“ธรรมชาติ กับพุทธพยากรณ์บุคคล”

ตอบ อธิบาย ปกิณกะเวลา ๙.๔๘ นาฬิกา
เรื่อง ภัยธรรมชาติ กับพุทธพยากรณ์บุคคล

“เราจะให้ยินดีด้วยกับคำตอบ อะไรนั้น พวกเราคงไม่ได้คิด คือที่แท้แล้วเราจะไม่ถือตามไป ก็ด้วย, เพราะอันใดเป็นประโยชน์ข้อทั่วถ้วน ที่คนอาจจะสืบไปไม่ถึงกัน เช่นนั้นแล้ว ตัวเราก็แน่ใจว่า เวลาไม่พอจะสืบไปพบแน่ ๆ อย่างนั้น ก็จึงจะต้องเลิกสนใจ”

“ดู เรื่อย ๆ มาเห็นเรื่องธรณีสูบ จะหนัก ควรพอแก่การ ที่ตนเองจะเอะใจ รู้คิด ผุดตามไปถึงเหตุ ถึงผล อย่างหนึ่ง  อะไรบ้าง จะมีเหมือนกัน เพราะว่าพวกเราสำคัญเกี่ยวกับพระปัจเจกนิตยโพธิสัตว์ “พระอัฏฐิสสระ” ซึ่งเราคิดว่า ท่านจะจบชีวิตลงด้วยอาการอย่างไรกันแน่ ที่ควรจะพูดเป็นทางกลาง ไม่ต้องแหวกแนวไปข้างใดข้างหนึ่ง ผิดจากประเภทธรรมะชนิดดี ที่แสดงความแต่ต้น มองไปเห็นตลอดจนถึงความข้างปลาย, ฉะนั้น เราจึงควรกระทำบทใจความ ให้เล็งเห็นคำอธิบายของตน ตรงกับคำที่พระพุทธเจ้าของเราประกาศ ว่าอย่างไรกันแน่ เกี่ยวไปถึงความสมกันดี กับเรื่องราวดีจริง with atīta กับเรื่องตรงนั้น ของคนที่จะเป็นวิเศษสนิท ไปตลอดเรื่องถึงความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า”

“ด้วยว่า เมื่อแต่ก่อนนั้น เร็ว ๆ นี้เอง เราได้ไปดูภาพยนต์ บาฮู กับเขา ที่คนกระทำไว้ให้ดูในยูทูบอันหนึ่ง, เราดูตามไปแล้ว จนเห็นซึ่งประพฤติกรรมซึ่งการกระทำหลุมถ่านเพลิง หรือหม้อเพลิง อะไรนั้น หลุมถ่านเพลิงมีอยู่, เราคิดว่าภาพยนต์อินเดียแบบนั้น จำลองเรื่องเก่า ๆ ยกมาเทียบ มาเปรียบแสดงให้คนเห็นจริง ถึงความวิเศษตามวิธีแบบโบราณ ให้คนได้เข้าใจดียิ่งขึ้น และเราก็ได้เข้าใจดียิ่งขึ้นตามไปด้วยมาก”

“จากนั้น ตัวเราเองจึงมาคิดด้วยเรื่อง หลุมเพลิงอันใหญ่นั้น ตามแต่การ ซึ่งการบูชาไฟอันนั้นเอง จะต้องมีอยู่ทั่วไป ในทุกบ้าน ทุกหลัง หรือแม้แต่ตนเอง คนใดเฉพาะคนเดียว ตามป่าตามดอน ก็ช่าง เมื่อถึงที่ยืนหยัดตั้งตัว ประการไร จะประกอบตนมียัญะบูชา จะอาศัยที่ใด ก็จะต้องเห็นว่า ต้องกูณฑ์กองเพลิง หรือทำเลี้ยงไฟในหม้อ ในฐานอย่างไรอย่างหนึ่งไว้ แล้วไม่ต้องดับเชื้อไฟอันเช่นนั้น ไปจนกว่าจะถึงที่วิเศษ ด้วยวิธีการอย่างไรอย่างหนึ่ง”

“อันที่วิเศษนั้น ๆ ก็คือ กองไฟไปจากบ้าน ตระกูล จากในเรือน ลำดับกองกูณฑ์ไปตามฐานหมู่บ้าน นิคม และไปที่วิเศษสำคัญที่สุดก็คือ หลุมเพลิงฐานไฟหลุมใหญ่ของราชธานี ตามเมือง ตามประเทศ หรือในชนบทที่แห่งใด ก็จะตกลงในความวิเศษอันหนึ่งนั้นเอง ไม่ให้ดับ และไม่ให้ขาดตอนจบลงไปได้ ด้วยทาสี ทาสา เข้าปรนนิบัติตรงนั้น ทุกแห่ง, แล้วให้เราคิดถึง ข้อที่ว่าด้วยเรื่องอาหาร ข้อเปรียบว่าบุรุษผู้มีกำลังฉุดคนลงหลุมถ่านเพลิง (เพราะเจตนา) เราเห็นว่า ก็คงจะคือกัน กะเรื่องหลุมถ่านเพลิงอันอย่างว่า ในหนังอันนี้ เราดูอยู่นั่นเอง ตามตัวอย่างที่ว่า เปรียบเหมือนธรณีแผ่นดินได้เปิดทาง เอาคน ๆ นั้น และสิ่งของต่าง ๆ อันนั้น ลงไปสู่ไฟอวิจี”

“เราคิดว่า วิเศษอย่างนี้ ก็คงมีอยู่ และอาจจะมีอยู่มากเหตุการณ์จนนับไม่ถ้วน ซะด้วยเลยก็ได้ ตามใครได้ดู “บาฮู” ก็คงเห็นเหมือนกัน ที่ว่าอภิสตรีมารดากษัตริย์ ท่านนั้น นางกษัตริย์คนหนึ่งทูนหม้อไฟ จะไปทิ้งตัวลงที่ในหลุ่มถ่านเพลิงอันใหญ่ของเมือง เพื่อสาปคนชั่วให้พินาศ ตามความที่เธอได้สวดรำพันคำอธิษฐานอ้อนวอนจบลงแล้ว”

“เป็นอันว่า เราเห็นด้วยดีกับภาพยนตร์ เห็นภาพเปรียบผุด เหตุการณ์นั้น ถึง พระปัจเจกอัฏฐิสสระนิตยะผุดขึ้นมาด้วย พร้อมทั้งความห่วงใยในธิดาแห่งศากยะ ทั่วไปหมด ของคนสมัยนั้น ว่าที่ใดจะต้องถูกเกณฑ์ ถูกเกลียด ถูกบังคับให้วิเศษ จนต้องให้ตนได้เดินเข้าสู่หลุมเพลิงกองใหญ่ กันไปทั่วทั้งหมด เพราะราชบุรุษในตระกูลนั้นกลับทำความพินาศอับเฉามาให้ ได้พากันออกบวชด้วยอะไรก็ไม่รู้ ปานนั้น ธรณีจึงคงจะสูบพวกเธอลงสู่กองไฟใหญ่ ด้วย เพราะพวกเธอเหล่าสตรีขัตติยะต้องตามลงไปด้วยกัน กับเหตุวิเศษของชาติบุรุษบ้าง, เพราะหากเห็นว่าพระพุทธเจ้าโคดม ไม่ได้มีความสำเร็จอะไรยิ่งใหญ่กลับมาให้ยิ่งกว่าตระกูลพราหมณ์ สตรีผู้ถูกนับว่าอยู่ในความมีใจสามิภักดิ์ พวกนั้นทั้งหมดก็คงจะต้องถูกรุนร่วงลงหลุมถ่านเพลิงอันนั้นเอง ให้พิบัติมลาย เพื่อว่า ตัวเองจะสถิตขัตติยะมานะไว้แก่ตนด้วยได้ และให้ได้ตนเอง ตั้งไว้ในแดนสรวงสวรรค์”

“อันการณ์ซึ่งสตรีก็ต้องถูกเป็นห่วง เป็นใย หวงแหนไปด้วย ทั้งหมด ในตลอดเวลา ระยะ ๖ ปี ที่พระสิทธัตถะบำเพ็ญตน ยังไม่ได้พบอะไรที่ดีเลย เหล่าจารราชบุรุษทั่วแผ่นดิน ต่างต้องขวัญแขวนไปเอง ด้วยเหมือนกัน ต้องเป็นอย่างนั้นตลอดเช่นกัน เพราะสังคมสมัยนั้นมีความโหดร้ายเกี่ยวโยงกันมาก ในเรื่องที่จะบังคับกันและกันให้เป็นผู้วิเศษ  อันเปรียบอุปมาว่า ใคร่ใจสามารถจะปรากฏตน อยู่ท่ามกลางกองเพลิงก็ได้”

“เรื่อยไปแต่เรื่องธรณีสูบ พวกเรา คือพวกเราเห็น อาการที่พระเทวทัตจะลงสู่หลุมถ่านเพลิงกองใหญ่ เช่นว่านี้ นั่นเอง เราคิดอยู่ ว่าคงไม่ใช่ภัยทางธรรมชาติธรณีวิทยาอะไรนักหรอก, เพราะว่า ภัยธรรมชาตินั้น มันกระจ้อยกระจิดนิด เล็กลงไปมากยิ่งนัก มากไปยิ่งกว่าที่พระพุทธองค์ พระพุทธเจ้าของเราจะประทานพยากรณ์อะไรที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งต้องกระเทือนส่วนลึกของใจคนทั่วทั้งแผ่นดิน, ดังนี้เราจึงมองไม่เห็นว่า ธรณีสูบเรื่องพระเทวทัต ไปเช่นนั้น จะเป็นอาการธรณีสูบแบบภัยธรรมชาติ ทางอุตุนิยาม ซึ่งเป็นแต่เรื่องเกลื่อนกราดดาษดื่น ไม่เว้นวินาที อันไม่ได้ให้คนเห็นอะไรว่า เรื่องมีการบังคับวิเศษสูงส่งอะไรได้ ที่ประชาชนสังคม อันตัวเองอ้างบูชาแต่หลุมกองเพลิงตามเรือน ตามราชธานี แล้วไปสู่ตระกูล จะต้องเข้าใจกระเทือนหัวใจไปด้วย”

“เมื่อเราแน่ใจตามหลักเหตุผล เราจึงคิดว่า พระเทวทัต คงไม่ได้ตายจบสิ้นชีวิตลงไป ไปก็ด้วยการบังคับของธรณี และอวิจีวิทยา ทางอุตุธรรมชาติอะไร, เพราะดูจากความ ประการ ที่พระองค์ก็เป็นเจ้าชาย มีขัตติยะมานะด้วยพระองค์หนึ่ง เองได้ ตลอดมาเหมือนกัน ซึ่งสังคมก็ต้องบังคับเองอยู่แล้ว ด้วยเหมือนกัน เพราะการที่คนเป็นหัวหน้าจารราชบุรุษ เรื่อยมาเนิ่นนาน ที่ไหน ก็ต้องมากเหมือนกัน เพื่อการคุ้มครองคนของตัวมาแล้วบ้าง ก็มาก ก็ต้องอย่างหนึ่งเหมือนกัน และประการสุดท้ายที่สุดก็คือ เมื่อพระองค์กลับใจ หาญหักพิทักษ์เอาแต่ทางแห่งคุณวิเศษ ของวีระบุรุษเท่านั้น จะเป็นให้จริงให้ได้แล้ว ก็อีกประการหนึ่ง”

“เรื่องทุกอย่าง ต้องมีดี มีเลว ผสมปนเปกัน เราควรเล่าถึงทางกลาง ฉะนั้น เราถึงควรตรวจดูพุทธพยากรณ์ประกาศของพระพุทธโคดมพุทธเจ้า, เพราะว่าถ้าหากพระเทวทัต ไม่สง่างาม ไม่องอาจเพียงพอ ก็คงจะไม่ใคร่สมประกาศประการไรที่พระองค์พยากรณ์อะไร คงไม่ได้เลย อะไรใครจะรู้ ก็ผิดกัน ผิดจาก พระพุทธเจ้าของเรามากเท่านั้น พยากรณ์ก็จะตกเป็นความพยากรณ์ก็แต่ความเสียหาย ประชาชนชาวบ้านชาวเมือง จะคิดเห็นว่าโอ่ สืบชั่ว ส่งวิเศษ พูดอวดไป แต่ไม่ได้ดูความจริงอะไรกันบ้างเลย, ฉะนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าพระองค์เองไม่เกรงกลัวจะต้องเป็นด้วยเรื่องดั่งนั้นก็ได้ ตัวพระเทวทัตก็จำเป็นตนเองจะต้องกระทำตน จบลงกับเหตุการณ์อันเป็นการสมโอ่อ่าผ่าเผย สง่างาม ไปถึงความวิเศษใกล้พอ สมกัน, กับคำของพระพุทธเจ้าของเรา”

“ตลอดเรื่อง ตามทาง ทุกระยะเวลา ขุนกระบี่ ทั้งฝ่ายบ้าน ฝ่ายเมือง ฝ่ายลัทธิ พราหมณ์คณะ และของทุกสำนักอื่น ประดาใดใจจะกล้า ก็คงจะ ห้อม จะ ล้อมเอา จะหาญจะห้าว ป่าวประกาศ ให้ท้าทายความอยู่ ว่า “ไปถึงวิเศษให้ดูทีซิ ท่าน ในบัดเดี๋ยวนี้” ดังนี้, อย่างนี้ พระเทวทัต ตนเองเมื่อตัวเองลงจากแคร่เปลหาม มาอย่างคนป่วยกระนั้น ก็ดี ก็ถึงที่ ต้องฮึดเฮือกกำลังสุดท้าย สลายมลายใจ อันชาติบุรุษอหังการจะเปรียบไปพ้น อย่างนั้น ๆ อย่างกับแม่ทัพปาดคอตนเองเพราะพ่ายแพ้ศึก ตรงนั้นเอง, พระเทวทัต จึงเลื่อนกายของตนลง ปลงประคองพักตร์ชาติมหากระบี่ของตน อวดตอบ เจรจาสัญญาใหญ่ ว่า “อัฏฐิสสระอยู่ดังนี้” แล้วหลุบตนลงสู่หลุมถ่านเพลิง กองใหญ่ ของนิคมราชธานีอันเมื่อนั้น เอาเป็นยัญะพิชิตวิเศษ ลงสิ้นสุดหัวใจปรารถนาทุกสิ่งให้จบลงไปให้เห็น, กว่านั้นแล้วพระพุทธเจ้าจึงเสด็จมาประทานสดุดี ความว่า “ท่านผู้นี้เอง ก็เป็นที่สุดเช่นกันกับเรา พระองค์หนึ่งด้วย” ดังนี้.”

“เรื่องว่า “ธรณีสูบลงอวิจี” หากใครว่าต้องเห็นเป็นภัยธรรมชาติ ก็แล้วฉะนั้นจะให้มีวิเศษอะไร ที่จะต้องมาประกาศจากคน กันมากนักเล่า ดังนั้นเราเองจึงเห็นว่า (เพราะเจตนา) เรื่องอาหารสูตร ที่ว่ามา ด้วยมโนสัญเจตนาหาร พวกเราทุกคนก็ควรจะต้องอธิบายวินิจฉัยลงทางกลางให้ได้ จวบมาถึงข้อนี้ก็ร่วมไปด้วย ว่าถึงเรื่องหลุมถ่านเพลิง เปรียบไปในคำว่า อันการณ์จารบุรุษผู้แข็งแรง จะฉุดคร่าคนลงไปสู่ เมื่อนั้น ที่แท้ก็คือ หลุมกองเพลิงยัญะบูชาใหญ่ ของบ้าน ของเมือง “ของราชธานีอันนั้น” ภาพตัวอย่างอย่างในหนังเรื่อง “บาฮู” พอเห็นกันอยู่แล้วบ้าง ถึงเพลิงที่ซึ่งจะเผา จะพร่าผลาญรานชีวิต สูบชีวิตให้คนชั่ว-ดี คนนั้น ตกลงไป เป็นจริงแต่ความวิเศษของตน ทั่วถ้วน หญิง ชาย เด็ก คนแก่ สัตว์ใด ก็ไม่เว้น”

ต่อปกิณกะเวลา ตรวจจบ ครั้งที่ ๑
เมื่อ ๑๒.๒๘ นาฬิกา
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่