9 วัน 6 คืน กับ ทริปยุโรป ครั้งแรก 2 ประเทศ Netherlands กับ Austria ความประทับใจ ที่แสนสุข

ก่อนอื่นต้องบอกว่าทริปนี้ เป็นทริปไปดูโรงงานที่ เนเธอร์แลนด์ กับ ประชุมที่ออสเตรียนะครับ เลยอาจจะไม่ได้เที่ยวเต็มที่สักเท่าไรนัก รูปถ่ายส่วนใหญ่จะเป็นเส้นทางตามสถานที่ ที่ผมไปประชุมครับ ถ้าเพื่อนๆ ทราบชื่อโบสถ์ หรือ รูปปั้น บอกกันด้วยนะครับ อิอิอิ

ทริปนี้ต้องทำเองทุกอย่างตั้งแต่ยื่นวีซ่า ยัน หาที่พัก ตอนแรกเกิดปัญหาเรื่องขอวีซ่า เพราะผมจะไปนอน เนเธอร์แลนด์ 2 คืน ออสเตรีย 4 คืน เลยไปยื่นที่
VFS สีลม ( สถานที่สำหรับยื่นวีซ่า ออสเตรีย ) ปรากฎว่าทางเจ้าหน้าที่ แจ้งว่า ถึงคุณจะอยู่ ออสเตรียนานกว่า แต่จดหมายเชิญคุณมาจาก เนเธอร์แลนด์ ให้ไปยื่นที่
VFS ตึกเทรนดี้ ( สถานที่สำหรับยื่นวีซ่า เนเธอร์แลนด์ ) เลยต้องนัดใหม่ ทำให้ช้าไปเล็กน้อย ตรงจุดนี้ ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ VFS ทั้ง 2 ที่ครับ ให้คำแนะนำต่างๆ ดีมากๆ ครับ

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ก็มาถึงวันเดินทางครับ ไฟล์บินค่อนข้างดึกมากๆ ครับ

ไฟล์นี้ผมบินกับ Austria Airline นะครับ ที่นั่งค่อนข้างแคบ อาจจะไม่สบายเท่าไรนักสำหรับคนตัวใหญ่ๆครับ


อาหารเป็นขนมปังแข็งๆ (เสิร์ฟทุกมื้อจริงๆ กับ แกงเขียวหวานไก่ รสชาติไม่มีอะไรน่าจดจำ ครับ) ก่อนมาเคยอ่านรีวิว ว่าแอร์สายการบินยุโรปบริการไม่ค่อยดี แต่ผมรู้สึกว่า OK นะครับ ขออะไรก็ได้ ไม่มีปัญหาอะไร


หลังจากผ่านไป ประมาณ 11 ชั่วโมง เราก็มาถึงเวียนนา ครับ เพื่อต่อเครื่องไป เนเธอร์แลนด์


มีเวลา เกือบ 2 ชม.จิบน้ำชาหน่อยดีกว่า อิอิอิ


แสงอาทิตย์แรกในยุโรปของผมครับ ตื่นเต้นมาก


อาหารว่างบนเครื่องครับ ระหว่างไปเนเธอร์แลนด์


ในที่สุดผมก็มาถึง สนามบิน สคิปโพล (ไม่แน่ใจว่า ออกเสียงถูกไหมนะครับ) มาถึงก็เจอ แฟนๆ PSV กลุ่มใหญ่ เตรียมไปเชียร์ทีมรักเจอ Barcelona (เสียดายถ่ายรูปไม่ทันครับ)


น้ำชาท่าทางจะร้อนแรง 47 ดีกรีเลยทีเดียว


กระเป๋าแดงแรงฤทธิ์ผมมาแล้ว พร้อมลุย และรับความตื่นเต้นครับ


รับกระเป๋าเสร็จมองหาทางไปขึ้นรถไฟทันที


ทริปนี้ ผมต้องไปเมือง Eerbeek ซึ่งออกไปจากตัวเมืองกว่า 100 กิโล คงไม่สามารถนั่งแท๊กซี่ ได้ การคมนาคมที่นี่ ค่อนข้างสะดวก และที่สำคัญ เค้ามีเว็บ
www.9292.nl ครับ ซึ่ง ละเอียดมาก ในการเดินทาง ผมมาครั้งแรก ยังไม่งงเลยครับ ว่าจะไปต่อรถที่ไหน อะไรยังไง เค้าทำดีมากครับ

แล้วเราก็มาซื้อตั๋วขึ้นรถไฟครับ แต่ตอน สแกน เกิดปัญหาคือ ภาษาของเครื่อง สแกน เป็นภาษาดัตท์ ผมยืนงงอยู่สักพัก ว่า นี่เราสแกนไปยังหว่า ก็มีผู้ชายคนนึงเดินมาแนะนำ จบความตื่นเต้นแรกไปได้ด้วยดีครับ อิอิอิ




วิวทิวทัศน์ริมทาง พอออกมาจากเมืองหลวง คือแบบเหมือนผมนั่งรถไฟไปปราจีนบุรี ครับ ไม่แตกต่างกันเลย อิอิอิ












และแล้วหลังนั่งรถไฟ 1 ชม.ผมก็มาถึงเมือง Apeldoorn เพื่อเปลี่ยนไปนั่งรถบัส ครับ ที่นี่ ปัญหาที่ 2 ก็เกิดทันที คือ ผมหลงทิศครับ 55555 เดิน ไปสถานีรถบัสไม่ถูก ขณะที่ผมยืน งกๆเงิ่นๆ ก็มีคุณตาท่านนึงเดินผ่านมา

คุณตาที่บอกคือคนในรูปครับ ท่านมาถามผมว่า จะให้ช่วยอะไรไหม แกบอกแกไม่เก่งภาษาอังกฤษนะ แต่อยากช่วย (ผมเองก็อ่อนแอเช่นกัน เลยใช้ภาษามือช่วย อิอิอิ)
ผมบอกว่า ผมต้องไปสถานี รถบัส เพื่อต่อรถบัสไปเมือง Eerbeek ผมหวังแค่ให้คุณตาชี้ทาง แต่คุณตาบอก Follow me ว้าว ผมก็เดินลากกระเป๋าตามคุณตาไป แต่ด้วยความที่ท่านขาไม่ดี ต้องใช้ไม้เท้าช่วย พอไปถึงสถานี รถบัส รถสาย 43 ที่ผมต้องขึ้น ขับผ่านหน้าไป คุณตาอุทานมาว่า Ohhh we miss
55555 ไม่ we ละครับตา me คนเดียวนี่แหละ แต่แค่นี้ผมก็ประทับใจคุณตามากๆ แล้วครับ หลังจากกล่าวขอบคุณเสร็จ คุณตาก็เดินไปขึ้นรถบัสของท่าน ส่วนผมก็มานั่งรอ รถบัส เหงาๆ คนเดียว อีก 40 นาที หุหุหุ จบอุปสรรคที่ 2 อย่างสวยงามด้วยความช่วยเหลือของคุณตาที่น่ารัก


และแล้ว รถบัสสาย 43 ผมก็มาถึง ผมลากกระเป๋า ขึ้นรถทันที และทันทีเช่นกัน ปัญหาที่ 3 ก็ตามมา คือผมไม่มีตั๋วววววววว เพราะผมคิดว่า เค้าจะจ่ายเงินบนรถแบบ บ้านเรา 55555 พี่คนขับ ผู้ซึ่ง หน้าตาค่อนข้างโหด หนวดเฟิ้ม ใส่แว่นดำ ก็อธิบายว่า คุณต้องซื้อตั๋วมาก่อนนะ ผมก็ไม่งอแงอะไร แค่บอกแกไปว่า พอดีนี่เป็นครั้งแรกที่ผมมายุโรป เลยไม่ทราบ ผมลากกระเป๋าลงมา และจะไปหาที่ซื้อตั๋ว แต่พี่คนขับเรียกผมไว้และบอกว่า ไม่เป็นไร ครั้งนี้ คุณไปกับผมได้ เพราะ มันค่อนข้างเย็นแล้ว ต้องนั่งรอรถ อีกเกือบชั่วโมง มันนานไป ผมนี่แบบว่าประทับใจมากครับ ผมนั่งรถบัสมาอีกประมาณ 45 นาที ก็ถึงจุดหมายปลายทาง คือเมือง Eerbeek ตอนลงรถ ผมกล่าวขอบคุณพี่เค้าไปอย่างสุดซึ้ง แล้วก็เดินลากกระเป๋าลงจากรถด้วยหัวใจที่พองโต พร้อมเปิด GPS เพื่อเดินไป โรงแรมที่พัก ผมยืนดู GPS ไปพร้อมๆกับน้ำตาที่รื้นๆ ปริ่มๆ มาเรื่อยๆ (ซึ้งใช่ไหม) ป๊าววววว พี่ส่งผิดป้าย 55555 จากที่ต้องเดิน ประมาณ 800M กลายเป็นผมต้องเดิน 1.7 KM โอ้ววววว แต่ผมก็เดินไปยิ้มไป นะครับ และคิดตลอดทางที่เดินมาว่า ในระยะเวลาแค่ 2 ชม.ในดินแดนที่ห่างจากบ้านเกิดเป็น พันไมล์ ผมได้รับการช่วยเหลือ จากคนแปลกหน้าตั้ง 3 คน โดยที่ผมไม่ได้ร้องขอเลย มันทำให้ผมคิดถึงสิ่งที่ตัวเองทำมาตลอดเวลาอยู่เมืองไทยคือ เวลาเจอนักท่องเที่ยวยืน งงๆ ผมไม่รีรอที่จะเดินไปถามว่าให้ผมช่วยอะไรไหม เราไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทนแค่อยากช่วย วันนึง สิ่งที่เราทำก็ตอบแทนเราเองในเวลาที่เหมาะสม


ผมเดินมาเรื่อยๆ ด้วยความเบิกบานใจ และในที่สุด ผมก็ถึงที่พักครับ บ้านทรายทองนั่นเอง อิอิอิ





ปล่าวๆ Fletcher Hotel เมือง Eerbeek ครับ

หลังจากมาถึง ประมาณบ่ายโมง ผมอยาก อาบน้ำนอนมาก แต่ทาง Reception แจ้งว่า เข้าพักได้ ตอนบ่ายสาม งั้นเราไปทานข้าวกันก่อนเนอะ ไปครับๆ อาหารมื้อแรกในยุโรปของผม


เป็นเบอร์เกอ เนื้อครับ หุหุหุ รสชาติ บอกตรงๆว่า ขนาดหิวยังไม่ถูกปากเลยครับ ยอมรับจริงๆเรื่องอาหารผมไม่ใช่สายยุโรป

บรรยากาศเบาๆ ครับ


หลังจากทานข้าว เสร็จ เดี๋ยวพักสักแปบ แล้วเราไปชมเมือง Eerbeek กันนะครับ

ปะครับ พักเรียบร้อย อาบน้ำ อาบท่าเรียบร้อย เราไปหาซื้อน้ำเปล่า ในเมืองกันครับ (เค้าบอกว่าน้ำก็อกที่นี่กินได้ แต่เอาจริงๆก็ไม่กล้าเนอะ)

เลี้ยวขวาออกจากโรงแรมก็เจอร้านน้ำชาครับ เดี๋ยวค่อยมาจิบน้ำชา Amstel ดูบอลเย็นนี้ อิอิอิ


เมืองนี้ค่อนข้างเงียบมากๆๆๆๆๆๆๆ เลยครับ บรรยากาศแบบว่า ร้างป่าวเนี่ย ได้กลิ่นฉี่สุนัข แต่ไม่ยักกะมีสุนัขแฮะ มาทราบจาก Reception ว่า ที่นี่ สุนัขต้องมีเจ้าของ คนจะเลี้ยงได้ต้องเสียภาษีเพิ่ม (ถ้าผมฟังไม่ผิดนะครับ)









ตรงนี้ คือกลางเมืองแล้วครับ เงียบเช่นเดิม อะไรกันเนี่ย


และแล้วเราก็เจอ Super market ครับ

เจอแล้วคร้าบบบบบ น้ำปล่าว (น้ำปล่าวที่นี่มีแบบซ่ากับแบบธรรมดานะครับ ต้องดูดีๆ รอบแรกซื้อพลาด เปิดปุ๊บพุ่งเลยคร้าบบบบบ


รูปโรงแรมสมัยเปิดใหม่ๆครับ น่าจะเป็นเกือบๆ 100 ปีแน่ๆครับ แบบนี้



บรรยากาศตอนสองทุ่ม สวยใช้ได้เลยครับ


วันแรก ในยุโรป ผ่านไปอย่างสวยงาม เดี๋ยว ต่อไป ไปดู พิพิธภัณฑ์กันครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่