หลักการง่ายๆในการวิเคราะห์ข่าวร้าย

กระทู้คำถาม
https://www.thaiwarrant.com/th/knowledge/articlesdetail.asp?id=138


ความกังวลที่กดดันตลาดหุ้นในช่วงนี้ เกิดจากปัจจัย Macro ในต่างประเทศ การที่ค่าเงิน USD กลับมาแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเทียบกับสกุลเงินของประเทศในกลุ่ม Emerging Market เริ่มส่งผลกระทบกับประเทศในกลุ่มนี้ที่พึ่งพาหนี้สินเป็นสกุลเงิน USD เป็นสัดส่วนที่สูง โดยเฉพาะประเทศที่มีการสร้างหนี้ที่สูงและไม่สามารถบริหารจัดการหนี้ตรงนั้นให้เกิดประโยชน์ต่อการจ้างงาน การเติบโตของเศษฐกิจระยะยาวได้ หรือกล่าวในมุมมองง่ายๆคือ บริษัท (หรือประเทศ) ก่อหนี้ขึ้นแต่เอาไปลงทุนไม่เหมาะสม ทำให้ไม่มีกำไรมาจ่ายดอกเบี้ยและใช้หนี้นั่นเอง ซึ่งประเทศเหล่านี้ที่เห็นในข่าวกันก็เช่น ตุรกี อาร์เจนติน่า เป็นต้น

          ในมุมของนักลงทุนรายย่อยเอง ถึงแม้ว่าการเข้าถึงของข่าวสารเหล่านี้จะทำได้อย่างรวดเร็ว และข้อมูลให้เลือกอ่านอย่างมากมาย แต่สิ่งที่ยากคือการวิเคราะห์และตีความถึงผลกระทบกับข่าวสารเหล่านี้อย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่สามารถทำได้ง่ายเนื่องจากข้อมูลที่เข้ามามีมากเกินไป สมมติว่าตื่นเช้ามาเห็นข่าวว่าด้านลบว่าค่าเงินประเทศ A ร่วงหนัก พอกดอ่านไปเรื่อยๆ เห็นข่าวบวกว่า รัฐบาลประเทศ A ได้รับความช่วยเหลือจาก IMF สิ่งที่เราพยายามจะตีความคือ มุมมองนักลงทุนส่วนใหญ่เป็นยังไง ความกังวลหักล้างกันไปกับข่าวดี หรือไม่มีผล

          โดยปกติแล้วผมมักจะเลือกที่จะมองหา Indicator ต่างๆมาช่วยตอบคำถามนี้ มากกว่าที่จะพยายามวิเคราะห์เองในทันที หรือกดหาข้อมูลให้เยอะขึ้น วันนี้ผมลองสรุป Indicator พื้นฐานคร่าวๆที่นักลงทุนควรนำให้ความสำคัญในช่วงสถานการณ์ตอนนี้

1) Dow Jones Futures และ S&P500 Futures อันนี้เป็นพื้นฐานที่เราต้องคอยติดตาม จุดเด่นของ Futures ทั้งคู่นี้ ไม่ใช่แค่เพราะไปอ้างอิงกับตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่เป็นเพราะสามารถซื้อขายได้เกือบตลอดเวลา และมีสภาพคล่องที่สูงมากแม้ในขณะที่ตลาดหุ้นอเมริกาปิดทำการไปแล้ว สภาพคล่องที่สูงตรงนี้ทำให้สามารถสะท้อนอารมณ์ของนักลงทุนต่อข่าวสารที่เกิดขึ้นล่าสุดได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามนักลงทุนต้องตะหนักไว้ว่าสภาพคล่องที่สูงมากก็มักจะตามมาด้วยความผันผวน จำเป็นต้องดูข้อมูลอื่นๆประกอบกันไปด้วย

2) ดัชนี VIX เป็น Indicator ที่อ้างอิงมาจากสัญญา Futures และสามารถซื้อขายได้เกือบตลอดเวลา ค่า VIX ยิ่งสูงหมายถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้น โดยปกติแล้วค่า VIX จะไม่ผันผวนมากและราคาค่อนข้างนิ่ง เมื่อใดก็ตามที่ค่า VIX ปรับตัวขึ้นแรงๆ ควบคู่ไปกับ Dow Jones Futures ติดลบมากๆ นักลงทุนต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากในการเข้าไปลงทุนในหุ้นที่ปรับตัวลงมาแรงๆ เพื่อจะขายทำกำไรจากการรีบาวน์ในระยะสั้นๆ เพราะมีโอกาสสูงมากที่แรงขายอย่างรุนแรงจะตามมากดดันดัชนีอีก

3) ดัชนี USD Index เป็นตัวสะท้อนทิศทางค่าเงิน USD เทียบกับสกุลเงินหลักๆทั่วโลก การที่ตลาดให้ความสนใจกับทิศทางดอกเบี้ยของ Fed และมุมมองต่อเศรษฐกิจสหรัฐที่เป็นบวก ทำให้เงิน USD ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย และเป็นที่พักของ Fund Flow สมมติว่า Indicator ในข้อที่ 1 และ 2 แสดงถึงความกังวลต่อข่าวสารที่เกิดขึ้นแล้ว การดูค่าเงิน USD Index ควบคู่ไปจะช่วยบอกได้ว่าการขายสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นตามมาด้วยการย้ายเงินลงทุนไปที่ USD อย่างรุนแรงหรือไม่ ถ้าดัชนี USD Index เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงก็สะท้อนได้ชัดเจนว่าความกังวลนี้อาจจะไม่จบลงในระยะสั้นๆ เพราะเงินทุนน่าจะเคลื่อนย้ายกลับออกไป

4) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐระยะยาว เช่น US 10-Year Bond เป็นต้น การไหลกลับของเงินที่กล่าวถึงในข้อ 3 อาจจะเป็นแค่การพักเงินในระยะสั้นๆบนสกุลเงิน USD แต่ในกรณีที่ตลาดมีความกังวลอย่างรุนแรง เงินทุนจะเคลื่อนย้ายเข้าไปพันธบัตรสหรัฐระยะยาวซึ่งถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุด และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลงอย่างผิดปกติ

          Indicator พื้นฐานที่ผมยกตัวอย่างมาทั้งหมดนี้สามารถช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินผลกระทบของการเคลื่อนย้ายเงินทุนในภาพใหญ่แบบคร่าวๆได้ ยิ่งในยามฉุกเฉินที่มีข่าวสารร้ายๆที่สำคัญเข้ามา

เครดิต
โดย คุณเจนวิทย์ ชินกุลกิจนิวัฒน์
กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายธุรกิจตราสารอนุพันธ์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
บทความทางลัดนวัตกรรมการลงทุน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 17 ก.ย. 2561
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่