เอาล่ะครับ วันนี้ผมจะขอสรุปปัญหาคาใจที่เคยโพสต์มาหลายกระทู้ให้มันจบไปซะที กับเรื่องที่บอกว่า”ไม่สามารถขับรถได้เพราะปัญหาความผิดปกติทางสมอง กลัวมีแฟนแล้วผู้หญิงจะไม่เข้าใจ”
คือมันเป็นเรื่องทางกายภาพน่ะครับ อาการมันก็ประมาณสมองสั่งให้ร่างกายทำอะไรทำได้ทีละอย่าง (แต่ตอนขับรถมันต้องใช้อวัยวะหลายส่วนประกอบกัน) ตาผมก็เหมือนกัน เวลามองอะไรผมต้องมองแบบโฟกัสเฉพาะจุด (ผิดกับเวลาขับรถต้องมองให้ได้อย่างทั่วถึงซึ่งผมไม่สามารถทำได้) แล้วผมก็มีปัญหาเรื่องการได้ยินที่หูข้างซ้ายด้วย (อันนี้ไม่รู้เกี่ยวกันรึเปล่า) นอกจากนี้ผมเป็นคนอารมณ์ร้อนบวกกับสมาธิสั้น เหม่อง่าย แล้วก็ตัดสินใจช้า จากอาการที่ผมว่ามาแต่ละอย่างทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ให้ผมขับรถครับ ผมเลยมีรถก็เหมือนไม่มีเพราะไม่สามารถขับเองได้ (ไม่มีปัญญาจ้างคนขับรถด้วย) ถามว่าคุณพ่อคุณแม่มีรถไหม มีครับ รถแพงด้วย แต่ไม่ให้ผมขับเพราะกลัวเกิดอุบัติเหตุครับ
ผมเคยเห็นคนมาตั้งกระทู้ว่าขับรถไม่เป็นมันแย่นักเหรอ ปรากฏว่าคนนั้นโดนถล่มยับเลย เขาบอกสมัยนี้มันจำเป็น จะมีรถหรือไม่มีก็ควรจะขับให้เป็น แต่พอผมย้อนมาดูตัวเอง คงไม่ใช่แค่”ขับรถไม่เป็น”แต่ถึงขั้น”ไม่สามารถขับรถได้”แน่เลย ถ้าเลือกเกิดได้ผมก็ไม่ได้อยากเป็นแบบนี้หรอก เพราะอาการแต่ละอย่างมันเป็นมาตั้งแต่เกิด แล้วก็ไม่รู้ว่ามันจะรักษาให้หายขาดได้ไหม ถามว่าเคยหาหมอไหม เคยครับ หมอก็แนะนำว่าไม่ควรให้ขับรถเหมือนกัน
พอเห็นแฟนใครมีรถกันหมดผมเลยกลุ้มใจเลยว่าชาตินี้จะขึ้นคานไหม เพราะกลัวว่าถ้ามีแฟนแล้วผู้หญิงเขาจะไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ คือต้องบอกว่ามันเป็นปัญหาทางกายภาพ ไม่ใช่ว่าเราไม่ยอมขับรถเอง ที่แน่ๆ ถ้าผมมีแฟนผมจะไม่ปิดบังเรื่องนี้กับแฟน จะบอกเขาตั้งแต่คบกันใหม่ๆ เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดกัน แล้วดูซิว่าเขาจะเข้าใจเราไหม (ถ้าเขายังไม่เชื่อผมก็อาจจะให้คุณพ่อคุณแม่มายืนยันว่าเป็นเรื่องจริง)
เพราะขับรถไม่ได้ทำให้ผมไม่อยากมีแฟนไปพักหนึ่ง ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่รู้จะหาคนที่เข้าใจเราได้ไหม เคยมีคนตอบผมในไอดีเก่าที่โดนบินไปว่า ถ้าขับรถเองไม่ได้ก็ให้แฟนขับให้สิ อย่าปิดกั้นหัวใจเพราะเรื่องแค่นี้เลย ทุกวันนี้ผมเลยสองจิตสองใจครับ ใจหนึ่งก็ไม่อยากให้คนที่เรารักต้องมาลำบากเพราะเรา อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากพาเขาไปเสี่ยงอันตราย (ในกรณีที่เขาจะให้ผมขับรถ ทั้งๆ ที่มีความเสี่ยงสูงมาก)
ทุกวันนี้ผมนั่งรถสาธารณะไปไหนมาไหนตลอด หลักๆ ก็รถเมล์กับรถไฟฟ้าครับ แต่ถ้าตรงไหนไม่มีรถผ่านก็จะเดินเอา (ได้ออกกำลังกายไปในตัวด้วย) จนตอนนี้ไปได้ทั่วกรุงเทพแล้ว ในส่วนของต่างจังหวัด ถ้าผมอยากไปเที่ยวที่ไหน ผมจะศึกษาเส้นทางรถสาธารณะในจังหวัดนั้นๆ ก่อนไปครับ
สิ่งที่ผมต้องการก็คือ อยากพิสูจน์ให้คนที่ผมรักเห็นว่าที่เป็นแบบนี้มันเป็นเพราะความผิดปกติของร่างกาย ไม่ใช่ว่าเราไม่ยอมไปหัดขับรถเอง หวังว่าลึกๆ เขาคงเข้าใจบ้างแหละ แล้วถ้าเขาถามอะไรผมก็จะบอกว่า”ไม่อยากพาคนที่เรารักไปเสี่ยงอันตราย”
จริงๆ ผมเคยโพสต์เรื่องนี้ไว้ทีนึงแล้วนะ แต่มันหายไปพร้อมไอดีเก่าที่โดนบินไป ตอนแรกผมตั้งกระทู้เกี่ยวกับข้อดีของการไม่ใช้รถส่วนตัว เผื่อว่าถ้ามีแฟนแล้วโดนถามว่าทำไมไม่มีรถจะได้เอาไปบอกเขาได้ แล้วเวลาผมโพสต์เกี่ยวกับปัญหาความรัก ผมชอบยกเรื่องนี้มาเป็นตัวอย่างว่าทำไมผมถึงชอบผู้หญิงแบบนี้ ถึงตอนนี้ผมเลยอยากหาข้อสรุปให้มันจบๆ ไปซะที เลยอาจจะเล่ายาวหน่อย ยังไงก็ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและแสดงความคิดเห็นนะครับ
ป.ล.คิดว่าคำพูดของผมที่บอกว่า”ไม่อยากพาคนที่เรารักไปเสี่ยงอันตราย”นี่ ฟังดูเป็นยังไงครับสำหรับกรณีนี้
จากคำถามที่ว่าไม่สามารถขับรถได้เพราะปัญหาทางสมอง กลัวมีแฟนแล้วแฟนไม่เข้าใจ วันนี้ขอมาสรุปครับ
คือมันเป็นเรื่องทางกายภาพน่ะครับ อาการมันก็ประมาณสมองสั่งให้ร่างกายทำอะไรทำได้ทีละอย่าง (แต่ตอนขับรถมันต้องใช้อวัยวะหลายส่วนประกอบกัน) ตาผมก็เหมือนกัน เวลามองอะไรผมต้องมองแบบโฟกัสเฉพาะจุด (ผิดกับเวลาขับรถต้องมองให้ได้อย่างทั่วถึงซึ่งผมไม่สามารถทำได้) แล้วผมก็มีปัญหาเรื่องการได้ยินที่หูข้างซ้ายด้วย (อันนี้ไม่รู้เกี่ยวกันรึเปล่า) นอกจากนี้ผมเป็นคนอารมณ์ร้อนบวกกับสมาธิสั้น เหม่อง่าย แล้วก็ตัดสินใจช้า จากอาการที่ผมว่ามาแต่ละอย่างทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ให้ผมขับรถครับ ผมเลยมีรถก็เหมือนไม่มีเพราะไม่สามารถขับเองได้ (ไม่มีปัญญาจ้างคนขับรถด้วย) ถามว่าคุณพ่อคุณแม่มีรถไหม มีครับ รถแพงด้วย แต่ไม่ให้ผมขับเพราะกลัวเกิดอุบัติเหตุครับ
ผมเคยเห็นคนมาตั้งกระทู้ว่าขับรถไม่เป็นมันแย่นักเหรอ ปรากฏว่าคนนั้นโดนถล่มยับเลย เขาบอกสมัยนี้มันจำเป็น จะมีรถหรือไม่มีก็ควรจะขับให้เป็น แต่พอผมย้อนมาดูตัวเอง คงไม่ใช่แค่”ขับรถไม่เป็น”แต่ถึงขั้น”ไม่สามารถขับรถได้”แน่เลย ถ้าเลือกเกิดได้ผมก็ไม่ได้อยากเป็นแบบนี้หรอก เพราะอาการแต่ละอย่างมันเป็นมาตั้งแต่เกิด แล้วก็ไม่รู้ว่ามันจะรักษาให้หายขาดได้ไหม ถามว่าเคยหาหมอไหม เคยครับ หมอก็แนะนำว่าไม่ควรให้ขับรถเหมือนกัน
พอเห็นแฟนใครมีรถกันหมดผมเลยกลุ้มใจเลยว่าชาตินี้จะขึ้นคานไหม เพราะกลัวว่าถ้ามีแฟนแล้วผู้หญิงเขาจะไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ คือต้องบอกว่ามันเป็นปัญหาทางกายภาพ ไม่ใช่ว่าเราไม่ยอมขับรถเอง ที่แน่ๆ ถ้าผมมีแฟนผมจะไม่ปิดบังเรื่องนี้กับแฟน จะบอกเขาตั้งแต่คบกันใหม่ๆ เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดกัน แล้วดูซิว่าเขาจะเข้าใจเราไหม (ถ้าเขายังไม่เชื่อผมก็อาจจะให้คุณพ่อคุณแม่มายืนยันว่าเป็นเรื่องจริง)
เพราะขับรถไม่ได้ทำให้ผมไม่อยากมีแฟนไปพักหนึ่ง ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่รู้จะหาคนที่เข้าใจเราได้ไหม เคยมีคนตอบผมในไอดีเก่าที่โดนบินไปว่า ถ้าขับรถเองไม่ได้ก็ให้แฟนขับให้สิ อย่าปิดกั้นหัวใจเพราะเรื่องแค่นี้เลย ทุกวันนี้ผมเลยสองจิตสองใจครับ ใจหนึ่งก็ไม่อยากให้คนที่เรารักต้องมาลำบากเพราะเรา อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากพาเขาไปเสี่ยงอันตราย (ในกรณีที่เขาจะให้ผมขับรถ ทั้งๆ ที่มีความเสี่ยงสูงมาก)
ทุกวันนี้ผมนั่งรถสาธารณะไปไหนมาไหนตลอด หลักๆ ก็รถเมล์กับรถไฟฟ้าครับ แต่ถ้าตรงไหนไม่มีรถผ่านก็จะเดินเอา (ได้ออกกำลังกายไปในตัวด้วย) จนตอนนี้ไปได้ทั่วกรุงเทพแล้ว ในส่วนของต่างจังหวัด ถ้าผมอยากไปเที่ยวที่ไหน ผมจะศึกษาเส้นทางรถสาธารณะในจังหวัดนั้นๆ ก่อนไปครับ
สิ่งที่ผมต้องการก็คือ อยากพิสูจน์ให้คนที่ผมรักเห็นว่าที่เป็นแบบนี้มันเป็นเพราะความผิดปกติของร่างกาย ไม่ใช่ว่าเราไม่ยอมไปหัดขับรถเอง หวังว่าลึกๆ เขาคงเข้าใจบ้างแหละ แล้วถ้าเขาถามอะไรผมก็จะบอกว่า”ไม่อยากพาคนที่เรารักไปเสี่ยงอันตราย”
จริงๆ ผมเคยโพสต์เรื่องนี้ไว้ทีนึงแล้วนะ แต่มันหายไปพร้อมไอดีเก่าที่โดนบินไป ตอนแรกผมตั้งกระทู้เกี่ยวกับข้อดีของการไม่ใช้รถส่วนตัว เผื่อว่าถ้ามีแฟนแล้วโดนถามว่าทำไมไม่มีรถจะได้เอาไปบอกเขาได้ แล้วเวลาผมโพสต์เกี่ยวกับปัญหาความรัก ผมชอบยกเรื่องนี้มาเป็นตัวอย่างว่าทำไมผมถึงชอบผู้หญิงแบบนี้ ถึงตอนนี้ผมเลยอยากหาข้อสรุปให้มันจบๆ ไปซะที เลยอาจจะเล่ายาวหน่อย ยังไงก็ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและแสดงความคิดเห็นนะครับ
ป.ล.คิดว่าคำพูดของผมที่บอกว่า”ไม่อยากพาคนที่เรารักไปเสี่ยงอันตราย”นี่ ฟังดูเป็นยังไงครับสำหรับกรณีนี้