ผมว่าการเสพสังวาส หรือการเอากันแบบภาษาชาวบ้าน นี่มันดูเป็นการกระทำที่ให้ความรู้สึกวิปริตมากๆ เลยนะครับ อันนี้เราแค่พูดถึงการร่วมเพศแบบปกติธรรมดา ระหว่างเครื่องเพศหญิงกับเครื่องเพศชายก่อนก็ได้นะครับ ยังไม่ต้องนับไปถึงอะไรที่พิสดารกว่านั้น ซึ่งระดับนั้นก็คงต้องยิ่งพิลึกพิลั่นลงไปกว่านั้นอีก
คืออวัยวะที่เราใช้เสียดสีกันนี่ โดยเบื้องต้นมันก็ดันถูกออกแบบมาให้ไปอยู่ใกล้ที่ขับของเสียแต่แรกแล้วด้วย แถมถ้าอยากให้เพลิดเพลินในเพศรส เรายังต้องเอาสิ่งนั้นสนองโอษฐ์อีก ซึ่งมันยิ่งทำให้เราได้ผัสสะของความไม่น่าอภิรมย์เอามากๆ ทั้งกลิ่น รส สัมผัสที่เราต้องรับรู้ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวล มีเพียงสมองที่สั่งการให้เรารู้สึกว่านั่นคือความรื่นรมย์ ตัวอวัยวะนั้นมันเป็นแค่ทางผ่าน เป็นตัวรวมของสัมผัสกับตาเห็นหูได้ยิน เพื่อนำพาความรู้สึกสุขสมตามมา
แต่การพาตัวเองไปถึงจุดสุดยอดแล้ว ช่วงเวลาหลังจากนั้นกลับเป็นความเหนื่อยล้าอ่อนเปลี้ย และทิ้งค้างความกระปลกกระเปลี้ยยาวนานข้ามวัน แถมยังทิ้งกากความโสมมเน่าเหม็น คราบเมือกที่สกปรก ต้องชำระล้างร่ายกาย
พฤติกรรมที่เราทำการสังวาส ก็ต้องยื้อยุด ฉุดดึงรั้งกันให้เหนื่อย และยิ่งพลิกแพลงเท่าไหร่ มันก็ยิ่งต้องฝืนกายภาพเพื่อให้บรรลุกระบวนท่าเหล่านั้นด้วย บางครั้งบางทีก็ต้องเห็น เพ่งมองอวัยวะของตน หรือของผู้ร่วมเสพกามเพื่อให้มีสิ่งเร้ากระตุ้นอารมณ์ มีเครื่องกระตุ้นเป็นกระจกบานใหญ่ หรือการบันทึกภาพเพื่อสนองอัตตาแห่งการได้เสพกามเมถุนอะไรแบบนั้น
ผมเคยได้ยินพระท่านมาว่า ที่คนเรามีอารมณ์ มีแรงขับ ให้กระตุ้นการเสพสังวาส เพราะการสืบพันธุ์นั้นมันเป็นเรื่องเหน็ดเหนื่อย สัญชาติญาณเลยต้องกระตุ้นให้เรามีแรงปรารถนาเพื่อให้อยากทำสิ่งนั้น มันก็อาจจะจริง เหมือนตอนวัยรุ่นที่เรามีแรงขับภายในพลุ่งพล่าน แต่พอแก่มาก็เหี่ยวแห้งแล้งไร้เรี่ยวแรงกับพลังขับเคลื่อน รวมถึงอวัยวะต่างๆ ก็ไม่สูบฉีดเลือดได้ หรือสารคัดหลั่งอาจจะแห้งผากไปหมดแล้วในผู้สูงอายุ แต่ก็มีบางท่านที่จิตใจยังฝักใฝ่อยู่ มันเลยเป็นที่มาของคำเรียกว่า "คนตัณหากลับ"
แต่ในสังคมมนุษย์ผมว่ามันน่าแปลกเหมือนกัน ที่เรามักยกหางกัน นิยมชมชอบในความเป็นผู้ที่ได้บรรลุการเสพกาม ยิ่งเสพมาก เสพได้พิสดาร เสพได้อึดทนนาน เสพด้วยอวัยวะที่แข็งทนหรือใหญ่ มันยิ่งสนองอัตตาเราได้มาก แต่ในทางปฏิบัติการเสพสังวาสแต่ละที เรากลับต้องทำในที่ลับๆ ล่อๆ วิตกวิจารณ์กลัวว่าคนอื่นจะรู้เห็น เช่น เวลาขับรถเข้าม่านรูด มันต้องปกปิดมีลับลมคมใน
แต่โลกที่เปลี่ยนไปทุกวันนี้ก็เปลี่ยนชุดความคิดเดิมได้เหมือนกัน ผมว่าคนเราเริ่มมีความกล้าหาญในการประกาศตัวเป็น "ผู้เสพกาม" กันมากขึ้น ทั้งทางเว็บใต้ดิน คลิปหลุด ทวิตเตอร์ อะไรพวกนี้ แม้บางคนยังอาจปกปิดหน้า แต่ไม่ปกปิดส่วนอื่นที่ใช้สังวาสผ่านโซเชียล และบางทีบรรทัดฐานของคนในสังคม ก็ถูกยกระดับ(หรือแย่ลงในมุมผู้อนุรักษ์นิยม) เพราะตามโซเชียลบางคนก็แสดงท่าทีไม่รังเกียจ ผู้ประพฤติการเสพกามลงโซเชียล เพราะเห็นคนที่ได้พบเห็นก็แสดงออกทางโซเชียลว่า อยากโดนแบบเขา หรือน้ำเดินเวลาได้เห็นข่าวของคนที่แสดงออกแบบนี้
แต่จะว่าไปคนเราก็พัฒนาความคิดในการเสพกามมาในจุดที่ดีกว่าอดีตมาเยอะนะครับ ผมได้ยินมาว่า ถ้าเป็นสายคาทอลิกเก่าๆ เขาไม่เห็นด้วยกับการใช้ถุงยางอนามัย เพราะน้ำกามเป็นสิ่งที่ต้องถูกปฎิสนธิ ดังนั้นแล้วการที่มนุษย์พัฒนามาถึงจุดที่ยอมรับว่า การร่วมเพศเป็นกิจกรรมทางความสุขอย่างหนึ่งเหนือไปกว่าการสืบพันธุ์ มันก็อาจจะเป็นข้อดีอย่างนึง
ทำไมมนุษย์เราถึงหลงใหลการเสพสังวาส ทั้งที่มันเป็นเรื่องเหนื่อย สกปรก และต้องทำแบบปิดๆ เพื่อให้ไม่ไร้ยางอายด้วยครับ
* กระทู้นี้สามารถใช้งานได้เฉพาะผู้ที่มี Link นี้เท่านั้นค่ะคืออวัยวะที่เราใช้เสียดสีกันนี่ โดยเบื้องต้นมันก็ดันถูกออกแบบมาให้ไปอยู่ใกล้ที่ขับของเสียแต่แรกแล้วด้วย แถมถ้าอยากให้เพลิดเพลินในเพศรส เรายังต้องเอาสิ่งนั้นสนองโอษฐ์อีก ซึ่งมันยิ่งทำให้เราได้ผัสสะของความไม่น่าอภิรมย์เอามากๆ ทั้งกลิ่น รส สัมผัสที่เราต้องรับรู้ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวล มีเพียงสมองที่สั่งการให้เรารู้สึกว่านั่นคือความรื่นรมย์ ตัวอวัยวะนั้นมันเป็นแค่ทางผ่าน เป็นตัวรวมของสัมผัสกับตาเห็นหูได้ยิน เพื่อนำพาความรู้สึกสุขสมตามมา
แต่การพาตัวเองไปถึงจุดสุดยอดแล้ว ช่วงเวลาหลังจากนั้นกลับเป็นความเหนื่อยล้าอ่อนเปลี้ย และทิ้งค้างความกระปลกกระเปลี้ยยาวนานข้ามวัน แถมยังทิ้งกากความโสมมเน่าเหม็น คราบเมือกที่สกปรก ต้องชำระล้างร่ายกาย
พฤติกรรมที่เราทำการสังวาส ก็ต้องยื้อยุด ฉุดดึงรั้งกันให้เหนื่อย และยิ่งพลิกแพลงเท่าไหร่ มันก็ยิ่งต้องฝืนกายภาพเพื่อให้บรรลุกระบวนท่าเหล่านั้นด้วย บางครั้งบางทีก็ต้องเห็น เพ่งมองอวัยวะของตน หรือของผู้ร่วมเสพกามเพื่อให้มีสิ่งเร้ากระตุ้นอารมณ์ มีเครื่องกระตุ้นเป็นกระจกบานใหญ่ หรือการบันทึกภาพเพื่อสนองอัตตาแห่งการได้เสพกามเมถุนอะไรแบบนั้น
ผมเคยได้ยินพระท่านมาว่า ที่คนเรามีอารมณ์ มีแรงขับ ให้กระตุ้นการเสพสังวาส เพราะการสืบพันธุ์นั้นมันเป็นเรื่องเหน็ดเหนื่อย สัญชาติญาณเลยต้องกระตุ้นให้เรามีแรงปรารถนาเพื่อให้อยากทำสิ่งนั้น มันก็อาจจะจริง เหมือนตอนวัยรุ่นที่เรามีแรงขับภายในพลุ่งพล่าน แต่พอแก่มาก็เหี่ยวแห้งแล้งไร้เรี่ยวแรงกับพลังขับเคลื่อน รวมถึงอวัยวะต่างๆ ก็ไม่สูบฉีดเลือดได้ หรือสารคัดหลั่งอาจจะแห้งผากไปหมดแล้วในผู้สูงอายุ แต่ก็มีบางท่านที่จิตใจยังฝักใฝ่อยู่ มันเลยเป็นที่มาของคำเรียกว่า "คนตัณหากลับ"
แต่ในสังคมมนุษย์ผมว่ามันน่าแปลกเหมือนกัน ที่เรามักยกหางกัน นิยมชมชอบในความเป็นผู้ที่ได้บรรลุการเสพกาม ยิ่งเสพมาก เสพได้พิสดาร เสพได้อึดทนนาน เสพด้วยอวัยวะที่แข็งทนหรือใหญ่ มันยิ่งสนองอัตตาเราได้มาก แต่ในทางปฏิบัติการเสพสังวาสแต่ละที เรากลับต้องทำในที่ลับๆ ล่อๆ วิตกวิจารณ์กลัวว่าคนอื่นจะรู้เห็น เช่น เวลาขับรถเข้าม่านรูด มันต้องปกปิดมีลับลมคมใน
แต่โลกที่เปลี่ยนไปทุกวันนี้ก็เปลี่ยนชุดความคิดเดิมได้เหมือนกัน ผมว่าคนเราเริ่มมีความกล้าหาญในการประกาศตัวเป็น "ผู้เสพกาม" กันมากขึ้น ทั้งทางเว็บใต้ดิน คลิปหลุด ทวิตเตอร์ อะไรพวกนี้ แม้บางคนยังอาจปกปิดหน้า แต่ไม่ปกปิดส่วนอื่นที่ใช้สังวาสผ่านโซเชียล และบางทีบรรทัดฐานของคนในสังคม ก็ถูกยกระดับ(หรือแย่ลงในมุมผู้อนุรักษ์นิยม) เพราะตามโซเชียลบางคนก็แสดงท่าทีไม่รังเกียจ ผู้ประพฤติการเสพกามลงโซเชียล เพราะเห็นคนที่ได้พบเห็นก็แสดงออกทางโซเชียลว่า อยากโดนแบบเขา หรือน้ำเดินเวลาได้เห็นข่าวของคนที่แสดงออกแบบนี้
แต่จะว่าไปคนเราก็พัฒนาความคิดในการเสพกามมาในจุดที่ดีกว่าอดีตมาเยอะนะครับ ผมได้ยินมาว่า ถ้าเป็นสายคาทอลิกเก่าๆ เขาไม่เห็นด้วยกับการใช้ถุงยางอนามัย เพราะน้ำกามเป็นสิ่งที่ต้องถูกปฎิสนธิ ดังนั้นแล้วการที่มนุษย์พัฒนามาถึงจุดที่ยอมรับว่า การร่วมเพศเป็นกิจกรรมทางความสุขอย่างหนึ่งเหนือไปกว่าการสืบพันธุ์ มันก็อาจจะเป็นข้อดีอย่างนึง