:: และแล้วท่านก็ได้ละสังขาร....สมความตั้งใจ

นับตั้งแต่ที่พ่อ ท่านได้ล้มป่วยด้วยสังขารหลายโรค เบาหวาน ความดัน ไต
สังขารนี้มันทรมาน เกิด แก่ เจ็บ ล้วนแล้วแต่เกิดทุกข์ อันเนื่องมาจากสังขารของเรา

หลวงพ่อวัย 78 ปี กับการบวชปฏิบัติธรรมมา 15 พรรษา ..
จริงๆ แล้วท่านป่วยมานาน หลายปี แต่หน้าตายังแจ่มใส แม้สังขารจะทรมานปานใด
ท่านไม่ยอมบอกใคร เพราะท่านไม่อยากให้ลูกๆหลานๆ ต้องลำบาก พาไปหาหมอพยาบาล

ถึงแม้จิตใจจะเข้มแข็งปานใด แต่ก็สู้สังขารไม่ไหว ทำให้ร่างกายทรุด และ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
หลายครั้งที่พยายาม พาไปโรงพยาบาล แต่ท่านปฏิเสธมาโดยตลอด ท่านอยากให้ปล่อยไปตามธรรมชาติ

แต่ก็ทนลูกหลานรบเร้าไม่ไหว ก็เลยไปโรงพยาบาล แต่ถึงกระนั้นก็ปฏิเสธจะกินยา
ข้าวก็ไม่ยอมฉัน ยาก็ฉันบ้างไม่ฉันบ้าง แล้วแต่ลูกหลานจะบังคับ

หนักๆเข้าท่านก็บ่น

"ให้กินแต่ข้าวแต่ยา แล้ว เมื่อไหร่จะได้ไปซะที"

บางครั้งยังพูดติดตลก
"อุตส่าห์ท่อง...พุทโธ...พุทโธ นึกว่าจะไปแล้ว ยังตื่นขึ้นมาอีกน่อ"

พระเพื่อนสายปฏิบัติด้วยกันแวะมาเยี่ยมเยือน บอกว่า
ท่านรู้ตัวท่านดี ถ้าท่านหิวก็จะเอ่ยปากเอง ไม่ต้องไปบังคับให้ฉันข้าวฉันยา ..

และแล้ววาระสุดท้ายก็มาถึง .... ก่อนท่านจะมรณภาพ
ปากแดงเหมือนทาลิปสติก หน้าตาสดใส ร่างกายมีเลือดแล่นผ่าน
ท่านค่อยๆ... สิ้นลมหายใจ ....

ความตาย ปุถุชน มักกลัวความตาย คือสิ่งพลัดพราก ให้จากกัน
แต่ะพระที่ปฏิบัติมาดีแล้ว จะมีความคิดอีกแบบ คือการสิ้นสุดของความทรมานจากสังขาร
ความตายคือความพ้นทุกข์จากร่างกายปัจจุบัน ....

ถ้าจิตไม่เป็นห่วงสิ่งใด ท่านก็เดินทางต่อไปเพื่อสู่นิพพาน ในภพต่อๆ ไป

ส่วนเรายังต้องต่อสู้ต่อไป ทุกข์เพราะความอยากมีอยากได้
แต่ท่านไปสบายแล้ว เพราะไม่มีอะไรต้องห่วง

สังขารถูกเผา กลับไปสู่ดินน้ำ ตามธรรมชาติ ..

เหลือเพียงแต่ดวงจิต ที่ต้องล่องลอยหาภพหาชาติใหม่ต่อไป ..
ส่วนจะไปสู่ภพที่ดี หรือ อบายภูมิ อยู่ที่กรรมของเราเอง...
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่