ทั้งหมดนี้ ..... เป็นเพียง "เรื่องแต่ง" เท่านั้นครับ
EP.1
“หมออยากดึงยูเข้ามากอดแน่นๆให้กำลังใจยูนะ แต่ยูรู้ใช่มั้ยว่าไอทำไม่ได้”
“ไม่เป็นไรครับ”
นี้อาจจะเป็นคำพูดที่เป็นพลังบวกในชีวิตครั้งสุดท้ายที่ผมได้รับบนโลกนี้ก็ได้ ….
อย่างน้อยมันก็ทำให้ทุกอย่างในใจผมมันเริ่มสงบลงหลังจากที่กรีดร้องมาเป็นเวลานาน ....
นานจนลืมไปแล้วว่ารสชาติของความสุขที่เคยเกิดขึ้นภายในจิตใจครั้งสุดท้ายตอนไหนกัน
ถึงแม้ว่าหมอจะไม่ได้กอดผมจริง แต่หมอกอดผมด้วย “Ghost hug” แบบ you can’t feel it but it’s here
ด้วยคำพูด ความเข้าอกเข้าใจ และความเป็นห่วงเป็นใยที่หมอมีให้ผมไปเรียบร้อยแล้วแหละ
แต่ถึงยังไง มันก็ไม่ได้ช่วยให้เสียงในใจของผมที่อยากจบตำนานการเป็น f*cking loser ให้เบาลงได้เลยแม้แต่เดซิเบลเดียว
ความต้องการนี้มันยังคงดังชัดทุกวินาทีมาตลอดเวลาปีกว่าๆที่ผ่านมา
ปีกว่าๆกับการพยายามใช้ชีวิตให้เป็นปกติ แม้ภายในใจผมจะกรีดร้องออกมาเมื่อต้องแบกโลกทั้งใบที่หนักอึ้งไว้คนเดียว
ผมจำไม่ได้เลยว่าพ่อกับแม่เคยรักกันครั้งสุดท้ายตอนไหน ผมไม่เคยได้ลิ้มรสความรู้สึกของภาพครอบครัวอบอุ่น พ่อ แม่ ลูก ที่รักกัน
ตั้งแต่ความทรงจำในวัยเด็ก ในทุกๆคืนผมมักนอนหลับไปพร้อมกับเสียงสบถ ด่า และถ้อยคำหยาบคายที่พ่อกับแม่ใช้ต่อสู้กัน
แล้วตื่นมาพร้อมกับการวางตัวของท่านทั้งสอง ที่เหมือนกับว่าเมื่อคืนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
แต่ถึงแม้ว่าผมจะเติบโตมาในครอบครัวที่มีสถานะภาพกระท่อนกระแท่น จะตัดก็ไม่ขาด จะต่อก็ไม่ติดแบบนี้
มันก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่าขาดความรักหรือความอบอุ่นเลยแม้แต่น้อย เพราะพ่อของผม
ท่านพยายามทำทุกอย่างให้ผมได้รับการเติมเต็มและเติบโตขึ้นเหมือนเด็กบ้านอื่นๆ
ท่านได้ให้ความรักและความอบอุ่นกับผมมาอย่างเต็มเปี่ยมจนล้นหัวใจ ท่านเป็นทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน
ถึงแม้ว่าบางครั้งท่านเองก็รับภาระหน้าที่และแบกรับปัญหาที่เกินตัว แต่ท่านก็พูดกับผมให้ผมสบายใจอยู่เสมอว่า
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง ป๊าไหว แค่นี้สบายมาก ตั้งใจเรียน ไม่เกเรให้ป๊าชื่นใจก็พอ”
ด้วยประโยคที่ท่านมักบอกกับผมแบบนี้ บวกกับการรับรู้ว่ามาโดยตลอดว่าท่านต้องแบกรับปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ครอบครัวที่มีรอยร้าวมากเกินกว่าจะเยียวยา ปัญหาหนี้สินและการเงินทางบ้านไว้ด้วยตัวเอง
ผมจึงสัญญากับตัวเองมาตลอด ว่าจะไม่ก่อปัญหาหรือนำปัญหาของตัวเองกลับบ้านไปให้ท่านต้องแบกรับอะไรเพิ่มอีกแล้ว
แต่ความรักและความอบอุ่นที่ผมได้มาจนล้นใจจากพ่อนั้น มันก็ไม่ได้ช่วยให้บาดแผลในใจผมดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
เคยได้ยินกันไหมครับ ที่เขาบอกว่า เด็กคือผ้าขาว ถ้าเปื้อนสีดำแล้ว เอาสีอื่นมาแต่งแต้มยังไงมันก็ยังมีสีดำอยู่ดี ……
ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับแม่ไม่ลงรอยกันเท่าไหร่ ทุกๆวันผมจะพูดกับแม่แค่คำว่า “แม่ สวัสดีครับ” ก่อนจะจากบ้านไปโรงเรียน
ในความรู้สึกของผมนั้น แม่คงเป็นเหมือนคนแปลกหน้าที่อยู่บ้านหลังเดียวกัน
มันเลยทำให้ผมรู้ตัวตั้งแต่จำความได้แล้วว่า ไม่ว่าผมจะเจอปัญหาอะไรก็ตามในชีวิตต่อจากนี้ไป ผมจะต้องแก้มันด้วยตัวเองให้ได้
แต่โลกก็ไม่ได้ใจร้ายใจดำกับผมขนาดนั้น เมื่อผมได้พบเจอกับเพื่อนคนหนึ่งที่ชื่อ “แพร”
ซึ่งเธอจะคอยช่วยเหลือและให้กำลังใจผมอยู่เสมอมา
เธอเปรียบเสมือนคนเดียวในชีวิตที่ผมพร้อมจะแบ่งปันทุกเรื่องราวในชีวิตกับเธอโดยไม่ลังเล
เธอมักจะช่วยให้ผมผ่านปัญหาต่างๆในชีวิตไปได้เสมอไม่ว่าปัญหานั้นจะใหญ่แค่ไหนก็ตาม
จนเราพัฒนาความสัมพันธ์เป็นสถานะที่คบหากันแบบไม่ผูกมัดใดๆ
เราสองคนต่างยอมปล่อยอีกฝ่ายหนึ่งให้เดินจากไปได้ หากผมหรือเธอต้องการจะไปเจอคนที่ดีกว่า
เวลาผ่านไป จนทำให้ 2 คนต้องอยู่ห่างจากกันเพราะเข้าเรียนกันคนละเรียนมหาวิทยาลัย
แต่ถึงอย่างนั้นเราทั้งสองก็ยังคบหากันอย่างนี้ โดยที่ไม่มีเรื่องใดๆที่สามารถทำลายหรือบั่นทอนความสัมพันธ์ของเราทั้งสองคนลงได้
จนกระทั่ง …..
คืนวันก่อนสอบไฟนอลวิชาแรก ในปี1ของผม
เธอขับรถมอเตอร์ไซค์ชนต้นไม้ข้างทางระหว่างทางกลับบ้านจนเสียชีวิต
ณ วินาทีนั้นเหมือนโลกทั้งใบแตกสลายลงในพริบตา
สิ่งที่ผมเสียใจที่สุดนั้นคือ .... ผมเองที่เป็นคนสอนเธอให้ขับมอเตอร์ไซค์
ผมคงสรรหาถ้อยคำมาอธิบายความรู้สึกในวันนั้นไม่ได้
ไม่รู้ว่าจะหาคำใดมาเปรียบเทียบได้ว่า ความเสียใจนี้มันเยอะขนาดไหน มันแย่ขนาดไหน และมันเจ็บปวดขนาดไหน
เพราะถึงแม้ว่า เรื่องราวของแพรมันจะผ่านมาเป็นระยะเวลาเนินนานแค่ไหนก็ตาม
บาดแผลยังคงสร้างความเจ็บปวดและรู้สึกผิดภายในจิตใจได้อย่างไม่เคยจางหายเลยแม้แต่น้อย
พวกคุณคงไม่อยากจินตนาการถึงวันที่ต้องสูญเสียคนที่เป็นทุกอย่างในชีวิตของคุณมาตลอด 8 ปี
แล้วอยู่ๆวันหนึ่งคุณก็ตื่นขึ้นมาก็พบว่า คุณไม่มีวันจะได้พูดอะไรกับเขาอีกแล้ว
ถึงแม้ว่าคุณอยากคิดถึงเขาแค่ไหน อยากกอดเขาแค่ไหนก็ตาม
เขาทำได้แค่อยู่กับคุณในความทรงจำของคุณเท่านั้น
มันทรมานมากเลยนะ
มันทรมานมากจริงๆ
“ขอโทษนะที่เราเลือกที่จะไปเรียนอยู่มหาวิทยาลัยที่ไกลบ้าน เพราะไม่อยากรับรู้ปัญหาจากที่บ้านอีกแทนที่จะเลือกอยู่กับเธอ
ขอโทษที่วันนั้นไม่ได้เป็นคนไปส่งเธอที่บ้านเหมือนที่เราเคยทำ ขอโทษที่สอนชับมอเตอร์ไซค์นะ”
ผมมักจะพูดคำพวกนี้ต่อหน้าหลุมศพเธอเสมอทุกครั้งที่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยียน
และตั้งแต่ผมได้สูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตไป ชีวิตเราเริ่มเคว้งคว้างเหมือนเข็มทิศพังๆ ที่หมุนวนอยู่ตลอดเวลา
จากเดิมที่เคยแบ่งเบาปัญหาที่เจอกับเธอ
แต่จากนี้ไปผมต้องใช้ชีวิตแบบไม่มีเธอต่อไปและ ทำให้ผมตัดสินใจเก็บทุกความรู้สึกแย่ที่เจอไว้กับตัวเอง
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในทุกๆคืนตั้งแต่วันนั้น
จนถึงทุกวันนี้ผมยังคงฝันถึงเธอคนนั้นเสมอมา
บางครั้งก็คิดถึงเธอจนนอนไม่หลับ
บางครั้งผมเลือกที่จะไม่นอนเลยทั้งคืนเพราะไม่อยากฝันถึงเธอ แล้วตื่นมาด้วยความเจ็บปวดในตอนเช้าของอีกวัน
แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ผมทำได้แค่พยายามปลอบใจพังๆกับโลกพังๆของตัวเองว่า everything have go on
ผมต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของผมต่อไป ใช้ชีวิตอยู่เพื่อเธอ ใช้ชีวิตอยู่เพื่อสานต่ออะไรหลายๆอย่างที่เธอเคยอยากทำแต่ไม่ได้ทำ
อยากเที่ยวแต่ยังไม่ไป พร้อมกับพูดเลียนแบบ super dad ของผมว่า
“ไม่ต้องเป็นห่วงนะ เราไหว แค่นี้เอง สบายมาก นอนหลับพักผ่อนให้สบายนะ เธอเหนื่อยมาเยอะแล้ว เอาไว้เจอกันเมื่อถึงเวลานั้นนะ”
ทั้งๆที่พยายามปลอบใจตัวเองตลอดเวลาแล้ว แต่ทำไม ….. ทำไมในใจผมกลับไม่เคยรู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย …. ทำไมกันนะ
แล้วช่วงเวลาก็ค่อยๆผ่านไป จนกระทั่ง ….. ผมขึ้นปี 4
ปี4 ช่วงเวลาสุดท้ายของการใช้ชีวิตการเป็นนักศึกษามหา’ลัย ปีนี้คงเป็นปีที่ผมต้องพบเจอปัญหามากที่สุด
รู้สึกแย่ที่สุด เศร้าที่สุด แต่ก็มีความสุขมากที่สุดภายในปีเดียวกัน
คงจะพอรู้จัก “โปรเจคจบ” กันใช่มั้ยครับ .... นั่นแหละ
พอเริ่มขึ้นปี 4 ผมก็ตั้งใจเรียนและทุ่มแรงกายแรงใจให้กับโปรเจคจบตัวร้าย ที่ต้องทำให้เสร็จภายใน 2 เทอม
ซึ่งนั่นก็แปลว่า ภายในปลายเทอม1หรือปิดเทอม
ผมต้องเริ่มทำการทดลองตามหัวข้อโปรเจค เพื่อจะมีผลการทดลองออกมาเขียนเล่มโปรเจค
แต่ด้วยความห่วยแตกของผมเองที่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน
ผมก็ยังเซ็ตและวางแผนการทดลองให้เป็นไปตามความต้องการของอาจารย์ที่ปรึกษาโปรเจคไม่ได้
จนเวลาล่วงเลยไปถึงผิดเทอม1 ผมก็ยังไม่ได้เริ่มการทดลอง
ผมได้แต่ถามตัวเองว่า ผมทำพลาดตรงไหน ผมนั่งหาเปเปอร์หรือหนังสือเกี่ยวกับโปรเจคที่ผมทำ อ่าน อ่าน อ่าน และอ่าน
ผมพยายามมากจนกระทั่งแบกหน้าเข้าไปหาอาจารย์คณะอื่นที่คิดว่าพอจะช่วยได้ ไปปรึกษาท่านเกือบทุกวันจนสนิทกับยามคณะนั้น
ระหว่างเทอมนั้นผมก็เดินเข้า-ออกห้องพักอาจารย์โปรเจคเป็นว่าเล่นเกือบตลอดทั้งเทอม แต่ละครั้งที่ผมเข้าพบกับอาจารย์ผมเตรียมคำพูด
เตรียมแผนการทดลอง เตรียมข้อมูลอ้างอิงจากเปเปอร์ต่างๆมาเป็นอย่างดี ร่างคำพูดลงในกระดาษ
แล้วฝึกพูดมาเป็นอย่างดีเพื่อที่จะได้พูดอย่างลื่นไหล ไม่สะดุดหรือตะกุกตะกักให้อาจารย์รำคาญ แต่แทบทุกครั้งที่ผมเข้าไป
ผมกลับได้พูดสิ่งที่ผมเตรียมมาแค่ไม่กี่ประโยคบอกเล่า แล้วก็ต้องเดินคอตก ออกจากห้องพักอาจารย์มาเกือบทุกครั้ง
“คุณคิดได้แค่นี้เองเหรอ”
“มีสมองแค่นี้เหรอ มีแค่คั้นหูเนี่ยนะ”
“มาอีกละ คราวนี้อะไรอีกล่ะ”
“ฉันเสียเวลากับคุณมามากแล้วนะ เมื่อไหร่จะได้เรื่องสักที”
“อะไรเข้าสิงคุณให้คิดแบบนี้”
“เห็นเกรดเยอะๆเนี่ย คิดได้แค่นี้เอง หึ”
“ถ้าคิดได้แค่นี้ ลาออกไปดีกว่ามั้ง”
“หนักบ้างไหม ขี้เลื่อยในสมองน่ะ”
“ฉันไม่น่ารับคุณเข้ามาเลย ภาระ”
“กินข้าวเข้าไปเนี่ย ไปไหนหมด ไปเลี้ยงสมองบ้างไหม หรือว่าไม่มี”
“อาจารย์คณะ…แนะนำมา แล้วคุณก็เชื่อเขาเหรอ มันใช้ได้ไหม ไปถามทำไม”
“แค่นี้คิดไม่ได้ ก็ไม่ต้องจบ เรียนซ้ำไปเถอะ”
"'ง่าว"
และอีกมากมายหลายคำ จนกระทั่งผมเริ่มเก็บคำพูดทิ่มแทงจิตใจเหล่านี้ไปฝัน ฝัน ฝัน แล้วก็ฝัน
จนเวลาผ่านไปเกือบจะปิดเทอม1 รู้ตัวอีกทีผมก็กลายเป็นมนุษย์กลายพันธ์ ที่มีความสามารถพิเศษไม่หลับไม่นอนได้หลายอาทิตย์ติดๆกัน
นั่งเรียนไม่รู้เรื่อง อ่านหนังสือ2บรรทัดจับใจความไม่ได้ จมดิ่งอยู่กับคำพูดและความรู้สึกแย่ๆ
คืนหนึ่งที่ผมได้ยืนอยู่บนขอบดาดฟ้าชั้น11ของตึกคณะ … ถ้าเป็นวันก่อนๆหน้านั้นที่ผมมีความสุขดี
ผมคงรู้สึกสงบและผ่อนคลายกับแสงและภาพบรรยากาศจากเมืองทั้งเมืองที่สวยงามจนผมบรรยายมันไม่ถูก
แต่วันนั้นผมกลับไม่รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับภาพที่ผมเคยชอบมองนั้นเลย
จิตใจผมกลับดิ่งลงไปถึงพื้นลานจอดรถใต้ตึกคณะ พร้อมกับความรู้สึกที่มันดังกลบความเงียบและความคิดทั้งปวง
“โดดเหอะ จบทุกอย่างเลยนะ แค่โดดเอง จะได้ไม่ต้องแบกรับอะไรแล้วไง แค่โดดเอง อยู่อย่าสงบแล้วจบทุกอย่างไง”
และไม่ว่าผมจะให้โอกาสตัวเองได้คิดทบทวนว่า
“เห้ย นี้กูจะทำแบบนี้จริงๆเหรอว่ะ”
ในความรู้สึกของผมมันก็จะบอกกลับมาว่า
“เออ โดดเหอะ จบทุกอย่าง”
คิดอยู่แบบนี้วนไป-วนมาจนถึงเช้า
..... เอ๊ะ คนปกติเขาเป็นแบบนี้เหรอว่ะ .... ก็ไม่หนิ “หรือว่ากูผิดปกติว่ะ”
และเหมือนผมตั้งสติได้บ้าง ตัดสินใจกลับหอ อาบน้ำ แต่งตัว แล้วตรงดิ่งไปหาโรงพยาบาลทันที
ทันทีที่ยืนบัตรคิวที่เคาเตอร์พยาบาลวอร์ดจิตเวช น้าพยาบาลถามผมด้วยคำพูดแค่คำเดียวว่า
“วันนี้เป็นยังไงบ้างค่ะ” ด้วยนำเสียงที่อบอุ่นสุดหัวใจ
ความรู้สึกของผมทั้งหมดขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ น้ำตาเอ่อล้น …. ... .... ตลอดเวลาที่ผ่านมานานหลายปี ไม่เคยมีใครถามคำถามแบบนี้กับผมเลย
ผมพยายามกลืนทุกอย่างที่จุกตรงคอลงไป กระพริบตาถี่ๆไล่น้ำตากลับต่อม แต่เหมือนจะไม่เป็นผล
เมื่อประโยคที่สองออกมาจากปากน้าพยาบาลว่า
“มีอะไรบอกพยาบาลได้นะ”
เท่านั้นแหละครับ เท่านั้นจริงๆ ผมปล่อยโฮ ร้องไห้ออกมาแบบเป็นบ้าเป็นหลั่ง
เหมือนความเจ็บปวดที่ผมพยายามซ่อนมันไว้ตลอดมามีคนมาค้นพบเจอ
เหมือนกล่องสมบัติที่ถูกซ่อนเอาไว้ใต้มหาสมุทรลึกหลายพันกิโลเมตรได้ค้นพบ
เป็นครั้งแรกที่ผมร้องไห้ต่อหน้าคนที่ไม่รู้จักหลายสิบคนโดยไม่อาย
หลังจากนั้นผมก็ได้กรอกประวัติ ทำแบบสอบถาม และนั่งรอพบจิตแพทย์
Senior depression : มนุษย์ดาวเศร้าบนโลกใบนี้
EP.1
“หมออยากดึงยูเข้ามากอดแน่นๆให้กำลังใจยูนะ แต่ยูรู้ใช่มั้ยว่าไอทำไม่ได้”
“ไม่เป็นไรครับ”
นี้อาจจะเป็นคำพูดที่เป็นพลังบวกในชีวิตครั้งสุดท้ายที่ผมได้รับบนโลกนี้ก็ได้ ….
อย่างน้อยมันก็ทำให้ทุกอย่างในใจผมมันเริ่มสงบลงหลังจากที่กรีดร้องมาเป็นเวลานาน ....
นานจนลืมไปแล้วว่ารสชาติของความสุขที่เคยเกิดขึ้นภายในจิตใจครั้งสุดท้ายตอนไหนกัน
ถึงแม้ว่าหมอจะไม่ได้กอดผมจริง แต่หมอกอดผมด้วย “Ghost hug” แบบ you can’t feel it but it’s here
ด้วยคำพูด ความเข้าอกเข้าใจ และความเป็นห่วงเป็นใยที่หมอมีให้ผมไปเรียบร้อยแล้วแหละ
แต่ถึงยังไง มันก็ไม่ได้ช่วยให้เสียงในใจของผมที่อยากจบตำนานการเป็น f*cking loser ให้เบาลงได้เลยแม้แต่เดซิเบลเดียว
ความต้องการนี้มันยังคงดังชัดทุกวินาทีมาตลอดเวลาปีกว่าๆที่ผ่านมา
ปีกว่าๆกับการพยายามใช้ชีวิตให้เป็นปกติ แม้ภายในใจผมจะกรีดร้องออกมาเมื่อต้องแบกโลกทั้งใบที่หนักอึ้งไว้คนเดียว
ผมจำไม่ได้เลยว่าพ่อกับแม่เคยรักกันครั้งสุดท้ายตอนไหน ผมไม่เคยได้ลิ้มรสความรู้สึกของภาพครอบครัวอบอุ่น พ่อ แม่ ลูก ที่รักกัน
ตั้งแต่ความทรงจำในวัยเด็ก ในทุกๆคืนผมมักนอนหลับไปพร้อมกับเสียงสบถ ด่า และถ้อยคำหยาบคายที่พ่อกับแม่ใช้ต่อสู้กัน
แล้วตื่นมาพร้อมกับการวางตัวของท่านทั้งสอง ที่เหมือนกับว่าเมื่อคืนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
แต่ถึงแม้ว่าผมจะเติบโตมาในครอบครัวที่มีสถานะภาพกระท่อนกระแท่น จะตัดก็ไม่ขาด จะต่อก็ไม่ติดแบบนี้
มันก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่าขาดความรักหรือความอบอุ่นเลยแม้แต่น้อย เพราะพ่อของผม
ท่านพยายามทำทุกอย่างให้ผมได้รับการเติมเต็มและเติบโตขึ้นเหมือนเด็กบ้านอื่นๆ
ท่านได้ให้ความรักและความอบอุ่นกับผมมาอย่างเต็มเปี่ยมจนล้นหัวใจ ท่านเป็นทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน
ถึงแม้ว่าบางครั้งท่านเองก็รับภาระหน้าที่และแบกรับปัญหาที่เกินตัว แต่ท่านก็พูดกับผมให้ผมสบายใจอยู่เสมอว่า
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง ป๊าไหว แค่นี้สบายมาก ตั้งใจเรียน ไม่เกเรให้ป๊าชื่นใจก็พอ”
ด้วยประโยคที่ท่านมักบอกกับผมแบบนี้ บวกกับการรับรู้ว่ามาโดยตลอดว่าท่านต้องแบกรับปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ครอบครัวที่มีรอยร้าวมากเกินกว่าจะเยียวยา ปัญหาหนี้สินและการเงินทางบ้านไว้ด้วยตัวเอง
ผมจึงสัญญากับตัวเองมาตลอด ว่าจะไม่ก่อปัญหาหรือนำปัญหาของตัวเองกลับบ้านไปให้ท่านต้องแบกรับอะไรเพิ่มอีกแล้ว
แต่ความรักและความอบอุ่นที่ผมได้มาจนล้นใจจากพ่อนั้น มันก็ไม่ได้ช่วยให้บาดแผลในใจผมดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
เคยได้ยินกันไหมครับ ที่เขาบอกว่า เด็กคือผ้าขาว ถ้าเปื้อนสีดำแล้ว เอาสีอื่นมาแต่งแต้มยังไงมันก็ยังมีสีดำอยู่ดี ……
ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับแม่ไม่ลงรอยกันเท่าไหร่ ทุกๆวันผมจะพูดกับแม่แค่คำว่า “แม่ สวัสดีครับ” ก่อนจะจากบ้านไปโรงเรียน
ในความรู้สึกของผมนั้น แม่คงเป็นเหมือนคนแปลกหน้าที่อยู่บ้านหลังเดียวกัน
มันเลยทำให้ผมรู้ตัวตั้งแต่จำความได้แล้วว่า ไม่ว่าผมจะเจอปัญหาอะไรก็ตามในชีวิตต่อจากนี้ไป ผมจะต้องแก้มันด้วยตัวเองให้ได้
แต่โลกก็ไม่ได้ใจร้ายใจดำกับผมขนาดนั้น เมื่อผมได้พบเจอกับเพื่อนคนหนึ่งที่ชื่อ “แพร”
ซึ่งเธอจะคอยช่วยเหลือและให้กำลังใจผมอยู่เสมอมา
เธอเปรียบเสมือนคนเดียวในชีวิตที่ผมพร้อมจะแบ่งปันทุกเรื่องราวในชีวิตกับเธอโดยไม่ลังเล
เธอมักจะช่วยให้ผมผ่านปัญหาต่างๆในชีวิตไปได้เสมอไม่ว่าปัญหานั้นจะใหญ่แค่ไหนก็ตาม
จนเราพัฒนาความสัมพันธ์เป็นสถานะที่คบหากันแบบไม่ผูกมัดใดๆ
เราสองคนต่างยอมปล่อยอีกฝ่ายหนึ่งให้เดินจากไปได้ หากผมหรือเธอต้องการจะไปเจอคนที่ดีกว่า
เวลาผ่านไป จนทำให้ 2 คนต้องอยู่ห่างจากกันเพราะเข้าเรียนกันคนละเรียนมหาวิทยาลัย
แต่ถึงอย่างนั้นเราทั้งสองก็ยังคบหากันอย่างนี้ โดยที่ไม่มีเรื่องใดๆที่สามารถทำลายหรือบั่นทอนความสัมพันธ์ของเราทั้งสองคนลงได้
จนกระทั่ง …..
คืนวันก่อนสอบไฟนอลวิชาแรก ในปี1ของผม
เธอขับรถมอเตอร์ไซค์ชนต้นไม้ข้างทางระหว่างทางกลับบ้านจนเสียชีวิต
ณ วินาทีนั้นเหมือนโลกทั้งใบแตกสลายลงในพริบตา
สิ่งที่ผมเสียใจที่สุดนั้นคือ .... ผมเองที่เป็นคนสอนเธอให้ขับมอเตอร์ไซค์
ผมคงสรรหาถ้อยคำมาอธิบายความรู้สึกในวันนั้นไม่ได้
ไม่รู้ว่าจะหาคำใดมาเปรียบเทียบได้ว่า ความเสียใจนี้มันเยอะขนาดไหน มันแย่ขนาดไหน และมันเจ็บปวดขนาดไหน
เพราะถึงแม้ว่า เรื่องราวของแพรมันจะผ่านมาเป็นระยะเวลาเนินนานแค่ไหนก็ตาม
บาดแผลยังคงสร้างความเจ็บปวดและรู้สึกผิดภายในจิตใจได้อย่างไม่เคยจางหายเลยแม้แต่น้อย
พวกคุณคงไม่อยากจินตนาการถึงวันที่ต้องสูญเสียคนที่เป็นทุกอย่างในชีวิตของคุณมาตลอด 8 ปี
แล้วอยู่ๆวันหนึ่งคุณก็ตื่นขึ้นมาก็พบว่า คุณไม่มีวันจะได้พูดอะไรกับเขาอีกแล้ว
ถึงแม้ว่าคุณอยากคิดถึงเขาแค่ไหน อยากกอดเขาแค่ไหนก็ตาม
เขาทำได้แค่อยู่กับคุณในความทรงจำของคุณเท่านั้น
มันทรมานมากเลยนะ
มันทรมานมากจริงๆ
“ขอโทษนะที่เราเลือกที่จะไปเรียนอยู่มหาวิทยาลัยที่ไกลบ้าน เพราะไม่อยากรับรู้ปัญหาจากที่บ้านอีกแทนที่จะเลือกอยู่กับเธอ
ขอโทษที่วันนั้นไม่ได้เป็นคนไปส่งเธอที่บ้านเหมือนที่เราเคยทำ ขอโทษที่สอนชับมอเตอร์ไซค์นะ”
ผมมักจะพูดคำพวกนี้ต่อหน้าหลุมศพเธอเสมอทุกครั้งที่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยียน
และตั้งแต่ผมได้สูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตไป ชีวิตเราเริ่มเคว้งคว้างเหมือนเข็มทิศพังๆ ที่หมุนวนอยู่ตลอดเวลา
จากเดิมที่เคยแบ่งเบาปัญหาที่เจอกับเธอ
แต่จากนี้ไปผมต้องใช้ชีวิตแบบไม่มีเธอต่อไปและ ทำให้ผมตัดสินใจเก็บทุกความรู้สึกแย่ที่เจอไว้กับตัวเอง
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในทุกๆคืนตั้งแต่วันนั้น
จนถึงทุกวันนี้ผมยังคงฝันถึงเธอคนนั้นเสมอมา
บางครั้งก็คิดถึงเธอจนนอนไม่หลับ
บางครั้งผมเลือกที่จะไม่นอนเลยทั้งคืนเพราะไม่อยากฝันถึงเธอ แล้วตื่นมาด้วยความเจ็บปวดในตอนเช้าของอีกวัน
แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ผมทำได้แค่พยายามปลอบใจพังๆกับโลกพังๆของตัวเองว่า everything have go on
ผมต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของผมต่อไป ใช้ชีวิตอยู่เพื่อเธอ ใช้ชีวิตอยู่เพื่อสานต่ออะไรหลายๆอย่างที่เธอเคยอยากทำแต่ไม่ได้ทำ
อยากเที่ยวแต่ยังไม่ไป พร้อมกับพูดเลียนแบบ super dad ของผมว่า
“ไม่ต้องเป็นห่วงนะ เราไหว แค่นี้เอง สบายมาก นอนหลับพักผ่อนให้สบายนะ เธอเหนื่อยมาเยอะแล้ว เอาไว้เจอกันเมื่อถึงเวลานั้นนะ”
ทั้งๆที่พยายามปลอบใจตัวเองตลอดเวลาแล้ว แต่ทำไม ….. ทำไมในใจผมกลับไม่เคยรู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย …. ทำไมกันนะ
แล้วช่วงเวลาก็ค่อยๆผ่านไป จนกระทั่ง ….. ผมขึ้นปี 4
ปี4 ช่วงเวลาสุดท้ายของการใช้ชีวิตการเป็นนักศึกษามหา’ลัย ปีนี้คงเป็นปีที่ผมต้องพบเจอปัญหามากที่สุด
รู้สึกแย่ที่สุด เศร้าที่สุด แต่ก็มีความสุขมากที่สุดภายในปีเดียวกัน
คงจะพอรู้จัก “โปรเจคจบ” กันใช่มั้ยครับ .... นั่นแหละ
พอเริ่มขึ้นปี 4 ผมก็ตั้งใจเรียนและทุ่มแรงกายแรงใจให้กับโปรเจคจบตัวร้าย ที่ต้องทำให้เสร็จภายใน 2 เทอม
ซึ่งนั่นก็แปลว่า ภายในปลายเทอม1หรือปิดเทอม
ผมต้องเริ่มทำการทดลองตามหัวข้อโปรเจค เพื่อจะมีผลการทดลองออกมาเขียนเล่มโปรเจค
แต่ด้วยความห่วยแตกของผมเองที่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน
ผมก็ยังเซ็ตและวางแผนการทดลองให้เป็นไปตามความต้องการของอาจารย์ที่ปรึกษาโปรเจคไม่ได้
จนเวลาล่วงเลยไปถึงผิดเทอม1 ผมก็ยังไม่ได้เริ่มการทดลอง
ผมได้แต่ถามตัวเองว่า ผมทำพลาดตรงไหน ผมนั่งหาเปเปอร์หรือหนังสือเกี่ยวกับโปรเจคที่ผมทำ อ่าน อ่าน อ่าน และอ่าน
ผมพยายามมากจนกระทั่งแบกหน้าเข้าไปหาอาจารย์คณะอื่นที่คิดว่าพอจะช่วยได้ ไปปรึกษาท่านเกือบทุกวันจนสนิทกับยามคณะนั้น
ระหว่างเทอมนั้นผมก็เดินเข้า-ออกห้องพักอาจารย์โปรเจคเป็นว่าเล่นเกือบตลอดทั้งเทอม แต่ละครั้งที่ผมเข้าพบกับอาจารย์ผมเตรียมคำพูด
เตรียมแผนการทดลอง เตรียมข้อมูลอ้างอิงจากเปเปอร์ต่างๆมาเป็นอย่างดี ร่างคำพูดลงในกระดาษ
แล้วฝึกพูดมาเป็นอย่างดีเพื่อที่จะได้พูดอย่างลื่นไหล ไม่สะดุดหรือตะกุกตะกักให้อาจารย์รำคาญ แต่แทบทุกครั้งที่ผมเข้าไป
ผมกลับได้พูดสิ่งที่ผมเตรียมมาแค่ไม่กี่ประโยคบอกเล่า แล้วก็ต้องเดินคอตก ออกจากห้องพักอาจารย์มาเกือบทุกครั้ง
“คุณคิดได้แค่นี้เองเหรอ”
“มีสมองแค่นี้เหรอ มีแค่คั้นหูเนี่ยนะ”
“มาอีกละ คราวนี้อะไรอีกล่ะ”
“ฉันเสียเวลากับคุณมามากแล้วนะ เมื่อไหร่จะได้เรื่องสักที”
“อะไรเข้าสิงคุณให้คิดแบบนี้”
“เห็นเกรดเยอะๆเนี่ย คิดได้แค่นี้เอง หึ”
“ถ้าคิดได้แค่นี้ ลาออกไปดีกว่ามั้ง”
“หนักบ้างไหม ขี้เลื่อยในสมองน่ะ”
“ฉันไม่น่ารับคุณเข้ามาเลย ภาระ”
“กินข้าวเข้าไปเนี่ย ไปไหนหมด ไปเลี้ยงสมองบ้างไหม หรือว่าไม่มี”
“อาจารย์คณะ…แนะนำมา แล้วคุณก็เชื่อเขาเหรอ มันใช้ได้ไหม ไปถามทำไม”
“แค่นี้คิดไม่ได้ ก็ไม่ต้องจบ เรียนซ้ำไปเถอะ”
"'ง่าว"
และอีกมากมายหลายคำ จนกระทั่งผมเริ่มเก็บคำพูดทิ่มแทงจิตใจเหล่านี้ไปฝัน ฝัน ฝัน แล้วก็ฝัน
จนเวลาผ่านไปเกือบจะปิดเทอม1 รู้ตัวอีกทีผมก็กลายเป็นมนุษย์กลายพันธ์ ที่มีความสามารถพิเศษไม่หลับไม่นอนได้หลายอาทิตย์ติดๆกัน
นั่งเรียนไม่รู้เรื่อง อ่านหนังสือ2บรรทัดจับใจความไม่ได้ จมดิ่งอยู่กับคำพูดและความรู้สึกแย่ๆ
คืนหนึ่งที่ผมได้ยืนอยู่บนขอบดาดฟ้าชั้น11ของตึกคณะ … ถ้าเป็นวันก่อนๆหน้านั้นที่ผมมีความสุขดี
ผมคงรู้สึกสงบและผ่อนคลายกับแสงและภาพบรรยากาศจากเมืองทั้งเมืองที่สวยงามจนผมบรรยายมันไม่ถูก
แต่วันนั้นผมกลับไม่รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับภาพที่ผมเคยชอบมองนั้นเลย
จิตใจผมกลับดิ่งลงไปถึงพื้นลานจอดรถใต้ตึกคณะ พร้อมกับความรู้สึกที่มันดังกลบความเงียบและความคิดทั้งปวง
“โดดเหอะ จบทุกอย่างเลยนะ แค่โดดเอง จะได้ไม่ต้องแบกรับอะไรแล้วไง แค่โดดเอง อยู่อย่าสงบแล้วจบทุกอย่างไง”
และไม่ว่าผมจะให้โอกาสตัวเองได้คิดทบทวนว่า
“เห้ย นี้กูจะทำแบบนี้จริงๆเหรอว่ะ”
ในความรู้สึกของผมมันก็จะบอกกลับมาว่า
“เออ โดดเหอะ จบทุกอย่าง”
คิดอยู่แบบนี้วนไป-วนมาจนถึงเช้า
..... เอ๊ะ คนปกติเขาเป็นแบบนี้เหรอว่ะ .... ก็ไม่หนิ “หรือว่ากูผิดปกติว่ะ”
และเหมือนผมตั้งสติได้บ้าง ตัดสินใจกลับหอ อาบน้ำ แต่งตัว แล้วตรงดิ่งไปหาโรงพยาบาลทันที
ทันทีที่ยืนบัตรคิวที่เคาเตอร์พยาบาลวอร์ดจิตเวช น้าพยาบาลถามผมด้วยคำพูดแค่คำเดียวว่า
“วันนี้เป็นยังไงบ้างค่ะ” ด้วยนำเสียงที่อบอุ่นสุดหัวใจ
ความรู้สึกของผมทั้งหมดขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ น้ำตาเอ่อล้น …. ... .... ตลอดเวลาที่ผ่านมานานหลายปี ไม่เคยมีใครถามคำถามแบบนี้กับผมเลย
ผมพยายามกลืนทุกอย่างที่จุกตรงคอลงไป กระพริบตาถี่ๆไล่น้ำตากลับต่อม แต่เหมือนจะไม่เป็นผล
เมื่อประโยคที่สองออกมาจากปากน้าพยาบาลว่า
“มีอะไรบอกพยาบาลได้นะ”
เท่านั้นแหละครับ เท่านั้นจริงๆ ผมปล่อยโฮ ร้องไห้ออกมาแบบเป็นบ้าเป็นหลั่ง
เหมือนความเจ็บปวดที่ผมพยายามซ่อนมันไว้ตลอดมามีคนมาค้นพบเจอ
เหมือนกล่องสมบัติที่ถูกซ่อนเอาไว้ใต้มหาสมุทรลึกหลายพันกิโลเมตรได้ค้นพบ
เป็นครั้งแรกที่ผมร้องไห้ต่อหน้าคนที่ไม่รู้จักหลายสิบคนโดยไม่อาย
หลังจากนั้นผมก็ได้กรอกประวัติ ทำแบบสอบถาม และนั่งรอพบจิตแพทย์