อัศวินเทเลอร์กับอาณาจักรแอตแลนติส...บทที่ 7 – การพิพากษา (Part 2)

กระทู้สนทนา
พวกเราเดินออกไปยังอีกฝั่งของตัวปราสาท ด้วยเสียงท้องร้องของแต่ละคน มันน่าแปลกที่เรามาพักที่นี่กับเกือบครึ่งวัน แต่ข้าวแม้แต่จานเดียวยังไม่ได้กิน ไม่มีทหารยืนเฝ้าที่หน้าประตูห้องของเจนีวาอย่างที่เคยเป็น ผมจึงพยายามจะเปิดประตูเข้าไปและมันก็คงทำได้ถ้าเทรซี่และแมทไม่ได้พยายามห้ามไว้ พวกเธอรู้สึกกลัวว่าเจนีวาจะไม่พอใจและอาจทำร้ายพวกเราด้วยเวทมนตร์อีกครั้ง
          “เธอจะกลัวอะไร” ผมรู้สึกอึดอัดที่เรามายืนอยู่หน้าห้องของเธอแบบนี้
          “นายไม่กลัวแต่ฉันกลัวนะ”
          “งั้นรออยู่ข้างนอกละกัน เทรซี่ ฉันจะเข้าไปคนเดียว”
          ไม่ทันที่ผมจะได้จับลูกบิดประตู ประตูก็ถูกเปิดออก เมสันและทหารอีกนายเบียดตัวออกมาจากประตู ที่ดูใหญ่แต่เล็กลงถนัดตา ผมถอยหลังสองสามเก้าก่อนที่จะเงยหน้ามองเขา
          “เจ้ากำลังจะไปไหน” เขาพูดอย่างไม่สบอารมณ์
          “ฉันจะเข้าไปข้างใน”
          “ที่นี่เขตหวงห้าม เจ้าเข้าไปไม่ได้”
          “เมื่อวานฉันยังเข้าไปได้เลย แต่ไม่เป็นไร ถ้าฉันเข้าไม่ได้นายก็เดินกลับไปถามเจนีวาให้ฉันหน่อยว่าไม่คิดจะจัดแจงอาหารให้กับแขกอย่างพวกเราเลยเหรอ” ผมมองหน้าเมสันอย่างท้าทายโดยที่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมความรู้สึกนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ
          “แกมันจองหองมากนะ มนุษย์จากเอเธนส์”
          “นายจะขนลุกเมื่อรู้ว่าฉันเป็นใคร” ผมส่งสายตาที่โกรธเกี้ยวไปให้ เราจ้องตากันประเดี๋ยวและรอยยิ้มปีศาจก็ปรากฏบนใบหน้าของเขา
ก่อนที่ผมจะทำความเข้าใจกับอารมณ์นั้น ผมก็รู้สึกว่ามีมีดหลายพันด้ามกำลังกรีดร่างกายผมอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดทำให้ผมทรุดตัวลงพร้อมร้องด้วยความเจ็บปวดลั่นปราสาท เทรซี่รีบประคองตัวผมไว้ เธอทั้งสองพยายามช่วยคลายอุ้งมือที่เล็บกำลังจิกเนื้อหนังของตัวเอง แมทสับสนและไม่มีทางเลือกจึงกระโจนเข้าไปหาเมสันแต่เขากลับลงไปนอนจุกที่พื้นแทน ไมลีย์และคนอื่น ๆ กำลังวิ่งมาหาผมจากอีกฝั่ง
          “พอแล้ว เมสัน” เสียงเจนีวาดังขึ้น เธอยืนอยู่หน้าประตูห้อง มองผมอย่างไม่สู้ดีนัก ความเจ็บปวดของผมค่อย ๆ ทุเลาลง
          “เทเลอร์” ไมลีย์หวีดร้องด้วยความตกใจเมื่อเธอเห็นมือของเทรซี่เปื้อนเลือดเต็มไปหมด ผมค่อย ๆ คลายมือออกและหายใจหอบถี่ แพทริเซียยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เทรซี่เพื่อเอามาซับเลือดในมือผม เทรซี่กำลังร้องไห้
          “เมสัน เจ้าไปได้แล้ว” เจนีวาสั่ง เขาจึงโค้งคำนับให้เธอหนึ่งครั้ง แม้ว่าความเจ็บปวดและเจ็บใจจะมีมากกว่า แต่ผมก็รู้สึกยินดีที่มีคนเรียกชื่อผมและทำให้เมสันมองด้วยความละอายก่อนที่จะเดินจากไป ไม่ต้องพูดอะไรมากเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนี้ เพราะเมื่อมองจากสีหน้าและท่าทางของเจนีวาแล้ว ก็คงบอกได้ว่า เธอคงรู้สึกผิดไม่น้อย ที่เรื่องนี้เกิดขึ้นและครั้งนี้ มันค่อนข้างจะพิสดารที่แบบว่า เทรซี่ไม่พูดอะไร เธอได้แต่สะอึกสะอื้นและก้มซบผมลงที่หน้าอกเหมือนกับผมเพิ่งเสียชีวิตไปหมาด ๆ
          “พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่” เจนีวาเบือนหน้าออกจากผมที่กำลังจ้องมองอย่างเจ็บปวด
          “พวกเราแค่หิว” เทรซี่สูดน้ำมูกฟุดฟัด สายตาเธอชำเลืองแค่ชายกระโปรงยาวของเจนีวา
          “ข้าจะสั่งแม่บ้านให้นำอาหารไปให้พวกเจ้า แล้วพรุ่งนี้สมาคมลับแห่งเฮอร์มอสจะมาที่นี่เพื่อตัดสิน ไปพบข้าตอนเก้าโมงเช้าที่ห้องหมายเลขสองด้วย” เธอพูดก่อนที่จะเดินเข้าห้องไป ทหารยามสองคนก็เดินออกมาเฝ้าประตูตามเดิมและแนะนำให้พวกเราลงไปสถานพยาบาลข้างล่าง
          “พาเทเลอร์และแมทไปห้องพยาบาลเถอะ” เชนนิ่งพูดพร้อมช่วยพยุงแมทขึ้นจากพื้น ไมลีย์พูดไม่ออกและทุก ๆ คนคงรู้สึกช็อคกับเหตุการณ์นี้

          เทรซี่เดินมาพร้อมขวดยาต่าง ๆ มากมายหลังจากที่เธอเพิ่งอะลาวาดพยาบาลในสถานพยาบาล
          “ไม่อยากจะเชื่อ” เธอบ่นเสียงดัง “คนที่นี่เป็นอะไรกันไปหมด”
          “เธอได้อะไรมาบ้าง” แพทริเซียถาม
          “ไม่รู้เหมือนกัน” เทรซี่บอก “ฉันเห็นอะไรก็หยิบมาหมดเลย”
          “โอเค...พาเทเลอร์ไปล้างแผลก่อน เดี๋ยวฉันจะจัดการเรื่องยาเอง” แพทริเซียพูดขึ้น “ฉันเรียนพยาบาลมา”
          ผมลุกขึ้นไปล้างมือตรงอ่างน้ำ แพทริเซียกำลังเปิดขวดยาแต่ละขวดเพื่อดม คาดว่าเธอคงอ่านภาษาที่ติดข้างขวดไม่ออก
          “ยาทาใช่ไหม” ผมถามแพทริเซียหลังจากเทรซี่และไมลีย์ประคองตัวผมมานั่งที่เตียง เธอหัวเราะเบาๆ
          “ไม่ต้องกลัวหรอก ยาที่นี่กับที่โลกของเรากลิ่นเหมือนกัน ฉันแยกออก”
          “ที่โรงเรียนเธอสอนให้ดมยาด้วยเหรอ” เชนนิ่งถามด้วยความสงสัย
          “ไม่หรอก แต่ตอนนี้ก็มีแต่วิธีนี้ที่จะบอกได้ว่า ยาตัวไหนเป็นอะไร” เธอยิ้ม
          เธอราดน้ำใส ๆ บนมือผม ผมเดาว่าคงเป็นน้ำเกลือ แต่มันก็ทำให้ผมสะดุ้งสุดตัวเมื่อน้ำนั้นไหลผ่านมือผม “เป็นไง เจ็บมากเหรอ” เทรซี่ถามด้วยความเป็นห่วง
          “นี่มันยังน้อยกว่าที่ฉันเจอเมื่อกี้” ผมตอบ
          “ทำไมเขาทำกับเธอแบบนี้ พี่ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ” เทรซี่พูดขึ้น
          “ไม่รู้สิ” ผมยักไหล่ “เขาคงไม่ชอบขี้หน้าฉันละมั้ง”
          “พี่ว่าเรากลับบ้านเถอะ เทย์” ไมลีย์พูดหลังจากที่เงียบไปพักใหญ่ เธอมักเป็นแบบนี้ประจำ เธอจะหยุดคิดเมื่อเจอกับสถานการณ์ที่กดดัน
          “ไม่ ไมล์ ผมมาไกลมากเกินกว่าที่จะถอยกลับแล้ว ถ้าพี่กลัวพี่กลับไปก่อนก็ได้”
          “พี่ไม่ได้ห่วงตัวเองเลย พี่ห่วงเธอต่างหาก ถึงพี่อยู่นี้เป้าหมายของเขาก็ไม่ใช่พี่อยู่ดี แต่มันเป็นเธอ”
          “ถึงผมกลับไป ผมก็ต้องกลับมาที่นี่ใหม่อยู่ดี” ผมก้มดูแผลเหวอะบนมือของผม “พรุ่งนี้เราก็จะถูกตัดสิน เราจะใช้โอกาสนั้นพาแพทริคและแพทริเซียออกไปจากที่นี่ แล้วถ้าใครจะไปกับฉันก็ค่อยว่ากัน”
          “ขอฉันพูดอะไรหน่อยนะ” แพทริเซียขณะที่กำลังทำแผลให้ผม “วันที่เราอยู่ใต้ประตูชัย ตอนที่เชนนิ่งถามเทเลอร์ว่าจะให้พวกฉันไปกับเธอไหน ฉันไม่ได้กลัวว่าพวกเธอจะไปที่ไหนหรอก แต่ฉันกลัวว่าพวกเธอจะไม่พาฉันไปจากตรงนั้นมากกว่า เมื่อคืนนี้ฉันกับแพทริคคุยกันแล้วว่าเราอยากจะอยู่ที่นี่กับพวกเธอ”
          “เธออยู่ที่นี่ไม่ได้หรอก”
          “เรากลับไปที่นั่นเราก็ไม่มีใครอยู่ดี เราเพิ่งรู้ว่าเวลาทั้งสองที่ต่างกันมากขนาดนี้ ถ้าเรากลับไป ทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนไปหมดแล้ว ฉันคงเรียนไม่จบ ส่วนแพทริคต้องเจอไล่ออกจากที่ทำงานแน่ ๆ ห้องเช่าของเราคงถูกยึด อะไร ๆ มันคงวุ่นวายพอตัว”
          “แล้วพ่อแม่เธอล่ะ” เชนนิ่งถาม
          “ท่านเสียชีวิตตอนเราอายุสิบสี่ปี”
          “ฉันขอโทษนะ” เชนนิ่งพูด  
          “ไม่เป็นไรหรอก” แพทริเซียยิ้ม “ว่าไงเทเลอร์ ให้ฉันอยู่กับนายที่นี่ได้ไหม” เธอส่งสายตาวิงวอนมาหาผมอีกครั้ง
          “งั้น คืนนี้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม เราจะหนีไปจากที่นี่ด้วยกัน” ผมตัดสินใจทันทีโดยไม่ต้องคิด ในใจลึก ๆ ของผมต้องการคนพวกนี้อยู่กับผมมากแม้ว่าผมรู้ว่ามีอันตรายรอพวกเราอยู่ข้างหน้าก็ตาม ผมรู้ว่ามันเห็นแก่ตัวเป็นอย่างมากที่ให้พวกเขาเข้ามายุ่งกับเรื่องพวกนี้ แต่ถ้าพวกเขาอยู่แล้วมันทำให้ความกลัวในจิตใจมันหายไป ผมก็จะทำ

          ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ว่าน้อยคงที่จะเข้าใจกับทฤษฎีสัมพัทธภาพ เช่นเดียวกับ เวลาคนเรารออะไรก็ด้วยความตั้งใจ มันดูเหมือนว่าเวลาจะเดินช้าลง ช้าลงทุกที และตอนนี้ผมก็เป็นแบบนั้น ผมรู้สึกว่ากว่าตะวันจะลับฟ้ามันดูยาวนานเป็นแรมปี

          “แมทว่าไง เจอไหม” ผมถามแมทที่เพิ่งกลับมาจากห้องของไมลีย์และเชนนิ่ง
          “ไม่เห็นเลย” แมทดูกังวล “คงไม่เกิดเรื่องแย่ ๆ นะ”
          “ไม่หรอกมั้ง” ผมพูดปลอบใจตัวเอง
          “ขอโทษ ขอโทษ” ทั้งคู่เดินเข้ามาที่ห้องผมอย่างร้อนรน
          “พวกนายไปไหนมาเนี่ย” ผมถามอย่างเป็นห่วง
          “ไปเอาขนมปังจากในครัวมา” เชนนิ่งตอบ “นายคงไม่อยากอดตายก่อนไปถึงบาเรียน่าหรอกมั้ง”
          “แล้วนายรู้ว่าห้องครัวอยู่ไหนได้ไง”
          “เราตามแม่บ้านที่เอาอาหารมาให้ตอนเย็นไป มันอยู่บริเวณชั้นใต้ดินด้านหลังของปราสาท” เชนนิ่งรีบบอก และไมลีย์วางของพะรุงพะรังบนพื้น ไมลีย์รีบวิ่งเข้าไปเอากระเป๋าที่อยู่ในห้องอย่างรวดเร็ว เธอเทของที่ไม่จำเป็นออกและเก็บของกินลงในกระเป๋า
          “แผนเราเป็นแบบนี้” ผมพูด “เราจะออกจากที่นี้ทางด้านข้าง แต่มีทหารสองคนยืนอยู่ตรงประตูข้างเหมือนกัน ฉันจะไปล่อพวกนั้นให้มาที่หลังปราสาท แมทกับเชนนิ่งจะจัดการ แล้วแพททริคจะพาผู้หญิงไปรอข้างนอกประตู นายเดินไปเรื่อย ๆ นะ จนถึงบ้านหลังแรก ให้หยุดรอตรงนั้น แล้วพวกฉันทั้งสามคนจะรีบไปหาให้เร็วที่สุด แต่ถ้าภายในสิบห้านาที พวกฉันยังไม่ตามมา ให้พวกเธอเดินไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องเลี้ยว เราจะเจอทางแยกที่ไพน์ตาย จำได้ใช่ไหม” เทรซี่พยักหน้า
          “ตรงนั้นมีตรอกเล็ก ๆ ตรอกเดียวที่อยู่ตรงกันข้าม เดินเข้าตรอกนั้นไป จะพบเพิงแล้วมีเด็กตัวเล็ก ๆ อาศัยที่นั่น บอกเขาว่าฉันคนที่ให้นาฬิกาแก่เขาให้พาพวกเธอไปอาณาจักรบาเรียน่า”  ผมมองหน้าทุกคน
          “ไม่พี่จะไปกับเธอด้วย”
          “ไมล์ ผมขอสักครั้ง...ไปกับแพทริคนะ”
          “แต่…” เธออ้าปาก
          “เทเลอร์ไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะดูแลเอง” แพทริคให้คำมั่น
          “โอเค ตามนี้” ผมบอกและไมลีย์กระโดดเข้ากอดผมด้วยความเป็นห่วง ผมรู้สึกอายนิด ๆ ที่ถูกกอดต่อหน้าทุกคนแบบนี้
          “พอแล้ว ไมล์” ผมหน้าแดง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่