินทางไปพบ เพราะกฎหมาย ระบุไว้เช่นนั้น
นางสดศรี ระบุด้วยว่าประเด็นที่น่าสนใจและสุ่มเสี่ยง จะเข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายมาตรา 28 ประกอบมาตรา 15 คือกรณีที่ปรึกษาพรรคซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิก เข้าไปก้าวก่าย หรือสั่งการ เพื่อให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกพรรคการเมืองกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งกรรมการการเลือกตั้งควรไปตรวจสอบในเรื่องดังกล่าว
ขณะเดียวกัน แนะนำให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง เร่งให้ความรู้ประชาชน เกี่ยวกับระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม และการเลือกตั้งโดยใช้บัตรใบเดียว ซึ่งจะแตกต่างจากการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา ทำให้แต่ละเขต จะมีหมายเลขผู้สมัครไม่ตรงกัน ประเด็นเหล่านี้กรรมการการเลือกตั้งควรให้ความสำคัญมากกว่าการจ้องจับผิด พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งหรือนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง
"โคทม อารียา" ระบุการยุบพรรคควรเกิดโดยธรรมชาติ ไม่ใช่มาจากการชี้นำของพรรคที่เห็นต่าง
นายโคทม อารียา อดีตอำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า การพัฒนาประชาธิปไตย หรือการพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็ง การยุบพรรคการเมืองไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะการยุบพรรคที่มาจาก การชี้นำหรือสั่งการของคนในพรรคเดียวกัน จนเป็นเหตุให้นำไปสู่การยุบพรรค หรือการชี้นำ จากฝ่ายที่เห็นต่างทางการเมือง โดยมีความมุ่งหวัง เพื่อประโยชน์ หรือความได้เปรียบในการแข่งขันเท่านั้น
นายโคทม เห็นว่า วิธีการดังกล่าว จะเป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนา พรรคการเมืองให้เป็นสถาบันการเมืองและกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ขณะที่กรณีที่จะนำไปสู่การยุบพรรค ควรเป็นไปตามธรรมชาติ คือพรรคการเมืองนั้นไม่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อ หรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบทางธุรการ เหล่านี้เป็นการยุบพรรคที่สามารถ ยอมรับได้
อย่างไรก็ตามหลังการเลือกตั้ง ต้องให้พรรคการเมือง ที่ได้รับเสียงอันดับ 1 จากการเลือกตั้งของประชาชน นำการจัดตั้งรัฐบาล และนำนโยบายที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชนไปสู่การปฏิบัติ แต่หากพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงอันดับ 1 ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ควรเป็นพรรคการเมืองที่ได้ คะแนนในลำดับถัดมา เป็นผู้นำการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ควรให้พรรคการเมืองเสียงข้างน้อย รวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลเพราะขาดความสง่างาม และอาจเกิดปัญหาตามมาในภายหลัง
ทั้งนี้เชื่อว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น การหาเสียงโดยใช้นโยบาย จะยังมีความสําคัญ และสำคัญกว่าการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ดังนั้นพรรคการเมืองหรือนักการเมืองต้องยึดถือในหลักดังกล่าวเป็นสำคัญ ไม่ควรนำผลประโยชน์ หรือตำแหน่งในทางการเมือง มาเป็นข้อเสนอ หรือเป็นนโยบาย เพื่อหวังชัยชนะจากการเลือกตั้ง
"ปิยบุตร"รับ ห่วงคนรุ่นใหม่ใช้โซเชียลพูดการเมือง แต่ไม่ไปใช่สิทธิ เกมพลิกแบบ Brexit
https://www.matichon.co.th/politics/news_1195677
“ปิยบุตร” ห่วงคนรุ่นใหม่ใช้พื้นที่โซเชียลแสดงออกการเมืองแต่ไม่ไปใช่สิทธิ หวั่นเกมพลิกแบบ Brexit
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กถึงการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “คนรุ่นใหม่กับประชาธิปไตย” ที่อาคารเรียนรวม 5 คณะศิลป์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดยมีข้อความระบุว่า กรณี Brexit ของประเทศอังกฤษ ในคลิปที่ผมร่วมบรรยาย คือหนึ่งในตัวอย่างของ “คนรุ่นใหม่” ที่ไม่ยุ่งกับการเมือง ไม่ออกไปเลือกตั้ง แต่สุดท้ายการเมืองกลับมายุ่งกับพวกเขา และส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขาอยู่ดี
“คนหนุ่มสาวอยากให้อยู่ในอียูต่อเพราะมองว่าอียูเป็นอนาคต แต่กลับออกไปใช้สิทธิน้อย เอาแต่เรียกร้องผ่านเฟซบุ๊ก แต่คนอายุมากโดยเฉพาะเกษตรกรที่ต้องการออกจากอียู เพราะรู้สึกว่าถูกแย่งงาน กลับไปใช้สิทธิ เมื่อผลออกมาให้ออกจากอียู คนรุ่นใหม่โวย และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็เดินขบวนขอทำประชามติอีกรอบ ขอแก้มือ นั้นเพราะอะไรที่เป็นประโยชน์เป็นส่วนได้ส่วนเสียที่เยาวชนคนรุ่นใหม่สมควรได้ ส่วนนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง” นายปิยบุตร กล่าว
นายปิยบุตร ระบุว่า เช่นเดียวกัน สังคมไทยถูกทำให้เชื่อมานานว่า “การเมือง” เป็นเรื่องสกปรก เป็นเรื่องของความขัดแย้ง รุนแรง ดังนั้นคนส่วนใหญ่รวมถึงคนรุ่นใหม่ พอได้ยินคำนี้แล้วก็เบือนหน้าหนี จนทำให้กลายเป็นว่าการเมืองเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ การเมืองเป็นเรื่องของคนไม่กี่คนที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมทั้งที่จริงๆ แล้ว การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน เพราะการเมืองเป็นเรื่องของการเข้าไปมีอำนาจ เพื่อจัดสรรปันส่วน กำหนดว่าประเทศจะทำอย่างไร จะมีนโยบายสาธารณะแบบไหน พัฒนาประเทศไปทิศทางใด ถ้าเราไม่สนใจ ถ้าเรากันตัวเองออกมา ก็จะมีแค่คนไม่กี่คนเข้าไปจัดสรร จัดการให้ และเราต้องอยู่กับผลของการตัดสินใจเหล่านั้น
นายปิยบุตร ระบุด้วยว่า รัฐไทย มีความคิดที่พยายามจะถอดความเป็นการเมืองออกจากสังคม ไม่อยากให้ใครมามีส่วน แค่เรื่องพื้นที่สาธารณะ ที่จะให้คนได้มาพูดคุยเรื่องการเมือง เรื่องสังคม ทุกวันนี้หดแคบลงทุกที มหาวิทยาลัยเองก็จัดกิจกรรมในลักษณะนี้ได้ยากขึ้น บางแห่งคิดจะจัดก็จัดไม่ได้ ในวงการสื่อสารมวลชน 4-5 ปี มานี้ แทบไม่มีข่าวคราวเกี่ยวกับเรื่องนโยบายสาธารณะเลย มีแต่เกมโชว์ และข่าวดาราใครเลิกกับคนนั้น ใครท้องกับคนนี้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้เรื่อยๆ จะทำให้ “ตาอยู่” เพียงไม่กี่คน รวบเอาอำนาจไปเล่นการเมืองอยู่ฝ่ายเดียว ดังนั้นเราจำเป็นต้องเข้าไปยุ่งกับการเมือง เพื่อเติมความเป็นประชาธิปไตยลงไปให้มากขึ้น มีส่วนร่วมให้มากขึ้น เพื่อเปลี่ยนแปลง ทำให้การเมืองเป็นเรื่องสนุกสนาน ทำให้การเมืองแบบใหม่ที่เป็นเรื่องของทุกคนเกิดขึ้นให้ได้
สนช.รับหลักการกม.แจกเบี้ยประชุม 12 ศาล ปีละ 207 ล้าน อ้างเพื่อความยุติธรรมแก่ปชช.
https://www.matichon.co.th/politics/news_1195878
สนช. รับหลักการกม.แจกเบี้ยประชุม 12 ศาล ปีละ 207 ล้าน อ้างเพื่อความยุติธรรมแก่ประชาชน – ยกระดับ 6 เขตศาลในกทม. เพิ่มตำแหน่ง
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีวาระการพิจาณากฎหมายที่สำคัญ 2 ฉบับคือ 1.ร่างพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ…. ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ โดยที่ประชุมสนช. ลงมติเห็นชอบวาระแรกรับการด้วยคะแนน 181 ต่อ 0 เสียง โดยบันทึกวิเคราะห์สรุป ให้เหตุผลว่า “เป็นการสมควรเพิ่มอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ให้รวมถึงการออกระเบียบกำหนดเบี้ยประชุมสำหรับ ข้าราชการตุลาการ ซึ่งเข้าร่วมการประชุมใหญ่ ในชั้นศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ให้สอดคล้องตามมาตรา 193 วรรคสองของ รัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้ศาลยุติธรรมมีระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนเป็นการเฉพาะตามความเหมาะสม”
มีสาระสำคัญคือ ให้คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมมีอำนาจออกระเบียบกำหนดเบี้ยประชุมของข้าราชการตุลาการซึ่งเข้าร่วมในการประชุมใหญ่ของศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ พร้อมกำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อรับรอง ระเบียบคณะบริหารราชการศาลยุติธรรมว่าด้วยเบี้ยประชุมในการประชุมใหญ่และการประชุมแผนกคดีอาาในนศาลฎีกาและศาลชั้นอุทธรณ์ พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้มีผลบังคับใช้จนกว่าจะออกระเบียบตามร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับคือ “เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาพิพากษาให้มีความรอบคอบยิ่งขึ้น จึงเป็นหลักประกันแก่ประชาชนว่า ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมจะมีการพิพากษาเพื่ออำนวยความยุติธรรมให้แกประชาชนอย่างละเอียด รอบคอบ และเที่ยงธรรม”
พร้อมทั้งเปิดเผยประมาณการรายจ่ายเบี้ยประชุม ดังนี้ ประธานได้รับเบี้ยประชุม 10,000 บาท องค์ประชุมคนละ 8,000 บาท เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการคนละ 6,000 บาท ผู้เข้าร่วมประชุมคนละ 6,000 บาท ใน 12 หน่วยงานศาลคือ ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และศาลอุทธรณ์ภาค 1-9 ที่จะประชุมเดือนละ 2 ครั้ง รวมปีละ 24 ครั้ง ประมาณการรายจ่ายราย 12 ปี ศาลต่อปีอยู่ที่ 207,360,000 บาท คาดว่า 5 ปีแรกต้องใช้งบประมาณแตะ 1,100 ล้านบาท
2. ร่างพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาพระโขนง และศาลอาญามีนบุรี พ.ศ…. โดยที่ประชุมสนช.เห็นชอบด้วยคะแนน 176 ต่อ 0 มีสาระสำคัญตามบทวิเคราะห์สรุปร่างกฎหมาย ให้เหตุผลว่า เพื่อให้การบริหารราชการศาลยุติธรรมเหมาะสมกับปริมาณคดี และมีผู้พิพากษาที่มีอาวุโสในระดับเดียวกัน เป็นผู้พิจารณาคดี ทำให้ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับคือ การพิจารณาคดีของศาลเกิดความเป็นเอกภาพ และส่งเสริมให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ต่อประชาชน