เป็นที่อยากจะเล่าสู่กันฟังครับ
เมื่อสิบกว่าปีก่อน หลังจากแต่งงานและมีลูกคนแรก ตัวผมเองก็ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน
ด้วยอาชีพที่ต้องคุมงานก่อสร้างในป่าในเขามันทำให้เราห่างกัน แต่ละปีจะมีโอกาสกลับบ้าน 2-3 ครั้ง
จะด้วยอะไรก็แล้วแต่..เธออาจะเหงา หรือเพียงต้องการใครสักคนไว้คอยระบายความอัดอั้นในใจ พาไปโน่นนี่นั่น มันก็เลยทำให้เธอ..มีใครอีกคน
ซึ่งผมก็จับได้ เธอก็รับสารภาพ ความคิดแว๊บแรกที่เข้ามาในสมองคือ..ต้องเลิก ยังไงก็ต้องเลิก แต่พอหันไปเห็นลูก..กลับเป็นตัวผมเองที่เลิกไม่ได้
(อ้อ ลืมบอกไป เธอทำงานอยู่ไกลบ้าน ทุกเย็นวันศุกร์จะกลับบ้านไปหาลูก...)
ผมก็เลยทำทุกวิถีเพื่อให้เธอได้กลับบ้านไปอยู่กับลูก หวังว่าเธอจะเลิกกับคนนั้นได้จริงๆ จนในที่สุดเธอก็ได้ย้ายกลับไปอยู่บ้านกับลูก
(ก่อนนั้นเราก็มีลูกคนที่สอง อย่าถามผมนะว่าลูกใคร เพราะตอนนี้เป็นลูกผม)
หลังจากกลับมาอยู่บ้าน.. เหมือนเดิม ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยครับ
แล้วเธอก็มีใครอีกคน ซึ่งครั้งนี้ผมรู้เพราะแฟนของผู้ชายคนนั้นโทรมาบอกผม พอผมถาม เธอก็ยอมรับ และบอกจะเลิกติดต่อกัน
...วินาทีนั้นผมไม่อาจพูดคำว่าเลิกได้ เพราะลูกๆอยู่ข้างๆกายผม
..จากวันนั้นเป็นต้นมา เราก็เลยอยู่ด้วยกันเพียงเพื่อไม่ให้ลูกๆขาดใครไป ผมก็ทำหน้าที่พ่อ เธอก็ทำหน้าที่แม่
ในโลกภายนอกเราก็ไปไหนมาไหนด้วยกันปกติ เราทำตัวปกติไม่มีใครรู้ว่าข้างในเราเป็นอย่างไร
(จน ณ วันนี้ผมก็ยังทำงานไกล้บ้าน ห่างพันกว่ากิโลเมตร ทุกเช้าก็ทักทายด้วยไลน์ กลางคือก็ราตรีสวัสดิ์ เป็นปกติ)
ซึ่งเธอก็เคยบอกว่า หากวันไหนผมอยากจะมีใครบ้างก็ได้นะ ให้บอกเธอละกัน
มันกลับเป็นเรื่องที่ยาก เพราะลูกอีกนั่นแหละ ด้วยเพราะผมโตมาแบบไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่ ผมก็เลยไม่อยากให้ลูกเป็นเช่นนั้น
เรื่องราวที่เป็นมาแบบนี้ มันก็ล่วงเลยมาหลายปี จนลูกคนโตอยู่ ม.1 แล้วครับ
ในส่วนที่เหลือของชีวิต ผมหวังเพียงจะเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ตราบลมหายใจสุดท้าย
เรื่องราวทั้งหมดผมก็บอกเธอไปแล้วว่า ผมผิดเองที่ไม่ได้อยู่ดูแล จนมันเกิดช่องว่างระหว่างเรา
ตอนนี้เป็นเพื่อนกันมากกว่า แต่ยังทำหน้าที่พ่อแม่ อยู่ต่อหน้าลูกๆ เราก็ทำเป็นรักกันปกติ
..ครอบครัวสุขสันต์ คือสิ่งที่คนภายนอกมอง หารู้ไม่ข้างในแสนจะเจ็บช้ำ
ผมเชื่อว่า...คงมีหลายคู่ที่เป็นแบบผม เรามาเล่าสู่กัน ก่อนที่ความเจ็บมันจะทำลายเราจนทำอะไรร้ายๆลงไปครับ
ชีวิตเหมือนละครหลังข่าว อยู่ด้วยกันเพื่อไม่ให้ลูกกำพร้า แต่ความจริงเราเลิกกันนานแล้ว
เมื่อสิบกว่าปีก่อน หลังจากแต่งงานและมีลูกคนแรก ตัวผมเองก็ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน
ด้วยอาชีพที่ต้องคุมงานก่อสร้างในป่าในเขามันทำให้เราห่างกัน แต่ละปีจะมีโอกาสกลับบ้าน 2-3 ครั้ง
จะด้วยอะไรก็แล้วแต่..เธออาจะเหงา หรือเพียงต้องการใครสักคนไว้คอยระบายความอัดอั้นในใจ พาไปโน่นนี่นั่น มันก็เลยทำให้เธอ..มีใครอีกคน
ซึ่งผมก็จับได้ เธอก็รับสารภาพ ความคิดแว๊บแรกที่เข้ามาในสมองคือ..ต้องเลิก ยังไงก็ต้องเลิก แต่พอหันไปเห็นลูก..กลับเป็นตัวผมเองที่เลิกไม่ได้
(อ้อ ลืมบอกไป เธอทำงานอยู่ไกลบ้าน ทุกเย็นวันศุกร์จะกลับบ้านไปหาลูก...)
ผมก็เลยทำทุกวิถีเพื่อให้เธอได้กลับบ้านไปอยู่กับลูก หวังว่าเธอจะเลิกกับคนนั้นได้จริงๆ จนในที่สุดเธอก็ได้ย้ายกลับไปอยู่บ้านกับลูก
(ก่อนนั้นเราก็มีลูกคนที่สอง อย่าถามผมนะว่าลูกใคร เพราะตอนนี้เป็นลูกผม)
หลังจากกลับมาอยู่บ้าน.. เหมือนเดิม ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยครับ
แล้วเธอก็มีใครอีกคน ซึ่งครั้งนี้ผมรู้เพราะแฟนของผู้ชายคนนั้นโทรมาบอกผม พอผมถาม เธอก็ยอมรับ และบอกจะเลิกติดต่อกัน
...วินาทีนั้นผมไม่อาจพูดคำว่าเลิกได้ เพราะลูกๆอยู่ข้างๆกายผม
..จากวันนั้นเป็นต้นมา เราก็เลยอยู่ด้วยกันเพียงเพื่อไม่ให้ลูกๆขาดใครไป ผมก็ทำหน้าที่พ่อ เธอก็ทำหน้าที่แม่
ในโลกภายนอกเราก็ไปไหนมาไหนด้วยกันปกติ เราทำตัวปกติไม่มีใครรู้ว่าข้างในเราเป็นอย่างไร
(จน ณ วันนี้ผมก็ยังทำงานไกล้บ้าน ห่างพันกว่ากิโลเมตร ทุกเช้าก็ทักทายด้วยไลน์ กลางคือก็ราตรีสวัสดิ์ เป็นปกติ)
ซึ่งเธอก็เคยบอกว่า หากวันไหนผมอยากจะมีใครบ้างก็ได้นะ ให้บอกเธอละกัน
มันกลับเป็นเรื่องที่ยาก เพราะลูกอีกนั่นแหละ ด้วยเพราะผมโตมาแบบไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่ ผมก็เลยไม่อยากให้ลูกเป็นเช่นนั้น
เรื่องราวที่เป็นมาแบบนี้ มันก็ล่วงเลยมาหลายปี จนลูกคนโตอยู่ ม.1 แล้วครับ
ในส่วนที่เหลือของชีวิต ผมหวังเพียงจะเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ตราบลมหายใจสุดท้าย
เรื่องราวทั้งหมดผมก็บอกเธอไปแล้วว่า ผมผิดเองที่ไม่ได้อยู่ดูแล จนมันเกิดช่องว่างระหว่างเรา
ตอนนี้เป็นเพื่อนกันมากกว่า แต่ยังทำหน้าที่พ่อแม่ อยู่ต่อหน้าลูกๆ เราก็ทำเป็นรักกันปกติ
..ครอบครัวสุขสันต์ คือสิ่งที่คนภายนอกมอง หารู้ไม่ข้างในแสนจะเจ็บช้ำ
ผมเชื่อว่า...คงมีหลายคู่ที่เป็นแบบผม เรามาเล่าสู่กัน ก่อนที่ความเจ็บมันจะทำลายเราจนทำอะไรร้ายๆลงไปครับ