ผมกับแฟนคบกันมาจนถึงตอนนี้ประมาณ 13 ปีเศษแล้ว ตอนแรกเราก็อยู่ด้วยกันมาตลอด โดยที่ผมใช้เวลากับแฟนและทางครอบครัวของเขามากกว่าครอบครัวของผม ผ่านทุกข์-สุขมาด้วยกันมากมาย ฝ่าฟันอุปสรรค ปัญหา และความลำบากด้วยกันมานับไม่ถ้วน
ตลอดเวลาที่ผมคบกับแฟน แฟนผมมักแอบมีผู้ชายคนอื่นเป็นระยะๆ จับได้แล้วเลิกบ้าง จับได้แล้วไม่เลิกบ้าง ผมก็อดทนด้วยความรักและพร้อมให้อภัยตลอดมา โดยมีแต่คนที่ผมไว้ใจไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้
ตอนที่จับได้ว่าเขามีผู้ชายคนอื่นครั้งแรก ขณะนั้นเราคบกันมาได้สัก 4-5 ปี เขาก็คบกับผมไปด้วยและไปไหนมาไหนกับผู้ชายคนนั้นด้วยเป็นครั้งคราว จนในที่สุด ถึงขั้นที่ว่าแฟนผมเก็บข้าวของไปอยู่กับผู้ชายคนนั้นเลย เหลือผมอยู่กับแม่ของเขากัน 2 คน เป็นระยะเวลาช่วงหนึ่ง สุดท้ายเขาก็ไปกันไม่รอด แล้วก็กลับมาหาผม ผมก็ให้อภัย ยอมรับว่า ครั้งนี้เป็นครั้งที่สาหัสที่สุดของผมกับแฟนคนแรกในชีวิต (ผมอดทนกับเหตุการณ์นี้อยู่ 2 ปี)
หลังจากนั้นแฟนผมก็มีผู้ชายคนอื่นอีกหลายคน แต่มีครั้งละคน มีเป็นระยะๆ ผมก็ยังต้องอดทนกับบางคนของเขาเป็นแรมปีอยู่ดี
แต่วันหนึ่งก็มาถึงจุดเปลี่ยน คือ แฟนผมสอบได้งานที่ต่างจังหวัด ส่วนผมต้องทำงานที่เดิมคือจังหวัดปริมณฑล ทำให้เราต้องห่างไกลกัน (ห่างกันประมาณ 90 กม.) จากที่อยู่ด้วยกันตลอดเวลา ผมเลยได้เจอกับแฟนในวันเสาร์-อาทิตย์เป็นหลัก วันธรรมดาก็ไปหาบ่อยในช่วงแรกๆ เพราะยังไม่คุ้นเคยกับการที่ต้องห่างกัน
แฟนผมทำงานที่ต่างจังหวัดอยู่สักระยะ ก็เริ่มที่จะมีผู้ชายคนอื่นอีกแล้ว แต่ยังไม่ถึงขั้นเกินเลย พอผมจับได้ก็เลิกติดต่อกันไป ครั้งนี้ผมคิดว่ามันคงไม่มีอะไรแล้วล่ะ อาจจะเป็นเพราะความไกลระหว่างผมกับแฟนเป็นเหตุ
ต่อมาไม่นาน แฟนผมก็ซื้อบ้านเพื่อลงหลักปักฐานอยู่ที่จังหวัดนั้น เพราะเรื่องงานมีความลงตัว ผมก็เริ่มคิดถึงว่า ตอนแรกตกลงกันไว้ว่าจะไปอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง แล้วจะย้ายกลับมาที่จังหวัดเดิม แล้วนี่แฟนผมซื้อบ้าน การจะย้ายกลับมาก็คงเป็นไปได้ยาก แต่แฟนผมก็บอกว่า ถ้าจะย้ายกลับก็ปล่อยบ้านให้คนเช่าได้ ผมเลยวางใจ
ตลอดเวลาที่แฟนผมอยู่บ้านที่จังหวัดนั้น ผมก็ไปหาในวันหยุดตามปกติ ต่อมาไม่นาน ผมเริ่มเห็นว่าแฟนผมเริ่มคุยโทรศัพท์กับผู้ชายคนอื่น(พ.ค. 2560) แต่แฟนผมก็บอกผมว่า ไม่มีอะไร เขาเล่นเกมกัน มันต้องมีการสื่อสาร พิมพ์คุยกันไม่สะดวก ต้องเล่นเกมไปคุยโทรศัพท์ไป (แต่ที่ผ่านๆมาก็เริ่มต้นด้วยคำว่าไม่มีอะไรนี่แหละ) ผมก็เริ่มสัมผัสได้ว่าแฟนผมสนใจผมน้อยลง เวลาผมไปหาก็เหมือนผมไม่มีตัวตน ไม่ว่าจะยื่นคำขาดสักเท่าไหร่ก็ไม่เลิกพฤติกรรมแบบนี้ ผมอดทนต่อไปอีกประมาณ 4 เดือน ผมเริ่มตัดใจได้ (ในปีที่ 12 ของการคบกัน) จึงพูดคุยกัน โดยผมขอถอยความสัมพันธ์มาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เพราะผมยังรักเขาอยู่ ก็ดูเหมือนเขาจะไม่รับข้อเสนอนี้ ความสัมพันธ์จึงยังดำเนินไปตามปกติ แต่ผมไม่เหมือนเดิมแล้ว มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมไม่ไปหาเขาเลยเป็นเวลา 1 เดือน ไม่ได้ดูแลกันเหมือนก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังคุยยังถามถึงทุกข์-สุขซึ่งกันและกันบ้าง ผมไม่รู้ว่าเขาคิดถึงผมหรือเปล่า แต่ผมคิดถึงและอยากใช้เวลากับเขา ผมเลยไปหาเขาทุกวันหยุดเหมือนที่ผ่านๆมา
หลังจากนั้นอีก 4 เดือน ผมก็ต้องเจอกับเหตุการณ์ที่สะเทือนใจอีกครั้ง คือผมสงสัยอะไรบางอย่าง จึงขับรถไปหาแฟนผมถึงที่บ้านของเขาในจังหวัดที่เขาทำงานอยู่ในเวลาที่ดึกมาก (พ.ค. 2561) สิ่งที่ผมเห็นเป็นสิ่งแรกคือ...รองเท้าที่ไม่คุ้นเคยถอดอยู่หน้าประตูบ้าน ผมจึงตัดสินใจเข้าไปในบ้านโดยที่เจ้าของบ้านยังไม่ทันได้ตั้งตัว และภาพที่ผมเห็นคือ แฟนผมและผู้ชายคนอื่นอยู่ด้วยกันในห้องนอน ผมไม่ได้พูดอะไรเลย นอกจากพูดว่า "มันจบแล้ว" แล้วผมก็เดินออกมาจากห้องนั้นทันที พอดีผมนึกขึ้นได้ว่า ผู้ชายคนนี้เคยส่งข้อความมาถามผมว่า ผมเป็นอะไรกับแฟนของผม (มารู้ภายหลังว่าแฟนผมบอกผู้ชายคนนั้นว่าผมเป็นพี่ชาย เพราะเวลาเขาคุยโทรศัพท์กัน จะมีเสียงผมดังเข้าไปในสายเวลาที่ผมพูดคุยกับแฟน) ผมเลยเดินกลับไปพูดอีกประโยคว่า "ผมกับผู้หญิงคนนี้เป็นแฟนกัน คบกันมา 13 ปีแล้ว" หลังจากพูดจบผมก็เดินออกมาจากบ้านแล้วขับรถออกไปจากที่นั่นทันที (ผมอดทนกับเรื่องผู้ชายคนนี้มา 1 ปี)
ผมขับรถไปอย่างไร้จุดหมาย ง่วงที่ไหนจอดนอนที่นั่น เช้าวันรุ่งขึ้นผมขับรถไปจังหวัดใกล้เคียง ไปสถานที่ๆผมกับแฟนชอบไปเที่ยวกัน แฟนผมโทรหาผมตลอดทั้งวัน ช่วงแรกๆผมไม่รับสาย เขาก็ยังไม่เลิกโทร พอเขาโทรมากๆเข้าก็กังวลว่าเขาจะเป็นอะไรหรือเปล่า เลยรับสาย เมื่อรู้ว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรผมก็ปฏิเสธที่จะพูดคุยและพบเจอ คุยกันไปมา ปรากฏว่าเขาได้เดินทางมาที่จังหวัดใกล้เคียงดังกล่าวนั้นพอดี เพราะที่นั่นมีผู้ใหญ่ที่เรานับถืออยู่ 2 ท่าน ซึ่งเป็นสามี-ภรรยากัน ผมจึงยอมที่จะพบเจอเขาที่บ้านของผู้ใหญ่ 2 ท่านนั้น
ผมกับแฟนก็ได้เล่าปัญหาทั้งหมดให้ผู้ใหญ่ทั้ง 2 ท่านฟัง ตอนสรุปสุดท้าย ผมตอบผู้ใหญ่ 2 ท่านนั้นไปว่า ผมขอเลิก แต่แฟนผมไม่ยอมเลิก โดยจะขอโอกาสแก้ไขตัวเองอีกครั้ง โดยเอาเงินเดือนของเขาทั้งหมดเก็บไว้ที่ผม ให้ผมเป็นผู้บริหารจัดการเงินของเขา แล้วเขาจะพิสูจน์ตัวเอง ผู้ใหญ่ 1 ใน 2 ท่าน (อีกท่านติดภารกิจสำคัญ ต้องแยกตัวไปก่อน) ให้ข้อคิดผมว่า "คนเรา เงินอยู่ที่ไหน ใจอยู่ที่นั่น ถ้าเขามอบเงินรายได้ทั้งหมดของเขาให้เราดูแล ก็แสดงว่าเขาตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วจริงๆ ขอให้ลองให้โอกาสอีกสักครั้ง" เนื่องจากผู้ใหญ่ท่านนี้มีชีวิตครอบครัวที่ครองรักกับสามีมาเป็นเวลานานจนถึงปัจจุบันประมาณ 40 ปีได้ และผมก็นับถือท่านเป็นการส่วนตัว เพราะท่านสอนอะไรหลายๆอย่างในชีวิตให้ผมมามาก ผมจึงตัดสินใจที่จะให้โอกาสแฟนของผมอีกครั้ง
ตลอดเวลาที่ผมให้โอกาสแฟนผมครั้งหลังสุดนี้ แฟนผมก็เปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างเพื่อผม ทำให้ผมรู้สึกดี บางทีก็มีทะเลาะกันบ้าง และบางครั้งผมก็พูดอะไรออกไปแล้วทำให้เขาเสียใจบ้างเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วต่างฝ่ายต่างก็ประคับประคองความสัมพันธ์ระหว่างกัน ด้วยความหวังว่า "มันจะดีขึ้น" ผมไม่รู้ว่าข้างหน้าผมจะต้องเจอปัญหาเรื่องผู้ชายคนอื่นอีกหรือไม่ ถ้าแต่งงานกันไปแล้วจะมีเรื่องแบบนี้อีกมั้ย
ล่าสุด แฟนผมพูดถึงเรื่องงานแต่งงาน ว่าจะจัดขึ้นเมื่อไหร่ ที่ไหน อย่างไร ธีมงานเป็นยังไง ผมก็ยินดีที่จะแต่งงานกับเขา ถ้าเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างแท้จริง เราจะได้ปิดฉากเรื่องราววุ่นวายเกี่ยวกับประเด็นเรื่องมือที่ 3 สักที โดยหวังว่ามันจะไม่มี ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป แต่นั่นมันไม่ใช่ประเด็นหลัก
ผมเป็นคนกรุงเทพ พ่อผมอยู่ กทม. แม่ผมอยู่ ตจว. ผมมีปู่ มียาย ที่ยังต้องการผมอยู่ แฟนผมจะให้ผมไปหางานทำที่จังหวัดที่เขาทำงานอยู่ แต่งงานกัน แล้วตั้งหลักอยู่ที่นั่นเลย ผมจึงได้อธิบายถึงเหตุผลและความจำเป็นที่ผมไม่สามารถจะย้ายไปอยู่กับเขาได้ให้เขาเข้าใจ และขอให้เขาย้ายกลับเข้ามาอยู่ที่จังหวัดเดิมที่เขาเคยทำงานอยู่ (งานของแฟนผมเป็นงานราชการ เขาสามารถขอย้ายได้) จะได้ตั้งหลักกันเป็นครอบครัวอยู่ที่เดียวกัน อยู่ใกล้พ่อผม ใกล้แม่ผม ใกล้ญาติผู้ใหญ่ของผม รวมถึงแม่ของแฟนผมด้วย (แม่ของแฟนผมทำงานอยู่ในจังหวัดเดียวกับผม) จะได้ดูแลผู้หลักผู้ใหญ่ของเราทั้ง 2 คนได้สะดวก มีอะไรเร่งด่วนจะได้จัดการได้อย่างทันเหตุการณ์ ในปัจจุบันแฟนผมไม่ได้มีความจำเป็นต้องรับผิดชอบใคร เพราะแม่ของเขายังไม่เกษียณจากการทำงาน เขามีแค่แม่และตาเท่านั้น แต่ตามีน้าสาวที่คอยดูแลอยู่แล้ว แต่แฟนผมก็ยืนยันว่าจะไม่ย้าย ด้วยเหตุผลว่า ชีวิตเขาลงตัวอยู่ที่นั่นแล้ว
จุดพีคของเรื่องนี้อยู่ที่ตรงที่ แฟนผมบอกว่า ถ้าไม่ไปแต่งงานอยู่ด้วยกันกับเขา เขาจะขอเลิก เพราะดูแล้วเรื่องระหว่างผมกับแฟนคงไม่มีวันเป็นไปได้ ผมก็ไม่สามารถไปอยู่ใช้ชีวิตเป็นครอบครัวกับเขาได้ ในขณะเดียวกันเขาก็จะไม่ย้ายกลับมาทำงานที่จังหวัดเดิมอย่างแน่นอน
จึงอยากทราบความคิดเห็นของชาว Pantip ว่าจากข้อเท็จจริงข้างต้น ผมควรตัดสินใจอย่างไรดี...ขอขอบคุณไว้ล่วงหน้า ณ โอกาสนี้
ระหว่างครอบครัวกับแฟน ควรตัดสินใจอย่างไรดี?
ตลอดเวลาที่ผมคบกับแฟน แฟนผมมักแอบมีผู้ชายคนอื่นเป็นระยะๆ จับได้แล้วเลิกบ้าง จับได้แล้วไม่เลิกบ้าง ผมก็อดทนด้วยความรักและพร้อมให้อภัยตลอดมา โดยมีแต่คนที่ผมไว้ใจไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้
ตอนที่จับได้ว่าเขามีผู้ชายคนอื่นครั้งแรก ขณะนั้นเราคบกันมาได้สัก 4-5 ปี เขาก็คบกับผมไปด้วยและไปไหนมาไหนกับผู้ชายคนนั้นด้วยเป็นครั้งคราว จนในที่สุด ถึงขั้นที่ว่าแฟนผมเก็บข้าวของไปอยู่กับผู้ชายคนนั้นเลย เหลือผมอยู่กับแม่ของเขากัน 2 คน เป็นระยะเวลาช่วงหนึ่ง สุดท้ายเขาก็ไปกันไม่รอด แล้วก็กลับมาหาผม ผมก็ให้อภัย ยอมรับว่า ครั้งนี้เป็นครั้งที่สาหัสที่สุดของผมกับแฟนคนแรกในชีวิต (ผมอดทนกับเหตุการณ์นี้อยู่ 2 ปี)
หลังจากนั้นแฟนผมก็มีผู้ชายคนอื่นอีกหลายคน แต่มีครั้งละคน มีเป็นระยะๆ ผมก็ยังต้องอดทนกับบางคนของเขาเป็นแรมปีอยู่ดี
แต่วันหนึ่งก็มาถึงจุดเปลี่ยน คือ แฟนผมสอบได้งานที่ต่างจังหวัด ส่วนผมต้องทำงานที่เดิมคือจังหวัดปริมณฑล ทำให้เราต้องห่างไกลกัน (ห่างกันประมาณ 90 กม.) จากที่อยู่ด้วยกันตลอดเวลา ผมเลยได้เจอกับแฟนในวันเสาร์-อาทิตย์เป็นหลัก วันธรรมดาก็ไปหาบ่อยในช่วงแรกๆ เพราะยังไม่คุ้นเคยกับการที่ต้องห่างกัน
แฟนผมทำงานที่ต่างจังหวัดอยู่สักระยะ ก็เริ่มที่จะมีผู้ชายคนอื่นอีกแล้ว แต่ยังไม่ถึงขั้นเกินเลย พอผมจับได้ก็เลิกติดต่อกันไป ครั้งนี้ผมคิดว่ามันคงไม่มีอะไรแล้วล่ะ อาจจะเป็นเพราะความไกลระหว่างผมกับแฟนเป็นเหตุ
ต่อมาไม่นาน แฟนผมก็ซื้อบ้านเพื่อลงหลักปักฐานอยู่ที่จังหวัดนั้น เพราะเรื่องงานมีความลงตัว ผมก็เริ่มคิดถึงว่า ตอนแรกตกลงกันไว้ว่าจะไปอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง แล้วจะย้ายกลับมาที่จังหวัดเดิม แล้วนี่แฟนผมซื้อบ้าน การจะย้ายกลับมาก็คงเป็นไปได้ยาก แต่แฟนผมก็บอกว่า ถ้าจะย้ายกลับก็ปล่อยบ้านให้คนเช่าได้ ผมเลยวางใจ
ตลอดเวลาที่แฟนผมอยู่บ้านที่จังหวัดนั้น ผมก็ไปหาในวันหยุดตามปกติ ต่อมาไม่นาน ผมเริ่มเห็นว่าแฟนผมเริ่มคุยโทรศัพท์กับผู้ชายคนอื่น(พ.ค. 2560) แต่แฟนผมก็บอกผมว่า ไม่มีอะไร เขาเล่นเกมกัน มันต้องมีการสื่อสาร พิมพ์คุยกันไม่สะดวก ต้องเล่นเกมไปคุยโทรศัพท์ไป (แต่ที่ผ่านๆมาก็เริ่มต้นด้วยคำว่าไม่มีอะไรนี่แหละ) ผมก็เริ่มสัมผัสได้ว่าแฟนผมสนใจผมน้อยลง เวลาผมไปหาก็เหมือนผมไม่มีตัวตน ไม่ว่าจะยื่นคำขาดสักเท่าไหร่ก็ไม่เลิกพฤติกรรมแบบนี้ ผมอดทนต่อไปอีกประมาณ 4 เดือน ผมเริ่มตัดใจได้ (ในปีที่ 12 ของการคบกัน) จึงพูดคุยกัน โดยผมขอถอยความสัมพันธ์มาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เพราะผมยังรักเขาอยู่ ก็ดูเหมือนเขาจะไม่รับข้อเสนอนี้ ความสัมพันธ์จึงยังดำเนินไปตามปกติ แต่ผมไม่เหมือนเดิมแล้ว มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมไม่ไปหาเขาเลยเป็นเวลา 1 เดือน ไม่ได้ดูแลกันเหมือนก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังคุยยังถามถึงทุกข์-สุขซึ่งกันและกันบ้าง ผมไม่รู้ว่าเขาคิดถึงผมหรือเปล่า แต่ผมคิดถึงและอยากใช้เวลากับเขา ผมเลยไปหาเขาทุกวันหยุดเหมือนที่ผ่านๆมา
หลังจากนั้นอีก 4 เดือน ผมก็ต้องเจอกับเหตุการณ์ที่สะเทือนใจอีกครั้ง คือผมสงสัยอะไรบางอย่าง จึงขับรถไปหาแฟนผมถึงที่บ้านของเขาในจังหวัดที่เขาทำงานอยู่ในเวลาที่ดึกมาก (พ.ค. 2561) สิ่งที่ผมเห็นเป็นสิ่งแรกคือ...รองเท้าที่ไม่คุ้นเคยถอดอยู่หน้าประตูบ้าน ผมจึงตัดสินใจเข้าไปในบ้านโดยที่เจ้าของบ้านยังไม่ทันได้ตั้งตัว และภาพที่ผมเห็นคือ แฟนผมและผู้ชายคนอื่นอยู่ด้วยกันในห้องนอน ผมไม่ได้พูดอะไรเลย นอกจากพูดว่า "มันจบแล้ว" แล้วผมก็เดินออกมาจากห้องนั้นทันที พอดีผมนึกขึ้นได้ว่า ผู้ชายคนนี้เคยส่งข้อความมาถามผมว่า ผมเป็นอะไรกับแฟนของผม (มารู้ภายหลังว่าแฟนผมบอกผู้ชายคนนั้นว่าผมเป็นพี่ชาย เพราะเวลาเขาคุยโทรศัพท์กัน จะมีเสียงผมดังเข้าไปในสายเวลาที่ผมพูดคุยกับแฟน) ผมเลยเดินกลับไปพูดอีกประโยคว่า "ผมกับผู้หญิงคนนี้เป็นแฟนกัน คบกันมา 13 ปีแล้ว" หลังจากพูดจบผมก็เดินออกมาจากบ้านแล้วขับรถออกไปจากที่นั่นทันที (ผมอดทนกับเรื่องผู้ชายคนนี้มา 1 ปี)
ผมขับรถไปอย่างไร้จุดหมาย ง่วงที่ไหนจอดนอนที่นั่น เช้าวันรุ่งขึ้นผมขับรถไปจังหวัดใกล้เคียง ไปสถานที่ๆผมกับแฟนชอบไปเที่ยวกัน แฟนผมโทรหาผมตลอดทั้งวัน ช่วงแรกๆผมไม่รับสาย เขาก็ยังไม่เลิกโทร พอเขาโทรมากๆเข้าก็กังวลว่าเขาจะเป็นอะไรหรือเปล่า เลยรับสาย เมื่อรู้ว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรผมก็ปฏิเสธที่จะพูดคุยและพบเจอ คุยกันไปมา ปรากฏว่าเขาได้เดินทางมาที่จังหวัดใกล้เคียงดังกล่าวนั้นพอดี เพราะที่นั่นมีผู้ใหญ่ที่เรานับถืออยู่ 2 ท่าน ซึ่งเป็นสามี-ภรรยากัน ผมจึงยอมที่จะพบเจอเขาที่บ้านของผู้ใหญ่ 2 ท่านนั้น
ผมกับแฟนก็ได้เล่าปัญหาทั้งหมดให้ผู้ใหญ่ทั้ง 2 ท่านฟัง ตอนสรุปสุดท้าย ผมตอบผู้ใหญ่ 2 ท่านนั้นไปว่า ผมขอเลิก แต่แฟนผมไม่ยอมเลิก โดยจะขอโอกาสแก้ไขตัวเองอีกครั้ง โดยเอาเงินเดือนของเขาทั้งหมดเก็บไว้ที่ผม ให้ผมเป็นผู้บริหารจัดการเงินของเขา แล้วเขาจะพิสูจน์ตัวเอง ผู้ใหญ่ 1 ใน 2 ท่าน (อีกท่านติดภารกิจสำคัญ ต้องแยกตัวไปก่อน) ให้ข้อคิดผมว่า "คนเรา เงินอยู่ที่ไหน ใจอยู่ที่นั่น ถ้าเขามอบเงินรายได้ทั้งหมดของเขาให้เราดูแล ก็แสดงว่าเขาตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วจริงๆ ขอให้ลองให้โอกาสอีกสักครั้ง" เนื่องจากผู้ใหญ่ท่านนี้มีชีวิตครอบครัวที่ครองรักกับสามีมาเป็นเวลานานจนถึงปัจจุบันประมาณ 40 ปีได้ และผมก็นับถือท่านเป็นการส่วนตัว เพราะท่านสอนอะไรหลายๆอย่างในชีวิตให้ผมมามาก ผมจึงตัดสินใจที่จะให้โอกาสแฟนของผมอีกครั้ง
ตลอดเวลาที่ผมให้โอกาสแฟนผมครั้งหลังสุดนี้ แฟนผมก็เปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างเพื่อผม ทำให้ผมรู้สึกดี บางทีก็มีทะเลาะกันบ้าง และบางครั้งผมก็พูดอะไรออกไปแล้วทำให้เขาเสียใจบ้างเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วต่างฝ่ายต่างก็ประคับประคองความสัมพันธ์ระหว่างกัน ด้วยความหวังว่า "มันจะดีขึ้น" ผมไม่รู้ว่าข้างหน้าผมจะต้องเจอปัญหาเรื่องผู้ชายคนอื่นอีกหรือไม่ ถ้าแต่งงานกันไปแล้วจะมีเรื่องแบบนี้อีกมั้ย
ล่าสุด แฟนผมพูดถึงเรื่องงานแต่งงาน ว่าจะจัดขึ้นเมื่อไหร่ ที่ไหน อย่างไร ธีมงานเป็นยังไง ผมก็ยินดีที่จะแต่งงานกับเขา ถ้าเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างแท้จริง เราจะได้ปิดฉากเรื่องราววุ่นวายเกี่ยวกับประเด็นเรื่องมือที่ 3 สักที โดยหวังว่ามันจะไม่มี ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป แต่นั่นมันไม่ใช่ประเด็นหลัก
ผมเป็นคนกรุงเทพ พ่อผมอยู่ กทม. แม่ผมอยู่ ตจว. ผมมีปู่ มียาย ที่ยังต้องการผมอยู่ แฟนผมจะให้ผมไปหางานทำที่จังหวัดที่เขาทำงานอยู่ แต่งงานกัน แล้วตั้งหลักอยู่ที่นั่นเลย ผมจึงได้อธิบายถึงเหตุผลและความจำเป็นที่ผมไม่สามารถจะย้ายไปอยู่กับเขาได้ให้เขาเข้าใจ และขอให้เขาย้ายกลับเข้ามาอยู่ที่จังหวัดเดิมที่เขาเคยทำงานอยู่ (งานของแฟนผมเป็นงานราชการ เขาสามารถขอย้ายได้) จะได้ตั้งหลักกันเป็นครอบครัวอยู่ที่เดียวกัน อยู่ใกล้พ่อผม ใกล้แม่ผม ใกล้ญาติผู้ใหญ่ของผม รวมถึงแม่ของแฟนผมด้วย (แม่ของแฟนผมทำงานอยู่ในจังหวัดเดียวกับผม) จะได้ดูแลผู้หลักผู้ใหญ่ของเราทั้ง 2 คนได้สะดวก มีอะไรเร่งด่วนจะได้จัดการได้อย่างทันเหตุการณ์ ในปัจจุบันแฟนผมไม่ได้มีความจำเป็นต้องรับผิดชอบใคร เพราะแม่ของเขายังไม่เกษียณจากการทำงาน เขามีแค่แม่และตาเท่านั้น แต่ตามีน้าสาวที่คอยดูแลอยู่แล้ว แต่แฟนผมก็ยืนยันว่าจะไม่ย้าย ด้วยเหตุผลว่า ชีวิตเขาลงตัวอยู่ที่นั่นแล้ว
จุดพีคของเรื่องนี้อยู่ที่ตรงที่ แฟนผมบอกว่า ถ้าไม่ไปแต่งงานอยู่ด้วยกันกับเขา เขาจะขอเลิก เพราะดูแล้วเรื่องระหว่างผมกับแฟนคงไม่มีวันเป็นไปได้ ผมก็ไม่สามารถไปอยู่ใช้ชีวิตเป็นครอบครัวกับเขาได้ ในขณะเดียวกันเขาก็จะไม่ย้ายกลับมาทำงานที่จังหวัดเดิมอย่างแน่นอน
จึงอยากทราบความคิดเห็นของชาว Pantip ว่าจากข้อเท็จจริงข้างต้น ผมควรตัดสินใจอย่างไรดี...ขอขอบคุณไว้ล่วงหน้า ณ โอกาสนี้