CGD บ่มรอวันสุก
http://www.share2trade.com/index.php?route=content/content&path=9&content_id=3754
บริษัทอสังหาริมทรัพย บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ CGD เครือข่ายร่มธงของคันทรีกรุ๊ปที่โต้โผใหญ่ เสี่ยไมค์ หรือ นายสดาวุธ เตชะอุบล ประธานกรรมการ คันทรี่ กรุ๊ป ที่มอบหมายให้ลูกชายคนกลาง นายเบน เตชะอุบล เป็น กรรมการผู้จัดการ ไม่ทำกำไรมาต่อเนื่องหลายปีติดต่อกัน และไม่มีค่าพี/อี ให้คำนวณ แต่ราคากลับไม่สะท้านสะเทือน และบรรดานักลงทุนขาประจำก็ไม่เคยทิ้ง เพราะมีเหตุผลรองรับว่าอนาคตจะต้องสดใสแน่นอน
เหตุผลที่ว่าคือ งานก่อสร้างโครงการแลนด์มาร์ค วอเตอร์ฟร้อนท์ ซึ่งเป็นโครงการใช้ประโยชน์แบบผสมผสานมูลค่าโครงการประมาณ 29,000 ล้านบาท ประกอบด้วยคอนโดมิเนียมพักอาศัยสูง 73 ชั้น และโรงแรมหรูระดับห้าดาว จำนวน 2 โรงแรม บนพื้นที่กว่า 36 ไร่ โดยมีพื้นที่ด้านหน้าติดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยายาวตลอดแนว 350 เมตร จะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2562
โครงการดังกล่าว CGD ได้เซ็นสัญญาเช่าระยะยาว 75 ปี (สัญญาจะเริ่มนับจากการก่อสร้างแล้วเสร็จ) กับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไปแล้วเมื่อปี 2549 โดยได้ร่วมทุนกับบริษัท บีซี อีจี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทก่อสร้างชั้นนำของโลก และเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของจีน
ดังนั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เศรษฐกิจจะย่ำแย่หรือดี หยุดโอกาสทำรายได้และกำไรของ CGD ที่อัดอั้นมายาวนานไม่ได้ทั้งนั้น
ที่ผ่านมา เนื่องจากความยาวนานของงานก่อสร้างโครงการแลนด์มาร์ค วอเตอร์ฟร้อนท์ซึ่งเป็นพื้นที่สุดสวยแห่งหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้แผนการดำเนินงานว่า เพื่อสร้างรายได้ระยะสั้นและระยะกลาง ก่อนที่จะมีการรับรู้รายได้จากการพัฒนาโครงการใหญ่ จึงเป็นแค่การประคองตัวให้ขาดทุนน้อยที่สุด และรักษาสภาพคล่องทางการเงินเฉพาะหน้าไปพลางๆ
การเน้นลงทุนในรูปแบบซื้อโครงการที่พัฒนาแล้ว และมีรายได้ มาปรับปรุงสร้างรายได้ระยะสั้นให้ต่อเนื่อง ทั้งในและต่างประเทศ เช่น ซื้อโครงการศูนย์ข้อมูล Anchorage Point Data Center เขตเมืองใหม่ Docklands กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มูลค่าโครงการประมาณ 1,350 ล้านบาทที่สร้างรายได้และผลตอบแทนแก่บริษัทอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว หรือประมาณ 25 ล้านบาท/ไตรมาส หรือกว่า 100 ล้านบาท/ปี หรือ การทำอาคารชุดโครงการ อิลีเม้นท์ ศรีนครินทร์ เป็นต้น
แม้โครงการสร้างรายได้เฉพาะหน้าจะไม่เพียงพอหักกลบตัวเลขค่าใช้จ่ายในการลงทุนตรงที่ยังไม่มีการบันทึกรายได้ แม้จะมียอดขายล่วงหน้านับแต่เปิดการขายในไตรมาส 4/2557 อยู่แล้ว แต่ก็เรียกว่าทำให้ตัวเลขขาดทุนของ CGD เบาลง
ทางเลือกของการลดต้นทุนทางการเงินด้วยการรีไฟแนนซ์"เอาหนี้ใหม่ ใช้หนี้เก่า"เป็นระยะๆในช่วงที่ผ่านมา จึงเป็นภารกิจที่ทีมบริหารดำเนินการจนคุ้นเคยเป็นปกติ
ตัวอย่างง่ายสุดเห็นได้จากไตรมาสสองของปีนี้ ที่รายจ่ายพุ่งขึ้นมากถึง 437.48 ล้านบาท เพิ่มร้อยละ 103.16 เปรียบเทียบกับรอบระยะเวลาเดียวกันของปี 2560 ทั้งจากต้นทุนขายอาคารชุดเพิ่มขึ้น บวกกับการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพิ่มข้ึน ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น และ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการตลาดของโครงการโฟร์ซีซั่นส์ ไพรเวท เรสซิเด้นซ์ กรุงเทพ แม้ว่าต้นทุนในการจัดจําหน่าย ลดลง
แม้ตัวเลขขาดทุนจะยังคงดำรงอยู่ชัดเจนไปอีกหลายไตรมาส แต่น่าประหลาดที่ราคาหุ้นของCGD ไม่เคยสะดุ้งสะเทือน แม้กระทั่งล่าสุด ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ใบสำคัญแสดงสิทธิ์ หรือ CGD-W4 ( มีจำนวนที่ออก 1.6 พันล้านหน่วย จัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตราส่วน 5 หุ้นเดิม : 1 หลักทรัพย์แปลงสภาพ อัตราใช้สิทธิ 1 : 1 ราคาแปลงสภาพ 2.75 บาท, อายุ 3 ปี โดยสามารถใช้สิทธิได้ทุกวันทำการสุดท้ายของทุกเดือน มิ.ย. และ ธ.ค. (โดยใช้สิทธิได้ครั้งแรกในวันที่ 28 ธ.ค. 2561 และครั้งสุดท้ายในวันหมดอายุวัแที่ 27 มิ.ย. 2564)) จะเข้าเทรดไปด้วย
ทั้งหมดนี้ เพราะมีความเชื่อมั่นว่าอนาคตของ CGD สดใสแน่นอนหากโครงการใหญ่แล้วเสร็จหรือเริ่มรับรู้รายได้บางส่วน
ความคืบหน้าของการก่อสร้างโครงการเจ้าพระยาเอสเตทที่ว่าจะเสร็จปลายปีนี้ตามแผน จึงเป็นสตอรี่ที่หล่อเลี้ยงความเชื่อมั่นนักลงทุนตลอดมา ว่าจะช่วยเกื้อหนุนผลงานปีหน้าให้สามารถโตต่อเนื่อง
ความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการ "เจ้าพระยาเอสเตท" ซึ่งประกอบไปด้วยโรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ, โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพ และคอนโดมิเนียมหรู โฟร์ซีซั่นส์ ไพรเวท เรสซิเด้นซ์ กรุงเทพนั้น หากแล้วเสร็จตามกำหนดคือปลายปีนี้ จะส่งผลให้บริษัทรับรู้รายได้เข้ามาในช่วงปลายปีนี้เป็นจำนวนมากจากยอดขายรอโอน (Backlog) ทำให้มีโอกาสเห็นผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างมากในช่วงปลายปีและเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีหน้า
คำรับรองแข็งขันของนายเบน เตชะอุบล ว่าการเติบโตของรายได้ปีหน้าที่จะเป็นไปอย่างก้าวกระโดด เมื่อเทียบกับช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุน เนื่องจากเป็นช่วงของการลงทุน เพื่อสร้างฐานธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและมั่นคง โดยจะสามารถเริ่มทยอยรับรู้รายได้เข้ามาในช่วงปลายปีนี้ ส่งผลให้ผลการดำเนินงานเติบโตตามแผน
ตัวเลขสัดส่วนการเงิน ค่าดี/อีเกือบ3 เท่า เทียบกับบุ๊กแวลลูที่ 0.64 บาท และขาดทุนสะสม 1.11 พันล้านบาท ไม่มีนัยสำคัญนอกจากบอกว่าจะยังไม่มีการจ่ายปันผลจนกว่ากไรสะสมจะกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง
จะถือว่า CGD ยามนี้แลช่วงที่ผ่านมา 3 ปีเศษ เป็นช่วงเวลาพิสูจน์ความอดทนของทีมงานบริหาร และนักลงทุนอย่างดีเยี่ยม
คนที่ผ่านร้อนหนาวมายาวนาน ชนิด"เล็กๆไม่ ใหญ่ๆทำ" อย่างเสี่ยไมค์ สดาวุธนั้น ไม่เคยเลียนแบบใคร
ราคาหุ้นCGD ที่ซื้อขายคึกคักไม่มีหยุดในกระดาน บ่งบอกความเชื่อมั่นในอนาคตว่าวันเวลาที่รอคอย ใกล้เข้ามาเต็มทีเสมือนการบ่มผลไม้ที่ "บ่มรอวันสุก" ธรรมดา เร่งเกินก็ไม่ได้ ช้าเกินก็ไม่ดี
สำคัญที่จะทนรอไหวกันรึเปล่า เท่านั้นเอง
////////////////////////////////////
ขอบคุณบทความจาก
www.facebook.com/Share2Trade/
www.share2trade.com
CGD บ่มรอวันสุก (โดย อีหล่าน้อย เว็บ Share2Trade)
http://www.share2trade.com/index.php?route=content/content&path=9&content_id=3754
บริษัทอสังหาริมทรัพย บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ CGD เครือข่ายร่มธงของคันทรีกรุ๊ปที่โต้โผใหญ่ เสี่ยไมค์ หรือ นายสดาวุธ เตชะอุบล ประธานกรรมการ คันทรี่ กรุ๊ป ที่มอบหมายให้ลูกชายคนกลาง นายเบน เตชะอุบล เป็น กรรมการผู้จัดการ ไม่ทำกำไรมาต่อเนื่องหลายปีติดต่อกัน และไม่มีค่าพี/อี ให้คำนวณ แต่ราคากลับไม่สะท้านสะเทือน และบรรดานักลงทุนขาประจำก็ไม่เคยทิ้ง เพราะมีเหตุผลรองรับว่าอนาคตจะต้องสดใสแน่นอน
เหตุผลที่ว่าคือ งานก่อสร้างโครงการแลนด์มาร์ค วอเตอร์ฟร้อนท์ ซึ่งเป็นโครงการใช้ประโยชน์แบบผสมผสานมูลค่าโครงการประมาณ 29,000 ล้านบาท ประกอบด้วยคอนโดมิเนียมพักอาศัยสูง 73 ชั้น และโรงแรมหรูระดับห้าดาว จำนวน 2 โรงแรม บนพื้นที่กว่า 36 ไร่ โดยมีพื้นที่ด้านหน้าติดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยายาวตลอดแนว 350 เมตร จะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2562
โครงการดังกล่าว CGD ได้เซ็นสัญญาเช่าระยะยาว 75 ปี (สัญญาจะเริ่มนับจากการก่อสร้างแล้วเสร็จ) กับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไปแล้วเมื่อปี 2549 โดยได้ร่วมทุนกับบริษัท บีซี อีจี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทก่อสร้างชั้นนำของโลก และเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของจีน
ดังนั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เศรษฐกิจจะย่ำแย่หรือดี หยุดโอกาสทำรายได้และกำไรของ CGD ที่อัดอั้นมายาวนานไม่ได้ทั้งนั้น
ที่ผ่านมา เนื่องจากความยาวนานของงานก่อสร้างโครงการแลนด์มาร์ค วอเตอร์ฟร้อนท์ซึ่งเป็นพื้นที่สุดสวยแห่งหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้แผนการดำเนินงานว่า เพื่อสร้างรายได้ระยะสั้นและระยะกลาง ก่อนที่จะมีการรับรู้รายได้จากการพัฒนาโครงการใหญ่ จึงเป็นแค่การประคองตัวให้ขาดทุนน้อยที่สุด และรักษาสภาพคล่องทางการเงินเฉพาะหน้าไปพลางๆ
การเน้นลงทุนในรูปแบบซื้อโครงการที่พัฒนาแล้ว และมีรายได้ มาปรับปรุงสร้างรายได้ระยะสั้นให้ต่อเนื่อง ทั้งในและต่างประเทศ เช่น ซื้อโครงการศูนย์ข้อมูล Anchorage Point Data Center เขตเมืองใหม่ Docklands กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มูลค่าโครงการประมาณ 1,350 ล้านบาทที่สร้างรายได้และผลตอบแทนแก่บริษัทอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว หรือประมาณ 25 ล้านบาท/ไตรมาส หรือกว่า 100 ล้านบาท/ปี หรือ การทำอาคารชุดโครงการ อิลีเม้นท์ ศรีนครินทร์ เป็นต้น
แม้โครงการสร้างรายได้เฉพาะหน้าจะไม่เพียงพอหักกลบตัวเลขค่าใช้จ่ายในการลงทุนตรงที่ยังไม่มีการบันทึกรายได้ แม้จะมียอดขายล่วงหน้านับแต่เปิดการขายในไตรมาส 4/2557 อยู่แล้ว แต่ก็เรียกว่าทำให้ตัวเลขขาดทุนของ CGD เบาลง
ทางเลือกของการลดต้นทุนทางการเงินด้วยการรีไฟแนนซ์"เอาหนี้ใหม่ ใช้หนี้เก่า"เป็นระยะๆในช่วงที่ผ่านมา จึงเป็นภารกิจที่ทีมบริหารดำเนินการจนคุ้นเคยเป็นปกติ
ตัวอย่างง่ายสุดเห็นได้จากไตรมาสสองของปีนี้ ที่รายจ่ายพุ่งขึ้นมากถึง 437.48 ล้านบาท เพิ่มร้อยละ 103.16 เปรียบเทียบกับรอบระยะเวลาเดียวกันของปี 2560 ทั้งจากต้นทุนขายอาคารชุดเพิ่มขึ้น บวกกับการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพิ่มข้ึน ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น และ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการตลาดของโครงการโฟร์ซีซั่นส์ ไพรเวท เรสซิเด้นซ์ กรุงเทพ แม้ว่าต้นทุนในการจัดจําหน่าย ลดลง
แม้ตัวเลขขาดทุนจะยังคงดำรงอยู่ชัดเจนไปอีกหลายไตรมาส แต่น่าประหลาดที่ราคาหุ้นของCGD ไม่เคยสะดุ้งสะเทือน แม้กระทั่งล่าสุด ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ใบสำคัญแสดงสิทธิ์ หรือ CGD-W4 ( มีจำนวนที่ออก 1.6 พันล้านหน่วย จัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตราส่วน 5 หุ้นเดิม : 1 หลักทรัพย์แปลงสภาพ อัตราใช้สิทธิ 1 : 1 ราคาแปลงสภาพ 2.75 บาท, อายุ 3 ปี โดยสามารถใช้สิทธิได้ทุกวันทำการสุดท้ายของทุกเดือน มิ.ย. และ ธ.ค. (โดยใช้สิทธิได้ครั้งแรกในวันที่ 28 ธ.ค. 2561 และครั้งสุดท้ายในวันหมดอายุวัแที่ 27 มิ.ย. 2564)) จะเข้าเทรดไปด้วย
ทั้งหมดนี้ เพราะมีความเชื่อมั่นว่าอนาคตของ CGD สดใสแน่นอนหากโครงการใหญ่แล้วเสร็จหรือเริ่มรับรู้รายได้บางส่วน
ความคืบหน้าของการก่อสร้างโครงการเจ้าพระยาเอสเตทที่ว่าจะเสร็จปลายปีนี้ตามแผน จึงเป็นสตอรี่ที่หล่อเลี้ยงความเชื่อมั่นนักลงทุนตลอดมา ว่าจะช่วยเกื้อหนุนผลงานปีหน้าให้สามารถโตต่อเนื่อง
ความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการ "เจ้าพระยาเอสเตท" ซึ่งประกอบไปด้วยโรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ, โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพ และคอนโดมิเนียมหรู โฟร์ซีซั่นส์ ไพรเวท เรสซิเด้นซ์ กรุงเทพนั้น หากแล้วเสร็จตามกำหนดคือปลายปีนี้ จะส่งผลให้บริษัทรับรู้รายได้เข้ามาในช่วงปลายปีนี้เป็นจำนวนมากจากยอดขายรอโอน (Backlog) ทำให้มีโอกาสเห็นผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างมากในช่วงปลายปีและเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีหน้า
คำรับรองแข็งขันของนายเบน เตชะอุบล ว่าการเติบโตของรายได้ปีหน้าที่จะเป็นไปอย่างก้าวกระโดด เมื่อเทียบกับช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุน เนื่องจากเป็นช่วงของการลงทุน เพื่อสร้างฐานธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและมั่นคง โดยจะสามารถเริ่มทยอยรับรู้รายได้เข้ามาในช่วงปลายปีนี้ ส่งผลให้ผลการดำเนินงานเติบโตตามแผน
ตัวเลขสัดส่วนการเงิน ค่าดี/อีเกือบ3 เท่า เทียบกับบุ๊กแวลลูที่ 0.64 บาท และขาดทุนสะสม 1.11 พันล้านบาท ไม่มีนัยสำคัญนอกจากบอกว่าจะยังไม่มีการจ่ายปันผลจนกว่ากไรสะสมจะกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง
จะถือว่า CGD ยามนี้แลช่วงที่ผ่านมา 3 ปีเศษ เป็นช่วงเวลาพิสูจน์ความอดทนของทีมงานบริหาร และนักลงทุนอย่างดีเยี่ยม
คนที่ผ่านร้อนหนาวมายาวนาน ชนิด"เล็กๆไม่ ใหญ่ๆทำ" อย่างเสี่ยไมค์ สดาวุธนั้น ไม่เคยเลียนแบบใคร
ราคาหุ้นCGD ที่ซื้อขายคึกคักไม่มีหยุดในกระดาน บ่งบอกความเชื่อมั่นในอนาคตว่าวันเวลาที่รอคอย ใกล้เข้ามาเต็มทีเสมือนการบ่มผลไม้ที่ "บ่มรอวันสุก" ธรรมดา เร่งเกินก็ไม่ได้ ช้าเกินก็ไม่ดี
สำคัญที่จะทนรอไหวกันรึเปล่า เท่านั้นเอง
////////////////////////////////////
ขอบคุณบทความจาก
www.facebook.com/Share2Trade/
www.share2trade.com