
ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย 2 ข้างทางเต็มไปด้วยน้ำท่วมท้องนาและต้นไม้ที่ขึ้นสูงประปราย ฟ้าแลบแปรบปราบทำให้น้ำซื่งนั่งในรถเก๋งที่วิ่งฝ่าสายฝนเข้าหมู่บ้าน ต้องนั่งสะดุ้งเป็นระยะๆ การมาอีสานของเธอกับหนึ่งผู้เป็นสามี คือการหาทำเลเพื่อเปิดกิจการร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ทั้งสองคนมีนัดกับเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งหนึ่งในวันพรุ่งนี้ หลังจากที่ตระเวนดูมาหลายที่แล้วแต่ยังไม่ถูกใจ คืนนี้ทั้งสองเลือกที่จะพักรีสอร์ทในหมู่บ้านแห่งนั้นเพื่อให้สะดวกในการเดินทางไปจุดนัดหมาย
9.00 น.เจ้าหน้าที่ธนาคารมารอเรียบร้อยแล้ว บ้านที่ไปดูนั้นโดยรวมภายนอกน่าสนใจ เพราะมีทั้งส่วนของบ้านและโกดัง เพียงแค่ปรับเปลี่ยนและซ่อมแซมในบางจุดเท่านั้น ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าเดิมที่ดินตรงนี้เป็นแปลงเดียวกับโรงงานน้ำแข็งที่อยู่ข้างๆ แต่เนื่องจากในโรงงานน้ำแข็งนั้น ยังมีเครื่องจักรที่รอสรุปราคา จึงยังทำการขายไม่ได้ ธนาคารเลยแยกแปลงนี้ขายก่อน
หนึ่งชวนน้ำเดินเข้าไปสำรวจในตัวบ้าน ทันทีที่ย่างเท้าเข้าไป เสียงหลังคากระทบกันอย่างลมหอบจะหลังคาขึ้นไป สองสามีภรรยามองหน้ากันด้วยความแปลกใจ
“น้อง เดี๋ยวยกมือไหว้บอกเจ้าที่เจ้าทางนะ ว่าเราตั้งใจจะมาซื้อที่ดินผืนนี้เพื่อประกอบสัมมาอาชีพ หากท่านเมตตาขอให้การเจรจาซื้อขายครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ แล้วจะเอาเหล้าขาวไก่ต้มมาถวายในวันโอนที่ดิน”
ราวปาฏิหาริย์ หลังคาที่เหมือนจะถล่ม กลับเงียบเป็นปกติ ที่สำคัญ หนึ่งสามารถต่อรองราคาได้เป็นที่น่าพอใจ
2 เดือนผ่านไปพร้อมกับฤดูฝน ที่อยู่อาศัยและโกดังก็ถูกต่อเติมจนเรียบร้อย หนึ่งและน้ำเลือกฤกษ์สะดวกในการย้ายเข้าอยู่บ้านใหม่ โดยถือเคล็ดนำพระพุทธรูปเข้าบ้านเป็นลำดับแรก ทั้งสองได้ตั้งศาลพระภูมิและศาลตายายเป็นสีขาวสะอาดตา โดยให้ลุงหมาย รปภ.ที่เฝ้าโรงน้ำแข็งข้างๆ เป็นธุระในการจัดหาหมอธรรมมาทำพิธี
การเปิดร้านช่วงแรกๆ ลูกค้ายังไม่ค่อยมี หนี่งใช้วิธีผูกมิตรโดยไปนั่งสังสรรค์กับแก๊งยาดองที่โรงน้ำแข็งเก่าข้างๆ โดยมีเพื่อนร่วมแก๊ง เป็นลุงหมาย รปภ. และ สท. รวมถึงชาวบ้านแถวนั้นในช่วงค่ำๆ ปล่อยให้น้ำอยู่กับเจ้าวิน หมาวัดที่เก็บมาเลี้ยงตามลำพัง
บรรยากาศชนบทเมื่อมืดค่ำทำให้รู้สึกวังเวง น้ำทำใจกล้าอยู่ได้ไม่นานก็เริ่มใจไม่ดี ความรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่คนเดียว ได้ยินเสียงพูดคุยอยู่ด้านหลังตัวเองตลอดเวลา
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปที่อยู่กับเสียงแว่วๆ ที่เหมือนจะไม่หยุด ผสมกับเสียงหงิงๆของเจ้าวินยิ่งทำให้น้ำประสาทเสีย เธอคว้าโทรศัพท์มือถือโทรหาสามี แต่เหมือนโดนแกล้ง หนึ่งทิ้งโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน จากความกลัว กลายเป็นความโมโห เป็นไงเป็นกัน เธอคว้าไฟฉาย เรียกเจ้าวิน เดินตรงไปที่โรงน้ำแข็งที่ตั้งของแก๊งยาดองทันที
แก๊งยาดองยังปักหลักอยู่ 3-4 คน หนึ่งยังยืนยิ้มกริ่มอยู่ตรงนั้น ยิ่งเพิ่มดีกรีความโมโหของน้ำขึ้นกว่าเดิม หนอยทิ้งเราให้ขวัญผวาอยู่คนเดียว แล้วมายิ้มหน้าระรื่นไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่กลางวงยาดอง
“เจ๊ เดินมาคนเดียวมืดๆค่ำๆ อย่างนี้ บ่ย่านติ” (เจ๊ เดินมาคนเดียวมืดๆ ค่ำอย่างนี้ ไม่กลัวเหรอ)
“ย่านอะไร พี่พร”
“ก็ย่านผีไง เจ๊ไม่รู้เหรอ ก่อนหน้าเจ๊มาอยู่ไม่นาน มีรถหกล้อขนคนมาคว่ำตายอยู่แถวนี้แหละ หลายคนเลย”
“ไม่หรอก ก็ต่างคนต่างอยู่ ไม่เบียดเบียนกัน คิดดีทำดี เค้าคงไม่มาวุ่นวายอะไรกับเราหรอก” น้ำทำใจดีสู้เสือ กัดฟันตอบกลับไป
“ดีแล้วเจ๊ เพราะตรงบ้านเจ๊ เค้าลือกันว่าผีดุ เจ๊ลองสังเกตดูข้างๆ บ้านเจ๊ ไม่มีรอยเท้าพวกที่ไปขุดหากบ หาหน่อไม้เลย”
น้ำฟังแล้วได้แต่ส่งยิ้มให้ ถึงกลัวอย่างไรก็ไม่อยากแสดงออก สองสามีภรรยาเดินกลับบ้านโดยมีเจ้าวินผู้ซื่อสัตย์วิ่งตามหลังปุเลงๆ ถึงบ้านก็อาบน้ำนอนพักผ่อน เพื่อทำงานในวันต่อไป
“น้องงงงงง” เสียงยานๆ หวานๆ ของผู้หญิงลอยมา น้ำขยับตัวอย่างขี้เกียจ ฟ้าใกล้สางน่าจะประมาณสักตีห้า แต่จากการใช้ชีวิตในเมืองมานาน การที่จะให้ตื่นในเวลานี้ถือเป็นสิ่งที่ไม่น่าอภิรมย์ เธอกำลังจะพลิกตัวไปทางหน้าต่าง ฉับพลันก็นึกได้ ใครจะมาเรียกเราในเวลาอย่างนี้ รั้วบ้านก็ปิด บ้านนี้ก็อยู่กันแค่ 2 คน”
ถึงแม้น้ำจะเป็นคนรุ่นใหม่ แต่พ่อแม่ปู่ย่าตายายก็เคยสอนไว้ อย่าขานรับเสียงเรียกที่ไม่รู้ที่มา เธอจึงข่มตานอนต่อรอจนสว่าง จึงลุกขึ้นอาบน้ำแปรงฟัน แล้วเตรียมของสำหรับไหว้พระและพระภูมิเจ้าที่ เนื่องจากวันนี้เป็นวันพระ
จัดของไปก็นึกปลอบใจตัวเองไปว่ายายคงมาเรียกให้เตรียมของไหว้กระมัง คงกลัวเราจะนอนเพลินจนลืม คิดไปก็พูดไป มีอะไรก็มาบอกได้ มาเข้าฝันนะ มาแบบสวยๆ แต่อย่าปรากฎตัวให้เห็นนะ เดี๋ยวหนูตกใจกลัว
เย็นแล้วน้ำยังเห็นสามียังนั่งเล่นอยู่กับเจ้าวิน จึงเอ่ยปากถาม “วันนี้ พี่ไม่ออกไปนั่งกับแก๊งยาดองเหรอ”
“ไม่หรอก อยู่เป็นเพื่อนน้องดีกว่า ออกไปทุกวันก็ไม่รู้จะคุยอะไรกับเค้า เหล้าก็ไม่ได้กิน”
“อิติปิโสภะคะวา อาระหังสัมมา สัมพุทโธ” เมื่อสามีอยู่บ้าน แถมยังเป็นวันพระด้วย น้ำจึงถือโอกาสสวดมนต์ “วิชชา จะระณะ สัมปันโน สุคะโต” “แซ่ก แซ่ก” เสียงเหมือนคนใส่รองเท้าสลิปเปอร์เดินอยู่ข้างหลัง เธอดีใจนึกว่าสามีมาอยู่เป็นเพื่อน จึงหันไปดู ผิดคาด ข้างหลังว่างเปล่า จึงทำใจแข็งสวดมนต์ต่อ “แซ่ก แซ่ก แซ่ก แซ่ก” เสียงนั้นดังขึ้นอีก คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม เหมือนเดินอยู่มากกว่า 1 คน น้ำเร่งเลเวลเสียงในการสวดมนต์จนแทบจะตะโกนอยู่แล้ว แต่ความรู้สึกที่มีคนอยู่ข้างหลังไม่ได้จางหายไป ในที่สุด น้ำลุกขึ้นวิ่งเข้าห้องนอนไปเลย ไม่ต้องสวดมันแล้ว พอๆๆ
------มีต่อนะคะ------
บ้านวิญญาณแค้น
ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย 2 ข้างทางเต็มไปด้วยน้ำท่วมท้องนาและต้นไม้ที่ขึ้นสูงประปราย ฟ้าแลบแปรบปราบทำให้น้ำซื่งนั่งในรถเก๋งที่วิ่งฝ่าสายฝนเข้าหมู่บ้าน ต้องนั่งสะดุ้งเป็นระยะๆ การมาอีสานของเธอกับหนึ่งผู้เป็นสามี คือการหาทำเลเพื่อเปิดกิจการร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ทั้งสองคนมีนัดกับเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งหนึ่งในวันพรุ่งนี้ หลังจากที่ตระเวนดูมาหลายที่แล้วแต่ยังไม่ถูกใจ คืนนี้ทั้งสองเลือกที่จะพักรีสอร์ทในหมู่บ้านแห่งนั้นเพื่อให้สะดวกในการเดินทางไปจุดนัดหมาย
9.00 น.เจ้าหน้าที่ธนาคารมารอเรียบร้อยแล้ว บ้านที่ไปดูนั้นโดยรวมภายนอกน่าสนใจ เพราะมีทั้งส่วนของบ้านและโกดัง เพียงแค่ปรับเปลี่ยนและซ่อมแซมในบางจุดเท่านั้น ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าเดิมที่ดินตรงนี้เป็นแปลงเดียวกับโรงงานน้ำแข็งที่อยู่ข้างๆ แต่เนื่องจากในโรงงานน้ำแข็งนั้น ยังมีเครื่องจักรที่รอสรุปราคา จึงยังทำการขายไม่ได้ ธนาคารเลยแยกแปลงนี้ขายก่อน
หนึ่งชวนน้ำเดินเข้าไปสำรวจในตัวบ้าน ทันทีที่ย่างเท้าเข้าไป เสียงหลังคากระทบกันอย่างลมหอบจะหลังคาขึ้นไป สองสามีภรรยามองหน้ากันด้วยความแปลกใจ
“น้อง เดี๋ยวยกมือไหว้บอกเจ้าที่เจ้าทางนะ ว่าเราตั้งใจจะมาซื้อที่ดินผืนนี้เพื่อประกอบสัมมาอาชีพ หากท่านเมตตาขอให้การเจรจาซื้อขายครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ แล้วจะเอาเหล้าขาวไก่ต้มมาถวายในวันโอนที่ดิน”
ราวปาฏิหาริย์ หลังคาที่เหมือนจะถล่ม กลับเงียบเป็นปกติ ที่สำคัญ หนึ่งสามารถต่อรองราคาได้เป็นที่น่าพอใจ
2 เดือนผ่านไปพร้อมกับฤดูฝน ที่อยู่อาศัยและโกดังก็ถูกต่อเติมจนเรียบร้อย หนึ่งและน้ำเลือกฤกษ์สะดวกในการย้ายเข้าอยู่บ้านใหม่ โดยถือเคล็ดนำพระพุทธรูปเข้าบ้านเป็นลำดับแรก ทั้งสองได้ตั้งศาลพระภูมิและศาลตายายเป็นสีขาวสะอาดตา โดยให้ลุงหมาย รปภ.ที่เฝ้าโรงน้ำแข็งข้างๆ เป็นธุระในการจัดหาหมอธรรมมาทำพิธี
การเปิดร้านช่วงแรกๆ ลูกค้ายังไม่ค่อยมี หนี่งใช้วิธีผูกมิตรโดยไปนั่งสังสรรค์กับแก๊งยาดองที่โรงน้ำแข็งเก่าข้างๆ โดยมีเพื่อนร่วมแก๊ง เป็นลุงหมาย รปภ. และ สท. รวมถึงชาวบ้านแถวนั้นในช่วงค่ำๆ ปล่อยให้น้ำอยู่กับเจ้าวิน หมาวัดที่เก็บมาเลี้ยงตามลำพัง
บรรยากาศชนบทเมื่อมืดค่ำทำให้รู้สึกวังเวง น้ำทำใจกล้าอยู่ได้ไม่นานก็เริ่มใจไม่ดี ความรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่คนเดียว ได้ยินเสียงพูดคุยอยู่ด้านหลังตัวเองตลอดเวลา
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปที่อยู่กับเสียงแว่วๆ ที่เหมือนจะไม่หยุด ผสมกับเสียงหงิงๆของเจ้าวินยิ่งทำให้น้ำประสาทเสีย เธอคว้าโทรศัพท์มือถือโทรหาสามี แต่เหมือนโดนแกล้ง หนึ่งทิ้งโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน จากความกลัว กลายเป็นความโมโห เป็นไงเป็นกัน เธอคว้าไฟฉาย เรียกเจ้าวิน เดินตรงไปที่โรงน้ำแข็งที่ตั้งของแก๊งยาดองทันที
แก๊งยาดองยังปักหลักอยู่ 3-4 คน หนึ่งยังยืนยิ้มกริ่มอยู่ตรงนั้น ยิ่งเพิ่มดีกรีความโมโหของน้ำขึ้นกว่าเดิม หนอยทิ้งเราให้ขวัญผวาอยู่คนเดียว แล้วมายิ้มหน้าระรื่นไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่กลางวงยาดอง
“เจ๊ เดินมาคนเดียวมืดๆค่ำๆ อย่างนี้ บ่ย่านติ” (เจ๊ เดินมาคนเดียวมืดๆ ค่ำอย่างนี้ ไม่กลัวเหรอ)
“ย่านอะไร พี่พร”
“ก็ย่านผีไง เจ๊ไม่รู้เหรอ ก่อนหน้าเจ๊มาอยู่ไม่นาน มีรถหกล้อขนคนมาคว่ำตายอยู่แถวนี้แหละ หลายคนเลย”
“ไม่หรอก ก็ต่างคนต่างอยู่ ไม่เบียดเบียนกัน คิดดีทำดี เค้าคงไม่มาวุ่นวายอะไรกับเราหรอก” น้ำทำใจดีสู้เสือ กัดฟันตอบกลับไป
“ดีแล้วเจ๊ เพราะตรงบ้านเจ๊ เค้าลือกันว่าผีดุ เจ๊ลองสังเกตดูข้างๆ บ้านเจ๊ ไม่มีรอยเท้าพวกที่ไปขุดหากบ หาหน่อไม้เลย”
น้ำฟังแล้วได้แต่ส่งยิ้มให้ ถึงกลัวอย่างไรก็ไม่อยากแสดงออก สองสามีภรรยาเดินกลับบ้านโดยมีเจ้าวินผู้ซื่อสัตย์วิ่งตามหลังปุเลงๆ ถึงบ้านก็อาบน้ำนอนพักผ่อน เพื่อทำงานในวันต่อไป
“น้องงงงงง” เสียงยานๆ หวานๆ ของผู้หญิงลอยมา น้ำขยับตัวอย่างขี้เกียจ ฟ้าใกล้สางน่าจะประมาณสักตีห้า แต่จากการใช้ชีวิตในเมืองมานาน การที่จะให้ตื่นในเวลานี้ถือเป็นสิ่งที่ไม่น่าอภิรมย์ เธอกำลังจะพลิกตัวไปทางหน้าต่าง ฉับพลันก็นึกได้ ใครจะมาเรียกเราในเวลาอย่างนี้ รั้วบ้านก็ปิด บ้านนี้ก็อยู่กันแค่ 2 คน”
ถึงแม้น้ำจะเป็นคนรุ่นใหม่ แต่พ่อแม่ปู่ย่าตายายก็เคยสอนไว้ อย่าขานรับเสียงเรียกที่ไม่รู้ที่มา เธอจึงข่มตานอนต่อรอจนสว่าง จึงลุกขึ้นอาบน้ำแปรงฟัน แล้วเตรียมของสำหรับไหว้พระและพระภูมิเจ้าที่ เนื่องจากวันนี้เป็นวันพระ
จัดของไปก็นึกปลอบใจตัวเองไปว่ายายคงมาเรียกให้เตรียมของไหว้กระมัง คงกลัวเราจะนอนเพลินจนลืม คิดไปก็พูดไป มีอะไรก็มาบอกได้ มาเข้าฝันนะ มาแบบสวยๆ แต่อย่าปรากฎตัวให้เห็นนะ เดี๋ยวหนูตกใจกลัว
เย็นแล้วน้ำยังเห็นสามียังนั่งเล่นอยู่กับเจ้าวิน จึงเอ่ยปากถาม “วันนี้ พี่ไม่ออกไปนั่งกับแก๊งยาดองเหรอ”
“ไม่หรอก อยู่เป็นเพื่อนน้องดีกว่า ออกไปทุกวันก็ไม่รู้จะคุยอะไรกับเค้า เหล้าก็ไม่ได้กิน”
“อิติปิโสภะคะวา อาระหังสัมมา สัมพุทโธ” เมื่อสามีอยู่บ้าน แถมยังเป็นวันพระด้วย น้ำจึงถือโอกาสสวดมนต์ “วิชชา จะระณะ สัมปันโน สุคะโต” “แซ่ก แซ่ก” เสียงเหมือนคนใส่รองเท้าสลิปเปอร์เดินอยู่ข้างหลัง เธอดีใจนึกว่าสามีมาอยู่เป็นเพื่อน จึงหันไปดู ผิดคาด ข้างหลังว่างเปล่า จึงทำใจแข็งสวดมนต์ต่อ “แซ่ก แซ่ก แซ่ก แซ่ก” เสียงนั้นดังขึ้นอีก คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม เหมือนเดินอยู่มากกว่า 1 คน น้ำเร่งเลเวลเสียงในการสวดมนต์จนแทบจะตะโกนอยู่แล้ว แต่ความรู้สึกที่มีคนอยู่ข้างหลังไม่ได้จางหายไป ในที่สุด น้ำลุกขึ้นวิ่งเข้าห้องนอนไปเลย ไม่ต้องสวดมันแล้ว พอๆๆ
------มีต่อนะคะ------