ตอนอายุยี่สิบกว่าๆ เราป่วยเป็นโรคซึมเศร้าอย่างแรง อาการคือจะหวาดกลัวคนแบบไม่มีเหตุผล แต่ตอนนั้นเรียนที่อเมริกา ก็เลยไม่สะดวกไปหาจิตแพทย์ ไปหานักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยแทนเพราะมันฟรี แต่มันก็ไม่หาย เพราะโรคซึมเศร้าต้องกินยา ถึงจะดีขึ้น
รูมเมทคนไทยที่อาศัยอยู่ด้วยกันรู้ว่าเราผิดปกติ เขาก็พูดกระทบว่าเราผิดปกติ แล้วก็เริ่มกดขี่ข่มเหงเพราะเห็นเราไม่มีเพื่อนเลย โดยพยายามบีบคั้นจะเอารถส่วนตัวของเราไปให้เพื่อนของเขาใช้ พูดจาบีบคั้นฉุนเฉียวจะเอารถของเราให้ได้ แต่ตอนนั้นเราก็รู้ว่ามันไม่ถูก เราก็เงียบไม่พูดอะไรและไม่ให้ยืมรถ แต่พอได้โอกาส รูมเมทก็ขโมยรถของเราไปให้พี่สาวเพื่อนใช้โดยไม่บอกเราก่อน พอเห็นเราโมโห ถึงได้เอารถมาคืน โดยร้องเสียงดังโมโหใส่เราก่อนเพื่อข่มเราไม่ให้ต่อว่าเขาได้
ก่อนเรียนจบ รูมเมทคนนี้กดขี่ข่มเหงเราอย่างหนัก พยายามบีบให้เราไปรับใช้เพื่อนสนิทของเขา แต่เราเงียบและไม่ทำ บางทีก็ต่อว่าเราที่เราขายรถไปก่อนเรียนจบทำให้เขาขอยืมรถเราไม่ได้ เราเรียนจบกลับเมืองไทยก่อน รูมเมทเราขายโทรทัศน์และอุปกรณ์ในห้องได้ ก็เงียบหาย ไม่แบ่งให้เราทั้งที่เราออกเงินซื้อด้วย
เรารู้ทุกอย่างว่ารูมเมทเราทำไม่ถูกต้อง แต่เราหวาดกลัวผู้คนไปหมด เราได้แต่หลบๆซ่อนๆ หนีผู้คนไปวันๆ เมื่อสารเคมีในสมองไม่ปกติ คนเราจะควบคุมตัวเองไม่ได้ จนเรากลับเมืองไทย ก็ได้ไปหาจิตแพทย์ กินยา รักษาจนหายในระดับหนึ่ง ทุกวันนี้ เรามีชีวิตที่ดีปานกลาง มีงานทำ มีครอบครัว แต่ก็ยังไม่ค่อยมีเพื่อนเหมือนเดิม
แต่มาย้อนคิดถึงอดีต นึกถึงรูมเมทคนนี้ เขาจะพูดดี ทำดี กับทุกคนที่เป็นคนปกติ (เพราะคนปกติจะตอบโต้ได้) เขาร่าเริง มีเพื่อนเยอะ ไปไหนก็มีแต่คนช่วยเหลือ ผิดจากเรา เราไปไหน คนก็รังเกียจเพราะคนเขาว่าเราประสาท (แต่ก็มีส่วนน้อยที่มีน้ำใจช่วยเหลือนะ)
เพื่อนๆ เคยเห็นกรรมสนองคนที่เลือกข่มเหงแต่ผู้ป่วยจิตเวชหรือคนไม่ปกติมั้ยคะ เราต้องโดนทำร้ายฟรีๆ งั้นหรือ ส่วนเขารอดตัวไป เพราะเลือกทำดีกับคนปกติด้วยกันอย่างนั้นหรือ คือ ถ้าเราเป็นคนปกติ เขาก็คงไม่กล้าข่มเหงเราแบบนี้ เขาทำร้ายเรา เพราะเห็นเราไม่ปกติ เหมือนที่เด็กม.2 รุมทำร้ายเด็กป.4 ที่เป็นออติสติกน่ะค่ะ
เคยเห็นกรรมสนองคนที่กดขี่ข่มเหงคนที่เป็นโรคจิตเวชมั้ย
รูมเมทคนไทยที่อาศัยอยู่ด้วยกันรู้ว่าเราผิดปกติ เขาก็พูดกระทบว่าเราผิดปกติ แล้วก็เริ่มกดขี่ข่มเหงเพราะเห็นเราไม่มีเพื่อนเลย โดยพยายามบีบคั้นจะเอารถส่วนตัวของเราไปให้เพื่อนของเขาใช้ พูดจาบีบคั้นฉุนเฉียวจะเอารถของเราให้ได้ แต่ตอนนั้นเราก็รู้ว่ามันไม่ถูก เราก็เงียบไม่พูดอะไรและไม่ให้ยืมรถ แต่พอได้โอกาส รูมเมทก็ขโมยรถของเราไปให้พี่สาวเพื่อนใช้โดยไม่บอกเราก่อน พอเห็นเราโมโห ถึงได้เอารถมาคืน โดยร้องเสียงดังโมโหใส่เราก่อนเพื่อข่มเราไม่ให้ต่อว่าเขาได้
ก่อนเรียนจบ รูมเมทคนนี้กดขี่ข่มเหงเราอย่างหนัก พยายามบีบให้เราไปรับใช้เพื่อนสนิทของเขา แต่เราเงียบและไม่ทำ บางทีก็ต่อว่าเราที่เราขายรถไปก่อนเรียนจบทำให้เขาขอยืมรถเราไม่ได้ เราเรียนจบกลับเมืองไทยก่อน รูมเมทเราขายโทรทัศน์และอุปกรณ์ในห้องได้ ก็เงียบหาย ไม่แบ่งให้เราทั้งที่เราออกเงินซื้อด้วย
เรารู้ทุกอย่างว่ารูมเมทเราทำไม่ถูกต้อง แต่เราหวาดกลัวผู้คนไปหมด เราได้แต่หลบๆซ่อนๆ หนีผู้คนไปวันๆ เมื่อสารเคมีในสมองไม่ปกติ คนเราจะควบคุมตัวเองไม่ได้ จนเรากลับเมืองไทย ก็ได้ไปหาจิตแพทย์ กินยา รักษาจนหายในระดับหนึ่ง ทุกวันนี้ เรามีชีวิตที่ดีปานกลาง มีงานทำ มีครอบครัว แต่ก็ยังไม่ค่อยมีเพื่อนเหมือนเดิม
แต่มาย้อนคิดถึงอดีต นึกถึงรูมเมทคนนี้ เขาจะพูดดี ทำดี กับทุกคนที่เป็นคนปกติ (เพราะคนปกติจะตอบโต้ได้) เขาร่าเริง มีเพื่อนเยอะ ไปไหนก็มีแต่คนช่วยเหลือ ผิดจากเรา เราไปไหน คนก็รังเกียจเพราะคนเขาว่าเราประสาท (แต่ก็มีส่วนน้อยที่มีน้ำใจช่วยเหลือนะ)
เพื่อนๆ เคยเห็นกรรมสนองคนที่เลือกข่มเหงแต่ผู้ป่วยจิตเวชหรือคนไม่ปกติมั้ยคะ เราต้องโดนทำร้ายฟรีๆ งั้นหรือ ส่วนเขารอดตัวไป เพราะเลือกทำดีกับคนปกติด้วยกันอย่างนั้นหรือ คือ ถ้าเราเป็นคนปกติ เขาก็คงไม่กล้าข่มเหงเราแบบนี้ เขาทำร้ายเรา เพราะเห็นเราไม่ปกติ เหมือนที่เด็กม.2 รุมทำร้ายเด็กป.4 ที่เป็นออติสติกน่ะค่ะ