สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 6
การให้ ไม่มีที่สิ้นสุด โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ นี่หายไปจากจิตสำนึก ของมนุษย์หลายคนเลยนะครับ เห็นมีแต่ผู้ไม่ได้เกี่ยวข้อง ออกมาคอมเม้นต์ ว่าให้การกุศล ให้ทีมสิ ทั้งที่คนเหล่านั้น เค้าตอบโจทย์การให้ ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่หวังผลตอบแทนแล้ว ถ้าคุณบอกว่า ก็นั่นมันเงินภาษีฉันที่เอาไปช่วยเหลือ ผมก็อยากตอบแทนไปว่า อย่างน้อย น้องๆเหล่านั้น ก็กลายเป็นผู้โปรโมทด้านดี ผมเน้นเลยอะ ว่าด้านดีของคนไทย ต่อประชาคมโลก ซึ่ง ต่อให้คุณมีงบ PR ก็ไม่ใช่คูณจะชิงพื้นที่สื่อ ของสำนักข่าวอย่าง รอยเตอร์ อัลจาซีระ บีบีซี และอื่นๆ ตลดสัปกใดาห์ได้นะครับ บางที ผมยังคิดเลย ว่า ถ้าน้องพวกนั้น รู้ความคิด อันโสมม ขอใช้คำนี้ นะครับ เขาคงขอตายไปดีกว่า ที่จะอยู่ร่วมสังคมกับพวกที่ ไม่รู้จัก คำว่าให้ โดยไม่หวังผลตอบแทน
ปล ไปอ่านกระทู้ คุณ ที่อยู้ห้องก้นครัว บ้างนะครับ ที่ ทำอาหารช่วยเหลือ คุณยายสถานสงเคราะห์ นั้นแหละครับ การให้ ให้อาหารอิ่มท้อง ให้โอกาส ให้ความหวัง โลกนี้ ต้องการผู้ให้ มากกว่าผู้รับ ครับ
ปล ไปอ่านกระทู้ คุณ ที่อยู้ห้องก้นครัว บ้างนะครับ ที่ ทำอาหารช่วยเหลือ คุณยายสถานสงเคราะห์ นั้นแหละครับ การให้ ให้อาหารอิ่มท้อง ให้โอกาส ให้ความหวัง โลกนี้ ต้องการผู้ให้ มากกว่าผู้รับ ครับ
เฌอเอมเทศ ถูกใจ, Jura_Mata ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1040843 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2472921 ถูกใจ, โมต สยอง, สาวน้อยวิ่งเปรี้ยว ถูกใจ, ยายแก่ลัลลา ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1838798 สยอง
ความคิดเห็นที่ 3
พวกที่ต้องมานั่งผ่ารายได้คนอื่นเนี่ย
ว่าง อิจ จน เครียด หรือว่าอะไร
คนที่เกี่ยวข้องคนอื่นๆ ยังไม่เห็นมีใครออกมาเรียกร้องอะไรเลย ตัวเลข 3.7 ล้าน นั่นก็สื่อผ่ากันเอง พวกไม่เกี่ยวทั้งนั้นที่ออกมาพูดเนี่ย
ว่าง อิจ จน เครียด หรือว่าอะไร
คนที่เกี่ยวข้องคนอื่นๆ ยังไม่เห็นมีใครออกมาเรียกร้องอะไรเลย ตัวเลข 3.7 ล้าน นั่นก็สื่อผ่ากันเอง พวกไม่เกี่ยวทั้งนั้นที่ออกมาพูดเนี่ย
สมาชิกหมายเลข 1040843 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2472921 ถูกใจ, โมต สยอง, ถุงเงินตัวส้ม ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 3509549 ทึ่ง
ความคิดเห็นที่ 2
ผลประโยชน์ที่ได้ควรยกให้องค์กรการกุศลทั้งหมด มีชีวิตรอดได้ก็เป็นบุญใหญ่หลวงแลัว ทุกคนควรเสียสละ
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
ผ่าผลประโยชน์ “หมูป่า The Movie” ค่าลิขสิทธิ์ที่ต้องหารแบ่งให้ชัดเจน
ณ เวลานี้เรื่องราวของ “ทีมหมูป่า” 13 ชีวิตติดถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย ก็ถูกนำกลับมาพูดถึงกันอีกครั้ง พลันที่มีข่าวว่าบริษัทสร้างภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก อย่างบริษัท ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ได้มอบเงินจำนวน 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 49 ล้านบาทให้กับทีมหมูป่า เป็นค่าลิขสิทธิ์ในการนำเรื่องราวไปดำเนินการสร้างเป็นภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่
49 ล้านบาท ถ้าหารตามจำนวน 13 คน ดังกล่าว ก็เท่ากับว่าจะได้ส่วนแบ่งกันคนละ 3.7 ล้านบาทเศษ
ทว่าในเวลาต่อมา กลับมีการชี้แจงสวนออกมาจาก “พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และในฐานะโฆษกคณะกรรมการสื่อสร้างสรรค์ ว่ายังไม่มีการพิจารณาไห้สิทธิในการสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับเรื่องราวของ 13 หมูป่าติดถ้ำหลวงกับผู้สร้างรายใดทั้งสิ้น
เอาจริงๆ ก่อนหน้านี้ ในช่วงจังหวะที่คนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจกับภารกิจช่วยชีวิต 13 หมูป่านั้น ก็มีข่าวว่ามีทีมผู้สร้างภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศหลายรายติดต่อผ่านกระทรวงการต่างประเทศเพื่อขอถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก่อนที่ในเวลาต่อมา ทางกระทรวงวัฒนธรรม จึงได้เปิดเผยว่า ได้รับคำสั่งจาก “พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสื่อสร้างสรรค์ เพื่อเป็น “เจ้าภาพ” ในการพิจารณาเรื่องดังกล่าวจำนวนทั้งสิ้น 34 คน
ทั้งนี้โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานกรรมการ , ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นรองประธานกรรมการ
และคณะกรรมการประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ...อธิบดีกรมการท่องเที่ยว, อธิบดีกรมศิลปากร , ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ผู้แทนสำนักนายกรัฐมนตรี, กระทรวงการกลาโหม, กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , เลขาธิการสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ, นายกสมาคมผู้บริหารการผลิตภาพยนตร์ต่างประเทศ ฯลฯ
และล่าสุด ทางกระทรวงวัฒนธรรมก็ได้มีการประชุมคณะกรรมการสื่อสร้างสรรค์กรณีถ้ำหลวง จังหวัดเชียงราย ครั้งที่4/2561 ซึ่งก็ได้มีการเปิดเผยข้อมูลและความคืบหน้าว่า ตอนนี้มีผู้ยื่นเสนอโครงการผลิตสื่อมาแล้ว จำนวน 23 โครงการ ประกอบด้วย สร้างภาพยนตร์ต่างประเทศ 5 โครงการ ภาพยนตร์ของไทย 5 โครงการ สารคดีทั้งของไทยและต่างประเทศ 10 เรื่อง และหนังสือมิวสิก วีดิโอ 3 โครงการ
นอกจากนั้น ยังมีการเปิดเผยถึงข้อกำหนดในการยื่นขอสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับ 13 หมูป่า โดยระบุว่า ผู้ผลิตจากต่างประเทศให้ยื่นขอที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ส่วนผู้ผลิตภาพยนตร์ไทยขอที่กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งสามารถยื่นขอสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 15-30 พ.ย. 2561ผู้ที่ได้สิทธิ์สามารถได้ข้อมูลเชิงลึกของแต่ละบุคคล โดยสามารถสัมภาษณ์ในระดับของครอบครัวได้ แต่หากบริษัทใดไม่ขอสิทธิ ก็สามารถใช้ข้อมูลพื้นฐานที่เผยแพร่ตามสื่อสาธารณะเป็นข้อมูลในการผลิตได้
อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขในข้อหลังนั้น ก็สอดคล้องกับที่มีข่าวว่า ค่ายเดอวอร์เรนท์พิคเจอร์ มีโครงการจะผลิตภาพยนตร์อินดี้เรื่อง “นางนอน” (The Cave) โดยเป็นผลงานสร้างของ”ทอม วอลเลอร์” ที่เคยฝากฝีมือไว้ในภาพยนตร์เรื่อง “ศพไม่เงียบ” (Mindfulness and Murder) และ “เพชฌฆาต” (The Last Executioner) ซึ่งได้มีการพูดคุยในระดับหนึ่งแล้วในงานเทศกาลหนังเมือง โตรอนโต ประเทศคานาดา (Toronto International Film Festival 2018)
ความน่าสนใจอย่างหนึ่งของหนัง “นางนอน” (The Cave) ก็คือเรื่องนี้เป็นฝีมือการเขียนบท พร้อมทั้งควบตำแหน่งโปรดิวเซอร์ของ “คทรีน่า กรอส” อดีตนักแสดงสาววัยรุ่นที่เคยมีผลงานภาพยนตร์ไทยเป็นที่รู้จักในช่วงปี พ.ศ. 2539 ในเรื่อง “อนึ่งคิดถึงพอสังเขป รุ่น 2” และอีกหลายเรื่อง รวมถึงยังเคยก่อตั้งวงดนตรีหญิงล้วน ชื่อ"วีนัส บัตเตอร์ฟลาย" และแน่นอนที่สุด ก็คือกำลังคบหาดูใจกับทอม วอลเลอร์ ที่เป็นผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้นั่นเอง
เท่าที่ทราบมา ก็คือภาพยนตร์ “นางนอน” (The Cave) น่าจะมีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับการติดอยู่ในถ้ำหลวงของทีมหมูป่า ซึ่งถือเป็นข้อมูลสาธารณะ ที่ไม่ถือว่าเป็นลิขสิทธิ์ของผู้ใด แต่ไม่ได้มีการก้าวล่วงไปยังเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของแต่ละบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งก็ถือว่าตรงตามเงื่อนไขที่ทางกระทรวงวัฒนธรรมระบุไว้
ตัดกลับมาพูดถึงในแง่ของการผลิตภาพยนตร์ 13 ชีวิตในถ้ำหลวงที่จะต้องมีการยื่นขอ และต้องมีการจ่ายค่าลิขสิทธิ์อย่างเป็นเรื่องเป็นราวนั้น ก็จะต้องมาพิจารณากันต่อว่า ใครบ้างที่จะต้องมีส่วนได้ส่วนเสียกับผลประโยชน์ที่ว่า !!???
เพราะตอนที่มีข่าวว่าบริษัท ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส จะเป็นผู้ผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้ มีการระบุถึงแค่โค้ช 1 คน กับเด็ก 12 คนในทีมหมูป่าเท่านั้น ที่ได้รับส่วนแบ่งในจำนวนเงินก้อนโต
แต่ในความเป็นจริง เรื่องนี้ยังเกี่ยวโยงกับบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในทีมหมูป่าอีกตั้งหลายชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นหน่วยซีลนอกราชการ ที่มีส่วนสำคัญกับการช่วยชีวิต 13 หมูป่าให้สามารถออกมาจากถ้ำอย่างปลอดภัย ซี่งต้องแลกด้วยการเสียสละอย่างใหญ่หลวง ทั้งแรงกาย แรงใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสียสละชีวิตของ “จ.อ. สมาน กุนัน”
รวมไปถึงนักประดาน้ำทั้งไทย และต่างชาติอีกหลายนาย ที่เป็นกำลังหลักที่ทำให้ภารกิจครั้งนี้บรรลุผลสำเร็จ
เขาเหล่านี้สมควรจะต้องได้รับผลประโยชน์ในส่วนของค่าลิขสิทธิ์ในการนำเรื่องราวไปผลิตเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้หรือไม่ ? อย่างไร ?
และ/หรือต้องหารแบ่งเท่าไรถึงจะชัดเจน ลงตัว ไม่มีความขัดแย้ง หรือข้อครหาอื่นใดตามมาในภายหลัง
ข้อนี้ต่างหากที่ทางกระทรวงวัฒนธรรม แม้กระทั่งคณะกรรมการสื่อสร้างสรรค์ต้องพิจารณาให้ถ้วนถี่ นอกเหนือจากการที่จะพิจารณาในเรื่องของเนื้อหา โครงเรื่อง ที่จะต้องไม่ทำให้ชื่อเสียงของประเทศเสียหาย
ตรงนี้คงต้องรอคำชี้แจงอย่างเป็นทางการกันต่อไป
นิตยสาร ผู้จัดการ 360 องศา สุดสัปดาห์ ฉบับที่ 465 20-26 ตุลาคม 2561