คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 3
มีกฏหมายครอบคลุมอยู่แล้วครับ ส่วนจะสร้าง high-rise หรือ low-rise อยู่ที่หลายปัจจัยครับ ไม่ใช้แค่อยากสร้างก็สร้างได้นะครับ
1. ความคุ้มทุน การสร้าง high-rise มีต้นทุนสูงกว่ามาก คือส่วนใหญ่แตะพันล้านบาท ซึ่งก็จะเหลือเฉพาะเจ้าใหญ่เท่านั้นที่ทำโครงการได้ หากการแข่งขันน้อยลง ราคาก็จะขยับสูงขึ้นเพราะเป็นการกึ่งผูกขาด (Oligopoly) และสุดท้ายผู้ซื้ออาจได้ซื้อในราคาสูงกว่าในปัจจุบันมาก
2. ขนาดของที่ดิน และถนนเข้าโครงการ การสร้าง high-rise จำเป็นต้องมีที่ดินผืนใหญ่กว่า มีพื้นที่รอบข้างเพื่อดำเนินการก่อสร้างอาคารสูง และถนนที่กว้างพอที่จะให้เครื่องจักรหนักเข้าถึงได้ รวมถึงในอนาคต หากต้องรื้อตึกทิ้ง ดูตัวอย่างจากประเทศที่พัฒนาไปไกลแล้ว ระยะระหว่างตึกจะกว้างมาก เพื่อจะได้ระเบิดตึกได้เมื่อเสื่อมสภาพ หรือแม้แต่เกิดเหตุไฟไหม้ ต้องใช้รถดับเพลิงที่มีแรงดันน้ำสูง เพื่อฉีดขึ้นถึงชั้นบนๆ และการหาที่ดินขนาดใหญ่ในเมืองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ราคาที่ดินมักแพงขึ้นเป็นเท่าตัวเพราะเป็นที่ผืนใหญ่ โก่งราคากันมาก
3. รูปแบบและความต้องการ การสร้าง high-rise แต่ละโครงการมักมีขนาดหลายร้อยห้อง แต่ถ้าดีมานต์มันไม่ได้มากขนาดนั้น มันคือความเสี่ยงที่จะสร้างมาแล้วเหลือ ขายไม่หมด และนิติบุคคลไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่ จะเป็นปัญหากับผู้ที่ซื้อนะครับ เช่นขายได้ 60-70% บริษัทก็ร่อแร่ นิติบุคคลตั้งได้ก็ลำบาก เพราะมีรายได้แค่ ครึ่งเดียวจากที่วางแผน นึกถึงสภาพที่มีลิฟท์ 4 ตัวเปิดใช้ 2 ตัว และเปิดไฟทางเดิน ดวงเว้นดวง ไฟด้านนอกอาคาร เปิดบ้างปิดบ้าง ดูไม่จืดเลยนะครับ
4. สาธารณูปโภคในพื้นที่ เรื่องนี้คนมักไม่ได้คิด แต่เป็นเรื่องปวดหัวนะครับ บางโครงการมีเส้นสายวิ่งเต้นจนก่อสร้างได้ แต่กำลังการจ่ายน้ำและไฟในชุมชนมีกำจัด เมื่อมีตึงสูงเกิดขึ้น การใช้น้ำใช้ไฟจะเพิ่มขึ้นมหาศาล จะเกิดอะไรขึ้น คิดเล่นๆว่าไฟไม่ค่อยพอ มีไฟดับบ้าง หากไฟดับนานและคุณอยู่ชั้น 20+ การเดินลงบันไดมาหาข้าวกินคงไม่สนุกนะครับ ผมเคยเจอกรณี black out ตอนอยู่สิงคโปร์ ดับเกิน 10 ชั่วโมง มันสุดๆจริงๆครับ หรือออฟฟิสแถวอโศกเวลาไฟดับ 2-3ชั่วโมงช่วงเวลาเลิกงาน ต้องเดินลงบันได 22ชั้น รู้เลยว่า low-rise ดีกว่าเพราะเดินบันไดไม่กี่ชั้นก็ได้ออกมาข้างนอกแล้ว
ดังนั้น high-rise และ low-rise ก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันครับ บางคนชอบสังคมใหญ่ บางคนชอบสังคมเล็ก บางคนชอบวิวสูงก็ชอบ high-rise บางคนไม่ชอบความเสี่ยงเมื่อเกิดเหตุการณ์ ก็อาจชอบ low-rise มีคละกันให้ลูกค้าได้เลือกก็น่าจะดีกว่าครับ มันมีข้อดีข้อเสียให้เหมาะกับแต่ละคนครับ
พิมพ์เยอะ เจ็บมือ แค่นี้ละกันครับ
1. ความคุ้มทุน การสร้าง high-rise มีต้นทุนสูงกว่ามาก คือส่วนใหญ่แตะพันล้านบาท ซึ่งก็จะเหลือเฉพาะเจ้าใหญ่เท่านั้นที่ทำโครงการได้ หากการแข่งขันน้อยลง ราคาก็จะขยับสูงขึ้นเพราะเป็นการกึ่งผูกขาด (Oligopoly) และสุดท้ายผู้ซื้ออาจได้ซื้อในราคาสูงกว่าในปัจจุบันมาก
2. ขนาดของที่ดิน และถนนเข้าโครงการ การสร้าง high-rise จำเป็นต้องมีที่ดินผืนใหญ่กว่า มีพื้นที่รอบข้างเพื่อดำเนินการก่อสร้างอาคารสูง และถนนที่กว้างพอที่จะให้เครื่องจักรหนักเข้าถึงได้ รวมถึงในอนาคต หากต้องรื้อตึกทิ้ง ดูตัวอย่างจากประเทศที่พัฒนาไปไกลแล้ว ระยะระหว่างตึกจะกว้างมาก เพื่อจะได้ระเบิดตึกได้เมื่อเสื่อมสภาพ หรือแม้แต่เกิดเหตุไฟไหม้ ต้องใช้รถดับเพลิงที่มีแรงดันน้ำสูง เพื่อฉีดขึ้นถึงชั้นบนๆ และการหาที่ดินขนาดใหญ่ในเมืองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ราคาที่ดินมักแพงขึ้นเป็นเท่าตัวเพราะเป็นที่ผืนใหญ่ โก่งราคากันมาก
3. รูปแบบและความต้องการ การสร้าง high-rise แต่ละโครงการมักมีขนาดหลายร้อยห้อง แต่ถ้าดีมานต์มันไม่ได้มากขนาดนั้น มันคือความเสี่ยงที่จะสร้างมาแล้วเหลือ ขายไม่หมด และนิติบุคคลไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่ จะเป็นปัญหากับผู้ที่ซื้อนะครับ เช่นขายได้ 60-70% บริษัทก็ร่อแร่ นิติบุคคลตั้งได้ก็ลำบาก เพราะมีรายได้แค่ ครึ่งเดียวจากที่วางแผน นึกถึงสภาพที่มีลิฟท์ 4 ตัวเปิดใช้ 2 ตัว และเปิดไฟทางเดิน ดวงเว้นดวง ไฟด้านนอกอาคาร เปิดบ้างปิดบ้าง ดูไม่จืดเลยนะครับ
4. สาธารณูปโภคในพื้นที่ เรื่องนี้คนมักไม่ได้คิด แต่เป็นเรื่องปวดหัวนะครับ บางโครงการมีเส้นสายวิ่งเต้นจนก่อสร้างได้ แต่กำลังการจ่ายน้ำและไฟในชุมชนมีกำจัด เมื่อมีตึงสูงเกิดขึ้น การใช้น้ำใช้ไฟจะเพิ่มขึ้นมหาศาล จะเกิดอะไรขึ้น คิดเล่นๆว่าไฟไม่ค่อยพอ มีไฟดับบ้าง หากไฟดับนานและคุณอยู่ชั้น 20+ การเดินลงบันไดมาหาข้าวกินคงไม่สนุกนะครับ ผมเคยเจอกรณี black out ตอนอยู่สิงคโปร์ ดับเกิน 10 ชั่วโมง มันสุดๆจริงๆครับ หรือออฟฟิสแถวอโศกเวลาไฟดับ 2-3ชั่วโมงช่วงเวลาเลิกงาน ต้องเดินลงบันได 22ชั้น รู้เลยว่า low-rise ดีกว่าเพราะเดินบันไดไม่กี่ชั้นก็ได้ออกมาข้างนอกแล้ว
ดังนั้น high-rise และ low-rise ก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันครับ บางคนชอบสังคมใหญ่ บางคนชอบสังคมเล็ก บางคนชอบวิวสูงก็ชอบ high-rise บางคนไม่ชอบความเสี่ยงเมื่อเกิดเหตุการณ์ ก็อาจชอบ low-rise มีคละกันให้ลูกค้าได้เลือกก็น่าจะดีกว่าครับ มันมีข้อดีข้อเสียให้เหมาะกับแต่ละคนครับ
พิมพ์เยอะ เจ็บมือ แค่นี้ละกันครับ
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
คอนโดมิเนียม
รัฐควรออกกฎหมายไหมว่าในกรุงเทพชั้นในควรสร้างได้แต่คอนโดhigh-rise เพราะสร้าง low-lise จะเสียพื้นที่แถวนั้นไป
สมมติ สร้างคอนโดไฮไรจุคนได้ 300คน ส่วนโลวไลจุคนได้ 30 คน ขนาดที่ดินเท่ากัน ถ้าพื้นที่ชั้นในสร้างแต่โรวไร เราก็จะเสียที่ดินชั้นในดีๆ แต่จุคนได้น้อยกว่า รัฐควรออกกฎหมายควบคุมไหม