เวลาเราไปสร้างสรรค์พบเพื่อนเก่าๆ มันจะมีเพื่อนประเภทหนึ่งที่ชอบ ป่าวประกาศว่าไม่ต้องมีใบปริญา กูก็สร้างทุกอย่างได้ มีรถขับ มีบ้านอยู่ มีกิจการค้าขาย
กูเห็นเพื่อนที่จบกันไม่เห็นมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย เผลอๆ

เป็นหนี้กยศอีก กว่าจะใช้หนี้หมด

แก่กันพอดี แทนที่จบมอหกมาก็ทำงานเลย จะได้มีเงินเก็บตั้งแต่วัยรุ่น ประมาณนี้ครับ ซึ่งเพื่อนทุกคนก็ อืม.......... ไม่มีใครพูดอะไร
แต่ใช่ครับ บ้านเพื่อนคนนี้ เขาเกิดมาต้นทุนชีวิตเขาดี ต่อให้ไม่เรียน พ่อแม่ก็มีเงินให้ไปเปิดกิจการเป็นของตัวเอง เปิดคาร์แคร์ เปิดปั้มน้ำมัน เปิดร้านอาหาร ซึ่งผมชื่นชมมันนะ ที่แบบเอาเงินที่พ่อแม่ให้ต้นทุนมา สร้างนู้นสร้างนี้ จนมีเงินใช้ มีเงินซื้อรถ ซื้อบ้าน แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องชอบแซะ ชอบแขวะ เรื่องนี้ ทั้งทีต้นทุนชีวิตคนเราไม่เท่ากัน หากเทียบผมและเพื่อนๆอีกหลายคนเหตุผลที่เราเรียนปริญาตรีเพราะ พ่อแม่ไม่ได้มีเงิน หรือกิจการอะไรต่างๆที่คอยซัพพอต บางคนกำพร้าพ่อแม่เช่นผม เป็นต้น พวกผมรู้ว่าหากไม่เรียนเราก็ต้องทำงานใช้แรง ซึ่งเงินเดือนก็น้อย เพราะ พวกเราต่างเคยทำงาน part time และงานที่ใช้แรงต่างๆ แล้ว เราจึงรู้ว่าใบปริญา คือใบเบิกทางที่ดี ถึงแม้เงินเดือนเริ่มต้นอาจจะน้อย แต่ความก้าวหน้ามันไปได้ไกลกว่าไม่เรียนแน่นอน ซึ่งอนาคตเงินเดือนเราเริ่มแพงขึ้น เราจะเอาเงินส่วนต่างๆ มาทำอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นลงหุ้น ลงทุนเปิดกิจการเล็กๆ เป็นต้น นั่นคือความคิดของพวกเรา ผมเคยพยายามเตือนเพื่อนเรื่องพวกนี้ แต่เพื่อนก็บอกว่า ขอโทษ และจะไม่ทำอีก แต่บางครั้งมันก็เผลอพูดออกมา ก็ยังว่าละครับ ความภูมิใจของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน
บางคนเริ่มจาก 30 ไป 100 เขาก็ต้องภูมิใจเป็นธรรมดา อย่างพวกผมเริ่มต้นจาก 0 บางคนเริ่มจาก ติดลบ 1 และก้าวกระโดดไปที่ 10 นั่นคือความภูมิใจของพวกเรา
บางครั้งเพื่อนบางคนก็น้อยใจที่แบบทำไมต้องแขวะด้วยเรื่องนี้ด้วย ซึ่งเพื่อนเราคนนนี้ก็ขอโทษ ทุกคนตลอด บางทีก็โกรธ แต่พอมันขอโทษมันก็หายไป
จนเดี้ยวนี้มันไม่ค่อยพูดเรื่องนี้แล้ว ครับ แต่จะพูดว่าอยากทำธุรกิจไรป่าว เด๋วช่วยหาลูกค้า หรือบางทีจะร่วมหุ้นทำธุรกิจกันแทนครับ
แล้วคุณล่ะครับเคยเจอเพื่อนแบบนี้หรือป่าว ผมโชคดีหน่อยที่เจอเพื่อนดี และเขาสำนึกผิดกับสิ่งที่เขาพูด แล้วคุณล่ะเคยเจอไหม หากคุณเจอเพื่อนที่ไม่สำนึกกับสิ่งที่พูดเลย จะแก้ไขยังไงครับ
เคยโดนแซะโดนเหน็บโดนแขวะว่าเรียนจบปริญญาตรีไหมครับ
กูเห็นเพื่อนที่จบกันไม่เห็นมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย เผลอๆ
แต่ใช่ครับ บ้านเพื่อนคนนี้ เขาเกิดมาต้นทุนชีวิตเขาดี ต่อให้ไม่เรียน พ่อแม่ก็มีเงินให้ไปเปิดกิจการเป็นของตัวเอง เปิดคาร์แคร์ เปิดปั้มน้ำมัน เปิดร้านอาหาร ซึ่งผมชื่นชมมันนะ ที่แบบเอาเงินที่พ่อแม่ให้ต้นทุนมา สร้างนู้นสร้างนี้ จนมีเงินใช้ มีเงินซื้อรถ ซื้อบ้าน แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องชอบแซะ ชอบแขวะ เรื่องนี้ ทั้งทีต้นทุนชีวิตคนเราไม่เท่ากัน หากเทียบผมและเพื่อนๆอีกหลายคนเหตุผลที่เราเรียนปริญาตรีเพราะ พ่อแม่ไม่ได้มีเงิน หรือกิจการอะไรต่างๆที่คอยซัพพอต บางคนกำพร้าพ่อแม่เช่นผม เป็นต้น พวกผมรู้ว่าหากไม่เรียนเราก็ต้องทำงานใช้แรง ซึ่งเงินเดือนก็น้อย เพราะ พวกเราต่างเคยทำงาน part time และงานที่ใช้แรงต่างๆ แล้ว เราจึงรู้ว่าใบปริญา คือใบเบิกทางที่ดี ถึงแม้เงินเดือนเริ่มต้นอาจจะน้อย แต่ความก้าวหน้ามันไปได้ไกลกว่าไม่เรียนแน่นอน ซึ่งอนาคตเงินเดือนเราเริ่มแพงขึ้น เราจะเอาเงินส่วนต่างๆ มาทำอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นลงหุ้น ลงทุนเปิดกิจการเล็กๆ เป็นต้น นั่นคือความคิดของพวกเรา ผมเคยพยายามเตือนเพื่อนเรื่องพวกนี้ แต่เพื่อนก็บอกว่า ขอโทษ และจะไม่ทำอีก แต่บางครั้งมันก็เผลอพูดออกมา ก็ยังว่าละครับ ความภูมิใจของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน
บางคนเริ่มจาก 30 ไป 100 เขาก็ต้องภูมิใจเป็นธรรมดา อย่างพวกผมเริ่มต้นจาก 0 บางคนเริ่มจาก ติดลบ 1 และก้าวกระโดดไปที่ 10 นั่นคือความภูมิใจของพวกเรา
บางครั้งเพื่อนบางคนก็น้อยใจที่แบบทำไมต้องแขวะด้วยเรื่องนี้ด้วย ซึ่งเพื่อนเราคนนนี้ก็ขอโทษ ทุกคนตลอด บางทีก็โกรธ แต่พอมันขอโทษมันก็หายไป
จนเดี้ยวนี้มันไม่ค่อยพูดเรื่องนี้แล้ว ครับ แต่จะพูดว่าอยากทำธุรกิจไรป่าว เด๋วช่วยหาลูกค้า หรือบางทีจะร่วมหุ้นทำธุรกิจกันแทนครับ
แล้วคุณล่ะครับเคยเจอเพื่อนแบบนี้หรือป่าว ผมโชคดีหน่อยที่เจอเพื่อนดี และเขาสำนึกผิดกับสิ่งที่เขาพูด แล้วคุณล่ะเคยเจอไหม หากคุณเจอเพื่อนที่ไม่สำนึกกับสิ่งที่พูดเลย จะแก้ไขยังไงครับ