▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ
เที่ยวญี่ปุ่น
คันไซ
ภาพถ่ายจากกล้องโทรศัพท์
[CR] บอกเล่าประสบการณ์เที่ยวญี่ปุ่นกับครอบครัว
เริ่มจากการหาตั๋วเครื่องบินก่อนเดินทางประมาณ 2 เดือน ทีแรกว่าจะใช้บริการแอร์เอเชียแล้วเพราะว่าถูก ค่าตั๋ว 8,xxx แต่พอบวกค่าน้ำหนักกระเป๋าค่าเลืดที่นั่งปาเข้าไป 1 หมื่นนิดๆ แล้ว เลยไปดูตั๋วในแอพ Wego เห็นราคาของสายการบิน China Airline ซึ่งต้องไปต่อเครื่องที่ไต้หวัน ซึ่งไต้หวันก็ไม่ต้องขอวีซ่าคิดว่าถึงถ้าโดนเท ยังไงก็ยังไม่ไม่วุ่นเท่าต้องไปต่อเครื่องที่ประเทศจีนซึ่งราคาพอๆ กัน แต่เวลาดีกว่า แต่สุดท้ายเลยเลือก China Airline เพราะกลัวโดนเทที่กลางทาง ด้วยราคา 13,800 ต่อคน ส่วนราคาเด็ก 11,xxx จำไม่ได้แล้ว เวลาในการเดินทางคือออกจากสุวรรณภูมิ 8.35 น ใช้เวลาบินไปไต้หวัน 4 ชม. ไปถึงไต้หวันเวลา 13.15 พักต่อเครื่อง 55 นาที แล้วอีกรอย เครื่องออกจากไต้หวัน 14.20 น. ไปถึงสนามบินคันไซ โอซาก้า เวลา 18.05 น. ใช้เวลาบิน 2 ชม. ซึ่งหลังจากใช้บริการ รู้สึกประทับใจเพราะใช้เวลาต่อเครื่องเพียง 1 ชม. เท่านั้น คือประมาณว่าเดินลงเครื่องที่ไต้หวัน แล้วก็เข้าห้องน้ำทำธุรกิจส่วนตัว เสร็จก็เดินไปช่องต่อเครื่องแล้วก็ไปรอที่เกตต่อเลย เปรียบได้กับเล่นฟุตบอล แล้วมีพักครึ่งประมาณนั้น แล้วที่สำคัญเด็กๆไม่ต้องนั่งยาว 6 ชม. ในการเดินทาง ถ้าเป็นไฟท์กลางคืนไม่มีปัญหา หลับตลอด แต่เราเลือกบินไฟท์เช้า แบบนี้ดีสำหรับลูกๆ ส่วนโรงแรมเราจองกับ Booking.com ชื่อโรงแรมจะใส่ไว้ตามวันที่จะเล่านะครับ ส่วนการเดินทางผมเลืกที่จะใช้รถเช่า 4 วัน แล้วก็รถไฟอีก 2 วัน
วันที่1
ทริปนี้เรานั่งสายการบินไชน่าแอร์ไลน์ ออกจากสนามบินบ้านเรา 8.30 แวะต่อเครื่องที่ไทเป ใช้เวลารอต่อเครื่อง 1 ชม. มาถึงสนามบินคันไซ 6โมงเย็น พอออกจากสนามบินเราก็เดินตามป้ายที่เขียนว่ารถเช่าซึ่งอยู่อีกฝากหนึ่งของอาคารผู้โดยสาร เดินไปเคาน์เตอร์รถเช่าจะอยู่ที่ชั้น 1 ก่อนลงไปแวะลอสันหาอะไรกินด้วย พอรับรถแล้วก็ออกเดินทางไป ฮิเมจิ โดยใช้ GPS ของรถแค่ใส่เบอร์โทรศัพท์เข้าไป จากนั้นก็ขับไปตามที่ GPS บอกได้เลย ใช้เวลาขับรถ 1.40 ชม. ระยะทางประมาณ 160 กิโล แวะกินข้าวระหว่างทาง ซึ่งอยู่ในทางด่วนไม่ต้องออกไปไหนเลยในทางด่วนที่นู่นจะมีจุดพักตลอดทางแต่ต้องเลือกที่มีป้ายร้านอาหารด้วยนะครับ เพราะบางที่มีแค่ห้องน้ำกับตู้หยอดเหรียญกดน้ำ แวะกินข้าวเสร็จก็ขับต่อไปถึงโรงแรมประมาณ 3ทุ่มครึ่งเช็คอิน เข้าห้องพักแล้วก็ลงไปแช่ออนเซนให้หายเมื่อย แล้วก็กลับขึ้นมานอนเอาแรงลุยต่อพรุ่งนี้ ส่วนที่พักคืนนี้พักที่ Himeji Castle Grandvrio Hotel คืนละ 3,700 บาท มีที่จอดรถฟรี จบวันที่1 กับการเดินทางทั้งวัน ต่อพรุ่งนี้
วันที่2
ตื่น 7.30 วันนี้อากาศหนาว 13 องศา ตื่นเช้ากว่าอยู่บ้านเยอะเพราะเสียตังมาเที่ยวต้องให้คุ้มกับเวลา อาบน้ำแต่งตัวลงไปกินข้างเช้าที่โรงแรม แล้วก็เก็บกระเป๋าใส่รถ ออกเดินทางไปเที่ยวที่แรกนั่นคือปราสาทฮิเมจิ ปราสาทที่เป็นมรดกโลก ไปถึง 9.00 เช้าซึ่งคนยังไม่เยอะมาก ใช้เวลาเดินชมปราสาทรวมถึงขึ้นไปยอดปราสาทใช้เวลาประมาณ 2 ชม. แล้วจากนั้นก็ขับรถไปต่อที่โกเบ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม. ไปถึง Harberland Kobe หาข้าวกินเสร็จก็ไปหาเนื้อโกเบสุดแสนอร่อยต่ออีก 1 อย่าง เดินเล่นใน Harberland สักพัก แล้วก็ขับรถไปถ่ายรูปกับหุ่นหมายเลข 28 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เมืองโกเบระหว่างทางเดินไปถ่ายรูปกับหุ่นเราก็ไปเจอร้านขายปลา ซึ่งมานี่ก็ต้องกินสะหน่อยกับปลาไหลย่าง 1 ตัวใหญ่ ราคา 4,400 เยน อร่อยสุดๆ เสร็จจากบริเวณหุ่นหมายเลข 28 แล้วก็ขับรถต่อไปเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์แผ่นดินไหว (บอกเล่าเรื่องราวของแผ่นดินไหวครั้งที่รุนแรงที่สุดของญี่ปุ่นปี 1995 แล้วก็สึนามิครั้งที่รุนแรงที่สุดปี 2011) ไปถึงช่วง 4 โมงเย็นแล้ว คนไม่มีเลยเหมือนเราเป็น VIP ปิดพิพิธภัณฑ์ชมกรุ๊ปเดียว ซื้อไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่พอเข้าไปดูแค่ห้องแรกความเศร้ามาเยือนเลยครับ แค่คิดว่าบ้านเราแผ่นดินไหวแล้วจะเป็นยังไง เดินต่อไปเรื่อยๆ ดูจนครบทุกที่ ใช้เวลาประมาณ 2 ชม. ออกมาก็มืดแล้ว ไปหาของกินห้างใกล้ พอกินข้าวเสร็จก็รีบขับรถต่อไปเข้าพักที่เกียวโตระยะทางประมาณ 70 กิโลใช้เวลาประมาณ 1.30 ชม. วันนี้เราจองพักบ้านซึ่งเป็นบ้านของคนญี่ปุ่นที่ทำเป็นHostel ชื่อบ้าน Tateitoan คืนละ 7,000 บาท พัก2 คืน เลือกที่นี้เพราะถูกและมีที่จอดรถให้ ที่สำคัญไม่ต้องแชร์บ้านกับใครเพราะได้ทั้งหลังเลย มี2 ห้อง ใกล้ๆบ้านพัก มี 7-11 อยู่หาซื้อเบียร์กินสักกระป๋องแล้วก็อาบน้ำเข้านอนจบวันที่ 2
วันที่3
วันนี้ตื่นสายหน่อย 8.00 น. อากาศตอนเช้าหนาวแต่สายๆ ไปเริ่มอุ่นขึ้น วันนี้ข้าวเช้าเราแวะลอสันซื้อแล้วเวฟแล้วกินที่ลอสันเลย เพื่อประหยัดทั้งเงินและเวลา กินเสร็จที่แรกที่ไปเที่ยววันนี้คือวัดคินคะคุจิ(Kinkakuji)หรือวัดทองคนเยอะมากวัดนี้ ซื้อบัตรแล้วก็เดินถ่ายรูปชมบรรยากาศสักประมาณ 50 นาที แล้วก็ออกไปเที่ยวต่อที่วัดนินนาจิ(Ninnaji Temple) เป็นวัดที่ก่อตั้งขึ้นในค.ศ.888 วัดนินจาอยู่ใกล้ๆ วัดทองขับรถประมาณ 20 นาที อันนี้กรุ๊ปทัวร์ไม่ค่อยไปคนไทยน้อย คนพอมีแต่ไม่เยอะเข้าไปเที่ยวชมใช้เวลาประมาณ 1 ชม. จากนั้นก็ขับรถไปต่อที่ป่าไผ่อันนี้ถ้าให้แนะนำอย่ามาเลยคนเยอะมากกว่าวัดทองอีกซึ่งวัดระแวกนั่นก็พอมีให้ชมแต่ด้วยคนเยอะมากผมเดินไปป่าไผ่ถ่ายรูปนิดหน่อยแล้วก็หาของกินเล็กน้อยแล้วก็ออกเลยไปต่อดีกว่า มาต่อด้วยวัดน้ำใสพาเพื่อนไปของเนื้อคู่วัดนี้ดังเรื่องขอพรให้ได้แฟนใครไม่เชื่อผมเชื่อเพราะเจ้านายผมไปเดินมาแล้วจากหินก้อนฝั่งหนึ่งเดินหลับตาไปถึงหินอีกฝั่งแล้วขอพร ตอนนี้เจ้านายผมมีเมียมีลูกเรียบร้อย ว่าแต่ใครมาเที่ยวต้องบอกเลยไม่ได้รูปสวยๆแน่นอน เพราะเค้าปิดซ่อมแซมถึงปี 2020 จากนั้นขับรถไปเดินชมตลาด Nishiki Market เดินหาของกินสักพักแล้วก็ไปต่อที่ เกียวโตทาวเวอร์อยู่ตรงสถานีรถไฟเกียวโตขึ้นไปชมบรรยากาศยามค่ำเมืองเกียวโต แล้วก็ไปหาข้าวเย็นกินที่เกียวโตสเตชั่น การขับรถไปเที่ยวตามสถานที่ทุกที่มีที่จอดรถแต่ต้องเสียค่าจอดซึ่งเจอค่าจอดโหดร้ายที่สุดคือวัดน้ำใส โดนไป 2,800¥ นอกนั้นพอประมาณ จบจากเกียวโตทาวเวอร์ประมาณเกือบสามทุ่ม ก็ขับรถไปลอสันก่อนเข้าที่พัก เพื่อซื้ออาหารเช้าเตรียมไว้พรุ่งนี้ เพราะที่พักมีจานชามไมโครเวฟกาน้ำร้อนให้ครบ ถึงที่พักก็อาบน้ำเข้านอนเป็นอันจบวันที่3
วันที่4
เช้าวันนี้ก็ไม่รีบมากตื่น 8.30 กินข้าวเช้าเสร็จ ก็เช็คเอาท์ออกจากที่พัก เจ้าของบ้านยืนส่งหน้าบ้านจนลับตาแล้วเค้าเข้าบ้านไป คนญี่ปุ่นนี่มารยาทดีเกิ้น มาต่อด้วยไปเที่ยววัดกินคะคุจิ (Ginkakuji Temple) หรือที่มีอีกชื่อหนึ่งว่า “วัดเงินแห่งเกียวโต” นั่นเองวัดนี้ไม่เจอคนไทยเลยเดินทางมายากถ้าไม่มีรถก็ลำบากต้องรถเมล์เท่านั้น ด้วยไม่มีที่จอดรถบัสคนเลยน้อยมั้ง แต่ก็มีเข้าไปเที่ยวชมบอกได้เลยว่าสวนในนี้สวยมากใช้เวลาประมาณ 50 นาที แล้วก็ไปต่อด้วยวัดเสาแดงหรือวัดจิ้งจอก คนเยอะมากถ่ายรูปกับเสาแดงถ้าอยากให้ได้รูปสวยๆ ไม่มีคนติดต้องเดินเข้าไปลึกๆ หน่อย แต่เราเดินไม่ไหวเพราะอาจใช้เวลานาน ได้แต่ไหว้เจ้าขอพรถ่ายรูปนิดหน่อยใช้เวลาเที่ยวชมประมาณ 1.30 ชม. แล้วก็ต่อด้วยขับรถไป นารา ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม. แต่มีแวะกินข้าวในซุปเปอร์มาร์เก๊ตที่อยู่ระหว่างทาง ไปถึงนาราประมาณบ่าย2 เข้าไปเที่ยววัดโทไดจิวัดที่มีกวางผู้น่ารักเมื่อเวลาเราไม่มีขนมจับได้กวางดูเชื่อง ไม่กลัวคนเลย ระวังเหยียบอึกวางกันด้วยนะครับเที่ยวชมวัดเสร็จเราก็ได้เวลาขับรถเข้าเมืองใหญ่หันแล้วครับ ขับเข้าโอซาก้าระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตรใช้เวลาประมาณ 50 นาที เพราะรถเยอะ โชดดีที่เราเข้าโอซาก้าวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันที่รถไม่ติดเพราะเป็นวันหยุด ไม่เหมือนบ้านเราวันหยุดรถติดกว่าวันธรรมดาอีก แล้วเราก็ขับรถแวะเที่ยวปราสาทโอซาก้าแบบรีบๆ เสร็จแล้วก็ไปส่งสมาชิกเข้าเช็คอินที่โรงแรม ส่วนผมก็ขับรถเอารถไปคืนแถวสถานี Osaka แล้วเราก็นัดกันที่สะพานกูลิโกะ หาข้าวเย็นกินไปกินข้าวร้านที่อาหารเมนูละ 299¥ ก็อร่อยดี มีเมนูที่ทำทาโกยากิเองด้วย กินได้บ้างไม่ได้บ้าง กินเสร็จก็ซื้อของนิดหน่อยพอได้เวลาก็กลับโรงแรมแช่ออนเซน (Dormy inn hotel) ห้องใหญ่นอน6คน 7,000/คืน จบวันที่4
ต่ออีกนิดครับ
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้