ในที่สุด...วันนี้ก็มาถึง ผมซะที "วันที่ต้องจัดการหนี้ของตัวเอง"
อันดับแรก ผมขอแนะนำตัวเองก่อน ผมเป็นพนักงงานเงินเดือนปกติทั่วไป ทำงานที่ตัวเองรัก ต้องการหาเช้ากินค่ำไปวัน ๆ เพราะ ชีวิตผมไม่ได้ต้องการอะไร นอกจากมีความสุขเพื่อรอวันตาย (พอดี ผมชอบการปฏิบัติธรรม เลยไม่ได้มีจุดหมายในชีวิต ว่าต้องมีเหมือนคนอื่นที่รวยๆ)
ตอนนั้นอายุ 25 ปี เป็นพนักงานเงินเดือน 20,000 บาท คิดว่ามีความสุขดีแล้ว ไม่มีภาระอะไรเลย นอกจากค่าห้อง เดือนละ 3,500 บาท มีเงินเหลือเก็บเหลือกินสบาย ๆ ส่งให้แม่เดือนละ 3,000 บาท
ทำงานกับบริษัทนี้ได้ 6 เดือน เสียงโทรศัพท์เปลี่ยนชีวิตผม ดัง ! ขึ้นเท่านั้นแหละ ผมนี่ เข่าทรุดแทบไม่มีแรงยื่น เพราะคนที่บ้านบอกว่า เป็นหนี้อยู่ 100,000 บาท (ผมไม่เคยรู้ว่าที่บ้านมีหนี้ มาเกือบ 2 ปี และเป็นหนี้นอกระบบ จ่ายดอก เดือนละ 5,000 บาท มาเกือบ 2 ปี ไม่ได้ลดต้น)
โอเค ! งั้น ! หาทางแก้ไขกัน ผมตัดสินใจทำบัตรเครดิต ได้ยอดมา 5 เท่าของเงินเดือน ตัดสินใจ กดออกมาทั้งหมดเพื่อใช้หนี้ที่บ้าน ครอบครัวสบายใจ ผมก็สบายใจ แต่ !! ชีวิตต่อไปหนี้จะเอายังไง เดือนแรก จ่ายขั้นต่ำ คือ 10,000 บาท ยังพอจ่ายได้ เพราะ มีเงินเก็บเลยไม่กังวล
แต่ ! ปัญหาอย่างที่ 2 เริ่มเข้ามาในชีวิต ผมเริ่มมีความรัก คบกันได้สักพัก ตัดสินใจออกจากห้องพักเก่าแล้วย้ายไปที่ใหม่ เพราะเดินทางสะดวกทั้ง 2 คน สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ผมต้องจ่ายค่าล่วงหน้าห้อง 3 เดือน รวม ๆ 7,000 บาท ประกันห้อง 2,000 บาท รวม 9,000 บาท โอเค ! พอไหว เพราะผมยังพอมีเงินเก็บ
ปัญหาที่ 3 ก็ตามมา แฟนผมยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เดิมทีคิดว่า คงจะช่วย ๆ กันหารค่าใช้จ่าย สรุป ผมจ่ายเองทั้งหมด เป็นแบบนี้ อยู่ประมาน. 3 ปี ค่าบัตรเครดิตจ่ายมั่ง กดมาใช้หมุนบ้าง ใน 3 ปีที่คบกับแฟนคนนี้ ผมจ่ายบัตรเครดิตได้แค่ 30,000 บาท
สรุป สุดท้ายผมไม่ไหวกับการต้องมาดูแลค่าใช้จ่ายคนเดียว (ไม่ใช่เลิกกัน เพราะ ค่าใช้จ่ายที่ผมดูแลคนเดียวนะ แต่เพราะเรื่องอื่น) แต่ผมก็ดีใจนะ ที่ผมได้พยายามดูแลเขาจนแฟนผมเรียนจบ ป.ตรี
พอเลิกกับแฟนคนนั้นไป ผมก็มีแฟนใหม่ ! สิ่งที่ตามมา คือ ย้ายห้องอีกสิครับ ! 555 เพราะ เราอยากเก็บและทิ้งความทรงจำเอาไว้ที่เดิม งานงอกเหมือนเดิม ! ค่ามัดจำห้อง ใครจ่าย ? ผมอีกสิครับ 555 รวม ๆ หมื่นกว่า เพราะย้ายจากอาร์พาร์ทเม้นต์เป็นคอนโด
ยังครับ ! ความสนุกกำลังจะเกิด คือ ธนาคารแห่งหนึ่งที่ผมฝากเงินแบบออมทรัพย์ โทร.มาหาผม บอกว่า จะให้บัตรเครดิตมาใช้ ผมก็เอามาก่อนก็ได้ คงไม่ได้เปิดใ้ช้หรอก สรุปเอามาเก็บได้ 1 เดือน แหม่ ! มันช่างน่าเย้ายวนเหลือเกิน ก็เปิดใช้งานไปตามระเบียบครับ
ความสนุก ! เริ่มมาแล้วครับ คนเราพอมีแฟน ถ้าแฟนอยากได้อะไร คุณจะซื้อให้ไหม ? ครับ ซึ่งแฟนผมก็เป็นคนเอาแต่ใจ อยากได้ต้องได้ ถ้าไม่ได้ก็งอล (แต่ผมเป็นคนนิสัยเสียอยู่อย่างเดียว ถ้าใครอยากได้อะไร ผมต้องหาให้เขาจนได้ ไม่ใช่แค่แฟนนะครับ ครอบครัวผมเหมือนกัน แต่ครอบครัวผมก็จะอยากได้สิ่งที่เป็นประโยชน์)
ผ่านไป 1 ปี กับแฟนใหม่ ห้องพักใหม่ ผมมีหนี้จากบัตรเครดิตใบเก่าอยู่ 50,000 บาท ใช้หนี้ไปได้ 50,000 บาท หนี้จากบัตรเครดิตใบใหม่ อีก 20,000 บาท รวม 70,000 บาท
เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น แฟนผมชาออกจากงาน เพราะ ด้วยสวัสดิการและอะไร หลาย ๆ อย่างที่มองแล้วว่า ทำงานที่นี่ไปกี่ปีก็ไม่คุ้มเลย ลาออกดีกว่า โอเค ! ซวยละ ค่าใช้จ่ายวิ่งมาบนหน้าเต็ม ๆ คือ เราคุยกันแล้วว่า ไม่โอเคกับบริษัทนี้ แฟนผมก็เขียนใบลาออก ซึ่งปกติ 1 เดือนถึงจะออกได้ แต่นี่ ! ยื่นใบลาออก ปุ๊บ บริษัทบอก พรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานละนะ (จริง ๆ บริษัทคงจะอยากให้แฟนผมออกอยู่แล้ว เพราะแฟนผมทำฤทธิ์เรื่อง สวัสดิการ และ การจ่ายเงินเดือนที่ไม่ออกตรงเวลา) 555 เริ่มสนุกขึ้นเรื่อย ๆ
แฟนผมออกได้ 1 เดือน เราเริ่มมีทางออกกันชะครับ เพราะ เพื่อนผมเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า เลยตัดสินใจว่าจะรับเสื้อมาขายตามตลาดนัดดีกว่า ไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร ! เหมือนจะดี คอนโดที่อยู่หมดสัญญาพอดีครับ แฟนผมก็เลยคิดว่า เราไปเช่าบ้านอยู่ดีกว่า ตอนนั้นหาบ้านเช่าได้เดือนละ 9,000 บาท เลยหาคนหารเพิ่ม คือ เพื่อนของแฟน เป็นคนบ้านเดียวกับแฟน เรียนด้วยกันมา และเข้ากรุงเทพมาด้วยกัน ตริง ๆ สนิทกันแหละ เพราะก่อนแฟนจะย้ายมาอยู่กับผมก็อยู่กับเพื่อนคนนี้แหละครับ สรุป ! ย้ายไปเช่าบ้านอยู่ ตกคนละ 3,000 บาทต่อเดือน โอเค ! ราคากำลังสวยเลยครับ
เหตุการณ์เหมือนจะดี แต่ ! หัวหน้าแผนกผม เรียกทีมมาประชุม แล้วบอกว่า พี่เขียนใบลาออกแล้วนะ ? อ้าว .... เฉี่ย แหละ บอกแบบนี้เลยหรอ ? คือ ผมมีความอัดอั้นใจกับทีมงงานนี้พอสมควร เพราะ ถ้าไม่มีหัวหน้าคนนี้อยู่ ผมก็ไม่รู้จะอยู่ทำไม ? บังเอิญผมได้งานชิ้นหนึ่งจากบริษัท ผมได้ค่าส่วนต่าง รวม ๆ แล้วประมาน 1 แสน แหม่ ! งามไส้ ลาออกเลยดีกว่า หัวหน้าลาออกแล้ว ผมมีเงินไปพอจะประทังชีวิต เพีอหางานใหม่ได้สักระยะ ลาออกเลยจ้า 5555
ยัง ๆ ! ยังไม่หมดเท่านี้ครับ ภาระยังคอยอยู่อีกเพียบ ย้ายเข้าบ้าน มันต้องมีค่ามัดจำ นู้นนี้ ! สำคัญกว่านั้น เป็นบ้านเปล่าเลย ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใด ๆ ทำไงละ ? ซื้อสิครับ แหม่ ๆ ซื้อทั้งทีก็เอาให้ดี ๆ หน่อยครับ รูดบัตรไปเลยครับ ค่าเตียง ที่นอน โต๊ะเครื่องแป้ง 35,000 บาท บัตรใบเเรก รวมยอดหนี้ 85,000 บาท ครับ อ้าว ? ยังไม่มีแอร์ จัดไปอีก 15,000 บาท บัตรใบที่ 2 เต็มวงเงิน 35,000 บาท รวมยอด 2 ใบ 120,000 บาท งดงามตามท้องเรื่องสิครับ !!
คงสงสัยว่า ทำไม ! ไม่เอาเงินที่ได้มา 100,000 บาท มาซื้อเฟอร์นิเจอร์หรือปิดบัตรเครดิต ผมก็ งง ตัวเองเหมือนกันว่า ตอนนี้คิดอะไรอยู่ แค่ในความรู้สึกตอนนั้นคือ ผมต้องเอามาลงทุน ขายเสื้อผ้า และ ค่าใช้จ่าย อื่น ๆ ระหว่างที่ผมหางานประจำที่ใหม่ครับ ลืม ! เล่าภาระอีกก้อนก่อนออกจากบริษัทเก่า ผมได้ทำเรื่องกู้ซื้อรถ เพื่อเอามาใช้ขนผ้าไปขาย ไปรับผ้าจากโรงงาน เลยตัดสินใจกู้ซื้อรถ แล้วก็ผ่าน มีภาระเพิ่มอีก 7,500 บาทต่อเดือน
เริ่มการเป็นเจ้าของธุรกิจครั้งแรกในชีวิต ผมลงทุน ค่าเสื้อ ค่าตกแต่งร้าน อุปกรณ์ต่าง ๆ ค่าเช่าพื้นที่ขายของ รวม ๆ 40,000 กว่า ๆ ยังไง ! ละครับ เจ้งสิครับ เพราะตอนนั้นเรามองว่า แถวนั้นเป็นหมู่บ้าน ยังไม่มีตาดนัดกลางคืน คนน่าจะมาเดินซื้อของกับประมานหนึ่ง แต่ไม่เป็นที่ตั้งใจ เลยอำลาจากที่เก่า ไปยังที่ใหม่ ซึ่งที่ใหม่เป็นตชาดนัดกลางคืนที่เปิดมากว่า 10 ปีคนเดินเยอะ วัยรุ่นเป้าหมายตรงกับสินค้าผมมาก ๆ !!! ดีครับ ไปขายยอดเดือนแรก ขายได้ 80,000 กว่าบาท เฮ ! สิครับ ขายของบ้าอะไร ทำไมรายได้ดึ ถึงว่า พ่อค้า แม่ค้า มีรถ มีบ้าน กู้กันง่ายเหลือเกิน โอเค ! ลุยต่อเลยครับ คราวนี้ จากขาย 4 วันต่อสัปดาห์ ผมหาตลาดลงขายเต็มทุกวันทั้งเดือนไม่มีวันหยุด ยอดขายทะลุ เกิน 100,000 บาท พระเจ้า ! ตอนนั้นผมหยุดคิดเรีองหางานประจำทำเลยครับ
แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิด แบบพลิกชีวิตผมเกิดขึ้นทันที ! เจ้าหน้าที่ลิขสิทธิ์ สั่งระงับไม่ให้ขายของลิขสิทธิ์ในตลาด ผลคือ ร้านขายสินค้าเหมือนผมเกลื่อนล้นตลาด ขายตัดราคากันด้วย ยอดขายตก แต่ต้นทุนเท่าเดิม จากยอดขายเดือนเป็นแสนเหลือ 4-5 หมื่นบาท ยังไม่รวมต้นทุนนะ เหลือหักค่านู้นนี้ กำไรสัปดาห์ละ 2-3 พันบาท เดือนละ 12,000 บาท ยังไม่พอ ! เข้าสู่หน้าฝน ไงละครับ ! ใครจะเดินซื้อของ ผมขาดทุนติดต่อกัน 4 เดือน เงินที่จะเก็บกลับไม่มีเก็บ บัตรเครดิตกดเงินสดมาใช้ในชีวิตประจำวันเต็มวงเงิน
ผลสุดท้าย ผมต้องถอยออกมาสู่โหมด หางานประจำทำ พร้อมกับหนี้สิน รวม ๆ กว่า 250,000 บาท
สรุป
1.บัตรเคดิต 100,000 บาท
- ไม่มีเงินชำระ ตอนนี้ติดเครดิดบูโรเป็นที่เรียบร้อย กำลังจะเข้าสู่โหมดการประนอมหนี้
2.บัตรเคดิต 35,000 บาท
- ขั้นตอนเดียวกับใบแรก
3.หนี้จากการยืมญาติ แต่เขาคิดดอก ร้อยละ 5 อีก 80,000 บาท
4.หนี้จากติดค่าผ้าที่เอามาขายก่อน แต่ยังไม่มีเงินจ่าย 30,000 บาท
ผมควรจะเริ่ม เคลียร์หนี้ก้อนไหนก่อน ครับ
ตอนนี้ผมมีภาระ คือ
ค่าบ้าน 6,000 บาท ค่ารถยนต์ 7,500 บาท ค่าน้ำไฟ ประมาน 2,000 บาท ค่าโทรศัพท์ 1,500 บาท
รวมประมาน 17,000 บาทต่อเดือน
ผมมีงานประจำทำ เดือนละ 25,000 บาท แต่แฟนผมยังไม่มีงานทำ กำลังหาอยู่ครับ
ช่วยแนะนำผมที ผมจะทำสำเร็จไหมครับ
คุณคิดว่าผม...จะปลดหนี้ได้ไหม the mission !
อันดับแรก ผมขอแนะนำตัวเองก่อน ผมเป็นพนักงงานเงินเดือนปกติทั่วไป ทำงานที่ตัวเองรัก ต้องการหาเช้ากินค่ำไปวัน ๆ เพราะ ชีวิตผมไม่ได้ต้องการอะไร นอกจากมีความสุขเพื่อรอวันตาย (พอดี ผมชอบการปฏิบัติธรรม เลยไม่ได้มีจุดหมายในชีวิต ว่าต้องมีเหมือนคนอื่นที่รวยๆ)
ตอนนั้นอายุ 25 ปี เป็นพนักงานเงินเดือน 20,000 บาท คิดว่ามีความสุขดีแล้ว ไม่มีภาระอะไรเลย นอกจากค่าห้อง เดือนละ 3,500 บาท มีเงินเหลือเก็บเหลือกินสบาย ๆ ส่งให้แม่เดือนละ 3,000 บาท
ทำงานกับบริษัทนี้ได้ 6 เดือน เสียงโทรศัพท์เปลี่ยนชีวิตผม ดัง ! ขึ้นเท่านั้นแหละ ผมนี่ เข่าทรุดแทบไม่มีแรงยื่น เพราะคนที่บ้านบอกว่า เป็นหนี้อยู่ 100,000 บาท (ผมไม่เคยรู้ว่าที่บ้านมีหนี้ มาเกือบ 2 ปี และเป็นหนี้นอกระบบ จ่ายดอก เดือนละ 5,000 บาท มาเกือบ 2 ปี ไม่ได้ลดต้น)
โอเค ! งั้น ! หาทางแก้ไขกัน ผมตัดสินใจทำบัตรเครดิต ได้ยอดมา 5 เท่าของเงินเดือน ตัดสินใจ กดออกมาทั้งหมดเพื่อใช้หนี้ที่บ้าน ครอบครัวสบายใจ ผมก็สบายใจ แต่ !! ชีวิตต่อไปหนี้จะเอายังไง เดือนแรก จ่ายขั้นต่ำ คือ 10,000 บาท ยังพอจ่ายได้ เพราะ มีเงินเก็บเลยไม่กังวล
แต่ ! ปัญหาอย่างที่ 2 เริ่มเข้ามาในชีวิต ผมเริ่มมีความรัก คบกันได้สักพัก ตัดสินใจออกจากห้องพักเก่าแล้วย้ายไปที่ใหม่ เพราะเดินทางสะดวกทั้ง 2 คน สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ผมต้องจ่ายค่าล่วงหน้าห้อง 3 เดือน รวม ๆ 7,000 บาท ประกันห้อง 2,000 บาท รวม 9,000 บาท โอเค ! พอไหว เพราะผมยังพอมีเงินเก็บ
ปัญหาที่ 3 ก็ตามมา แฟนผมยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เดิมทีคิดว่า คงจะช่วย ๆ กันหารค่าใช้จ่าย สรุป ผมจ่ายเองทั้งหมด เป็นแบบนี้ อยู่ประมาน. 3 ปี ค่าบัตรเครดิตจ่ายมั่ง กดมาใช้หมุนบ้าง ใน 3 ปีที่คบกับแฟนคนนี้ ผมจ่ายบัตรเครดิตได้แค่ 30,000 บาท
สรุป สุดท้ายผมไม่ไหวกับการต้องมาดูแลค่าใช้จ่ายคนเดียว (ไม่ใช่เลิกกัน เพราะ ค่าใช้จ่ายที่ผมดูแลคนเดียวนะ แต่เพราะเรื่องอื่น) แต่ผมก็ดีใจนะ ที่ผมได้พยายามดูแลเขาจนแฟนผมเรียนจบ ป.ตรี
พอเลิกกับแฟนคนนั้นไป ผมก็มีแฟนใหม่ ! สิ่งที่ตามมา คือ ย้ายห้องอีกสิครับ ! 555 เพราะ เราอยากเก็บและทิ้งความทรงจำเอาไว้ที่เดิม งานงอกเหมือนเดิม ! ค่ามัดจำห้อง ใครจ่าย ? ผมอีกสิครับ 555 รวม ๆ หมื่นกว่า เพราะย้ายจากอาร์พาร์ทเม้นต์เป็นคอนโด
ยังครับ ! ความสนุกกำลังจะเกิด คือ ธนาคารแห่งหนึ่งที่ผมฝากเงินแบบออมทรัพย์ โทร.มาหาผม บอกว่า จะให้บัตรเครดิตมาใช้ ผมก็เอามาก่อนก็ได้ คงไม่ได้เปิดใ้ช้หรอก สรุปเอามาเก็บได้ 1 เดือน แหม่ ! มันช่างน่าเย้ายวนเหลือเกิน ก็เปิดใช้งานไปตามระเบียบครับ
ความสนุก ! เริ่มมาแล้วครับ คนเราพอมีแฟน ถ้าแฟนอยากได้อะไร คุณจะซื้อให้ไหม ? ครับ ซึ่งแฟนผมก็เป็นคนเอาแต่ใจ อยากได้ต้องได้ ถ้าไม่ได้ก็งอล (แต่ผมเป็นคนนิสัยเสียอยู่อย่างเดียว ถ้าใครอยากได้อะไร ผมต้องหาให้เขาจนได้ ไม่ใช่แค่แฟนนะครับ ครอบครัวผมเหมือนกัน แต่ครอบครัวผมก็จะอยากได้สิ่งที่เป็นประโยชน์)
ผ่านไป 1 ปี กับแฟนใหม่ ห้องพักใหม่ ผมมีหนี้จากบัตรเครดิตใบเก่าอยู่ 50,000 บาท ใช้หนี้ไปได้ 50,000 บาท หนี้จากบัตรเครดิตใบใหม่ อีก 20,000 บาท รวม 70,000 บาท
เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น แฟนผมชาออกจากงาน เพราะ ด้วยสวัสดิการและอะไร หลาย ๆ อย่างที่มองแล้วว่า ทำงานที่นี่ไปกี่ปีก็ไม่คุ้มเลย ลาออกดีกว่า โอเค ! ซวยละ ค่าใช้จ่ายวิ่งมาบนหน้าเต็ม ๆ คือ เราคุยกันแล้วว่า ไม่โอเคกับบริษัทนี้ แฟนผมก็เขียนใบลาออก ซึ่งปกติ 1 เดือนถึงจะออกได้ แต่นี่ ! ยื่นใบลาออก ปุ๊บ บริษัทบอก พรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานละนะ (จริง ๆ บริษัทคงจะอยากให้แฟนผมออกอยู่แล้ว เพราะแฟนผมทำฤทธิ์เรื่อง สวัสดิการ และ การจ่ายเงินเดือนที่ไม่ออกตรงเวลา) 555 เริ่มสนุกขึ้นเรื่อย ๆ
แฟนผมออกได้ 1 เดือน เราเริ่มมีทางออกกันชะครับ เพราะ เพื่อนผมเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า เลยตัดสินใจว่าจะรับเสื้อมาขายตามตลาดนัดดีกว่า ไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร ! เหมือนจะดี คอนโดที่อยู่หมดสัญญาพอดีครับ แฟนผมก็เลยคิดว่า เราไปเช่าบ้านอยู่ดีกว่า ตอนนั้นหาบ้านเช่าได้เดือนละ 9,000 บาท เลยหาคนหารเพิ่ม คือ เพื่อนของแฟน เป็นคนบ้านเดียวกับแฟน เรียนด้วยกันมา และเข้ากรุงเทพมาด้วยกัน ตริง ๆ สนิทกันแหละ เพราะก่อนแฟนจะย้ายมาอยู่กับผมก็อยู่กับเพื่อนคนนี้แหละครับ สรุป ! ย้ายไปเช่าบ้านอยู่ ตกคนละ 3,000 บาทต่อเดือน โอเค ! ราคากำลังสวยเลยครับ
เหตุการณ์เหมือนจะดี แต่ ! หัวหน้าแผนกผม เรียกทีมมาประชุม แล้วบอกว่า พี่เขียนใบลาออกแล้วนะ ? อ้าว .... เฉี่ย แหละ บอกแบบนี้เลยหรอ ? คือ ผมมีความอัดอั้นใจกับทีมงงานนี้พอสมควร เพราะ ถ้าไม่มีหัวหน้าคนนี้อยู่ ผมก็ไม่รู้จะอยู่ทำไม ? บังเอิญผมได้งานชิ้นหนึ่งจากบริษัท ผมได้ค่าส่วนต่าง รวม ๆ แล้วประมาน 1 แสน แหม่ ! งามไส้ ลาออกเลยดีกว่า หัวหน้าลาออกแล้ว ผมมีเงินไปพอจะประทังชีวิต เพีอหางานใหม่ได้สักระยะ ลาออกเลยจ้า 5555
ยัง ๆ ! ยังไม่หมดเท่านี้ครับ ภาระยังคอยอยู่อีกเพียบ ย้ายเข้าบ้าน มันต้องมีค่ามัดจำ นู้นนี้ ! สำคัญกว่านั้น เป็นบ้านเปล่าเลย ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใด ๆ ทำไงละ ? ซื้อสิครับ แหม่ ๆ ซื้อทั้งทีก็เอาให้ดี ๆ หน่อยครับ รูดบัตรไปเลยครับ ค่าเตียง ที่นอน โต๊ะเครื่องแป้ง 35,000 บาท บัตรใบเเรก รวมยอดหนี้ 85,000 บาท ครับ อ้าว ? ยังไม่มีแอร์ จัดไปอีก 15,000 บาท บัตรใบที่ 2 เต็มวงเงิน 35,000 บาท รวมยอด 2 ใบ 120,000 บาท งดงามตามท้องเรื่องสิครับ !!
คงสงสัยว่า ทำไม ! ไม่เอาเงินที่ได้มา 100,000 บาท มาซื้อเฟอร์นิเจอร์หรือปิดบัตรเครดิต ผมก็ งง ตัวเองเหมือนกันว่า ตอนนี้คิดอะไรอยู่ แค่ในความรู้สึกตอนนั้นคือ ผมต้องเอามาลงทุน ขายเสื้อผ้า และ ค่าใช้จ่าย อื่น ๆ ระหว่างที่ผมหางานประจำที่ใหม่ครับ ลืม ! เล่าภาระอีกก้อนก่อนออกจากบริษัทเก่า ผมได้ทำเรื่องกู้ซื้อรถ เพื่อเอามาใช้ขนผ้าไปขาย ไปรับผ้าจากโรงงาน เลยตัดสินใจกู้ซื้อรถ แล้วก็ผ่าน มีภาระเพิ่มอีก 7,500 บาทต่อเดือน
เริ่มการเป็นเจ้าของธุรกิจครั้งแรกในชีวิต ผมลงทุน ค่าเสื้อ ค่าตกแต่งร้าน อุปกรณ์ต่าง ๆ ค่าเช่าพื้นที่ขายของ รวม ๆ 40,000 กว่า ๆ ยังไง ! ละครับ เจ้งสิครับ เพราะตอนนั้นเรามองว่า แถวนั้นเป็นหมู่บ้าน ยังไม่มีตาดนัดกลางคืน คนน่าจะมาเดินซื้อของกับประมานหนึ่ง แต่ไม่เป็นที่ตั้งใจ เลยอำลาจากที่เก่า ไปยังที่ใหม่ ซึ่งที่ใหม่เป็นตชาดนัดกลางคืนที่เปิดมากว่า 10 ปีคนเดินเยอะ วัยรุ่นเป้าหมายตรงกับสินค้าผมมาก ๆ !!! ดีครับ ไปขายยอดเดือนแรก ขายได้ 80,000 กว่าบาท เฮ ! สิครับ ขายของบ้าอะไร ทำไมรายได้ดึ ถึงว่า พ่อค้า แม่ค้า มีรถ มีบ้าน กู้กันง่ายเหลือเกิน โอเค ! ลุยต่อเลยครับ คราวนี้ จากขาย 4 วันต่อสัปดาห์ ผมหาตลาดลงขายเต็มทุกวันทั้งเดือนไม่มีวันหยุด ยอดขายทะลุ เกิน 100,000 บาท พระเจ้า ! ตอนนั้นผมหยุดคิดเรีองหางานประจำทำเลยครับ
แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิด แบบพลิกชีวิตผมเกิดขึ้นทันที ! เจ้าหน้าที่ลิขสิทธิ์ สั่งระงับไม่ให้ขายของลิขสิทธิ์ในตลาด ผลคือ ร้านขายสินค้าเหมือนผมเกลื่อนล้นตลาด ขายตัดราคากันด้วย ยอดขายตก แต่ต้นทุนเท่าเดิม จากยอดขายเดือนเป็นแสนเหลือ 4-5 หมื่นบาท ยังไม่รวมต้นทุนนะ เหลือหักค่านู้นนี้ กำไรสัปดาห์ละ 2-3 พันบาท เดือนละ 12,000 บาท ยังไม่พอ ! เข้าสู่หน้าฝน ไงละครับ ! ใครจะเดินซื้อของ ผมขาดทุนติดต่อกัน 4 เดือน เงินที่จะเก็บกลับไม่มีเก็บ บัตรเครดิตกดเงินสดมาใช้ในชีวิตประจำวันเต็มวงเงิน
ผลสุดท้าย ผมต้องถอยออกมาสู่โหมด หางานประจำทำ พร้อมกับหนี้สิน รวม ๆ กว่า 250,000 บาท
สรุป
1.บัตรเคดิต 100,000 บาท
- ไม่มีเงินชำระ ตอนนี้ติดเครดิดบูโรเป็นที่เรียบร้อย กำลังจะเข้าสู่โหมดการประนอมหนี้
2.บัตรเคดิต 35,000 บาท
- ขั้นตอนเดียวกับใบแรก
3.หนี้จากการยืมญาติ แต่เขาคิดดอก ร้อยละ 5 อีก 80,000 บาท
4.หนี้จากติดค่าผ้าที่เอามาขายก่อน แต่ยังไม่มีเงินจ่าย 30,000 บาท
ผมควรจะเริ่ม เคลียร์หนี้ก้อนไหนก่อน ครับ
ตอนนี้ผมมีภาระ คือ
ค่าบ้าน 6,000 บาท ค่ารถยนต์ 7,500 บาท ค่าน้ำไฟ ประมาน 2,000 บาท ค่าโทรศัพท์ 1,500 บาท
รวมประมาน 17,000 บาทต่อเดือน
ผมมีงานประจำทำ เดือนละ 25,000 บาท แต่แฟนผมยังไม่มีงานทำ กำลังหาอยู่ครับ
ช่วยแนะนำผมที ผมจะทำสำเร็จไหมครับ