เด็กม.ปลายหลายคนที่มหาลัยที่ชอบคณะที่ใช่ แต่ถ้ามหาลัยที่ชอบแต่คณะที่เรียนไม่ใช่ แล้วจะทำไงล่ะ
ฉันก็เป็นหนึ่งในเด็ก ๆ เหล่านั้น ได้มหาลัยที่ชอบแต่คณะที่จะเรียนดันไม่ใช่ ที่บ้านฉันไม่มีฐานะดีที่จะมาสนองความต้องการหลายอย่างของฉันได้ ประกอบกับช่วงนั้นพ่อป่วย ฉันจึงตัดสินใจในเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่ในชีวิตกับวัยที่เพิ่งจะ 19 ปี อาจจะบอกได้ว่าฉันเป็นคนแรกที่กล้าจะซิ่วคนแรกของโรงเรียนเลยก็ว่าได้ เพราะหลายคนไม่กล้าทำและทนเรียนในสิ่งที่ไม่ใช่ จริงอยู่ที่ว่าจบอะไรมาจะทำงานต่างสายได้นั้น แต่จะจะดีกว่าถ้าเราเรียนที่ใช่จบมาทำงานที่ใช่ ฉันตัดสินใจซิ่วทันที แต่ใช่ว่าจะไม่ใช้เวลาในการตัดสินใจนะ ใช้เวลาพอสมควร เครียดด้วย มันไม่รู้ต้องทำไงนะตอนนั้น แต่คิดไปคิดมาก็ซิ่วจนได้
เราเป็นลูกคนเล็ก จึงไม่ค่อยได้ทำอะไรเอง ไม่ค่อยได้รับอนุญาตให้ออกไปไหนกับเพื่อน ชีวิตมัธยมค่อนข้างจะอยู่ในห้องนอนซะส่วนใหญ่ ส่วนใหญ่จะเป็นพี่สาวทำให้ตลอด แต่ใช่ว่าเราไม่อยากทำนะ อยากทำไรเองมากแต่ก็อย่างว่านั่นแหล่ะ และหลาย ๆ บ้านก็คงเป็นแบบนี้เช่นกัน เลยกลายเป็นเด็กที่ดื้อ โหยหาการเที่ยวอย่างมาก อยากทำอะไรเองมาก…..
จากเหนือสู่ กทม. ฉันมาอยู่กับญาติและได้พูดคุยกันว่าระหว่างที่รอสอบใหม่จะทำอะไรดี จึงตกลงกันว่าจะให้ฉันทำงานรอ และฉันก็เห็นด้วย แต่สิ่งที่เขาหาให้ฉันดันไม่ชอบ และบอกเลยว่าค่อนข้างเรื่องมาก มาก ไม่อยากทำเลย ท้อ ร้องไห้ โทรหาเพื่อนที่มหาลัย หลายคนบอกให้กลับไปเรียนเหอะ แต่ไม่ได้หรอกฉันตัดสินใจแล้ว ไม่อยากเป็นคนโลเลด้วย เดี๋ยวเขาจะว่าเอาได้ว่าตัดสินใจไม่จริง ไม่จริงจัง ไม่มีความรับผิดชอบคำพูดตัวเอง ฉันก็ต้องสู้ต่อไป และหางานที่ตัวเองใจเอง จนได้ทดลองงานแรกในชีวิต แต่ก็นะเด็กที่ไม่เคยทำอะไรเลยจะเก่งได้ในเวลาอันสั้น เป็นไปไม่ได้ อาจจะมี แต่ไม่ใช่ฉันแน่นอน ฉันทดลองงานนั้นไม่ผ่าน เสียใจมากที่สุด ชีวิตมันไม่ได้ง่ายเลยเพิ่งรู้วันนี้เลยว่าต้องเจออะไรที่มากกว่านี้อีกแน่ ฉันไม่รู้จะทำอะไรต่ออีกเลย เพราะไม่เคยเจอความผิดหวังแบบนี้มากก่อน มันหดหู่ไปซะทุกอย่าง เครียดมาก ร้องไห้คนเดียว แต่ฉันไม่ยอมแพ้หรอก ฉันก็หางานที่ฉันสนใจอยู่อย่างนั้นแหล่ะ มีทดลองงานหลายที่มากแต่ก็ไม่ได้ทำ บางที่บอกว่าเขารับคนที่เก่งกว่าเราไปแล้ว ก็เข้าใจแหล่ะว่าถ้าเราเป็นนายจ้างก็อยากได้คนเก่งร่วมงานทั้งนั้น ก็กลับมาเสีย ร้องไห้เหมือนเดิม วนอยู่อย่างนั้นแหล่ะ คิดว่ามันระบายได้ดีที่สุดแล้วแหล่ะ จนที่สุดได้ทำงานที่ขวานขวยมาจนได้ และทุกที่มีเพื่อนร่วมงานที่ดีไม่ดี ฉันก็เริ่มที่จะทำใจไม่ใส่ใจได้ คิดนะแต่ไม่มากเหมือนเมื่อก่อน แต่ในที่สุดก็เข้ากับพวกเขาได้แหล่ะ ระหว่างที่ทำงานก็เจอเพื่อนชาวต่างชาติมากมาย และก็มีหลายคนที่มาเที่ยวก่อนเรียนเหมือนกันกับฉัน แต่เชื่อเถอะการเที่ยวหาตัวเองก่อนไปเรียนนั้นใช้ไม่ได้กับวัฒนธรรมไทยได้มากนัก ฉันได้พาเพื่อนคนนี้ไปเที่ยว เพราะเป็นการมาไทยครั้งแรก และเราก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดอะไรหลายอย่าง และเปิดโลกของฉันได้มากเลย

ถามว่าสนุกและชอบไหมก็ชอบอ่ะนะ แต่ทุกที่มันก็มีเรื่องดีและไม่ดีทั้งนั้น ขนาดตัวเราเองก็เช่นกัน
ระหว่างที่ทำงานก็เจอเพื่อนชาวต่างชาติมากมาย และก็มีหลายคนที่มาเที่ยวก่อนเรียนเหมือนกันกับฉัน แต่เชื่อเถอะการเที่ยวหาตัวเองก่อนไปเรียนนั้นใช้ไม่ได้กับวัฒนธรรมไทยได้มากนัก ฉันได้พาเพื่อนคนนี้ไปเที่ยว เพราะเป็นการมาไทยครั้งแรก และเราก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดอะไรหลายอย่าง และเปิดโลกของฉันได้มากเลย


เขาดูไม่ค่อยเอ็นจอยวัดเท่าไหร่นัก ฮ่าฮ่า แต่ก็ขอบคุณฉันแล้วก็กลับกัน
ฉันใช้ชีวิตที่กทม.เกือบ5เดือนได้ จึงกลับบ้านมาพักกายและใจจากการที่ต้องเจออะไรมากมายที่ผ่านมา แต่ฉันไม่สามารถอยู่บ้านได้นานจนสอบใหม่ได้หรอกนะ ฉันเก็บกระเป๋าจะออกจากบ้านอีกครั้ง ฉันแบบเป้ใบใหญ่มากกำลังจะไปกทม. และกะจะบอกแม่หลังจากถึงกทม.แล้ว เพราะถ้าบอกต่อหน้าคงไม่ได้ไปแน่ ๆ ชาวบ้านที่เจอฉัน ก็ต่างไปบอกแม่ของฉันว่า ลูกแกบ้าไปแล้วแบกเป้อยู่จะไปไหน แม่ฉันโทรมาหา ฉันจำเป็นต้องโกหกว่าจะกลับไปทำงานที่เดิมที่กทม.อีกครั้ง แต่ความจริงคือฉันได้งานที่เกาะพะงันและกำลังจะไปที่นั่น
7/01/2018 เดินทางสู่เกาะพะงัน เป็นการไกลบ้านแบบนี้ครั้งแรก ไปใต้ครั้งแรก คือนั่งรถเมล์ไปสายใต้ใหม่นานมากเลย ฮ่าๆ ไกลด้วย

8/01/2018 สวัสดีนะ เกาะพะงัน

บันทึกเด็กซิ่ว 1 ปีที่หนีไปเที่ยว
ฉันก็เป็นหนึ่งในเด็ก ๆ เหล่านั้น ได้มหาลัยที่ชอบแต่คณะที่จะเรียนดันไม่ใช่ ที่บ้านฉันไม่มีฐานะดีที่จะมาสนองความต้องการหลายอย่างของฉันได้ ประกอบกับช่วงนั้นพ่อป่วย ฉันจึงตัดสินใจในเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่ในชีวิตกับวัยที่เพิ่งจะ 19 ปี อาจจะบอกได้ว่าฉันเป็นคนแรกที่กล้าจะซิ่วคนแรกของโรงเรียนเลยก็ว่าได้ เพราะหลายคนไม่กล้าทำและทนเรียนในสิ่งที่ไม่ใช่ จริงอยู่ที่ว่าจบอะไรมาจะทำงานต่างสายได้นั้น แต่จะจะดีกว่าถ้าเราเรียนที่ใช่จบมาทำงานที่ใช่ ฉันตัดสินใจซิ่วทันที แต่ใช่ว่าจะไม่ใช้เวลาในการตัดสินใจนะ ใช้เวลาพอสมควร เครียดด้วย มันไม่รู้ต้องทำไงนะตอนนั้น แต่คิดไปคิดมาก็ซิ่วจนได้
เราเป็นลูกคนเล็ก จึงไม่ค่อยได้ทำอะไรเอง ไม่ค่อยได้รับอนุญาตให้ออกไปไหนกับเพื่อน ชีวิตมัธยมค่อนข้างจะอยู่ในห้องนอนซะส่วนใหญ่ ส่วนใหญ่จะเป็นพี่สาวทำให้ตลอด แต่ใช่ว่าเราไม่อยากทำนะ อยากทำไรเองมากแต่ก็อย่างว่านั่นแหล่ะ และหลาย ๆ บ้านก็คงเป็นแบบนี้เช่นกัน เลยกลายเป็นเด็กที่ดื้อ โหยหาการเที่ยวอย่างมาก อยากทำอะไรเองมาก…..
จากเหนือสู่ กทม. ฉันมาอยู่กับญาติและได้พูดคุยกันว่าระหว่างที่รอสอบใหม่จะทำอะไรดี จึงตกลงกันว่าจะให้ฉันทำงานรอ และฉันก็เห็นด้วย แต่สิ่งที่เขาหาให้ฉันดันไม่ชอบ และบอกเลยว่าค่อนข้างเรื่องมาก มาก ไม่อยากทำเลย ท้อ ร้องไห้ โทรหาเพื่อนที่มหาลัย หลายคนบอกให้กลับไปเรียนเหอะ แต่ไม่ได้หรอกฉันตัดสินใจแล้ว ไม่อยากเป็นคนโลเลด้วย เดี๋ยวเขาจะว่าเอาได้ว่าตัดสินใจไม่จริง ไม่จริงจัง ไม่มีความรับผิดชอบคำพูดตัวเอง ฉันก็ต้องสู้ต่อไป และหางานที่ตัวเองใจเอง จนได้ทดลองงานแรกในชีวิต แต่ก็นะเด็กที่ไม่เคยทำอะไรเลยจะเก่งได้ในเวลาอันสั้น เป็นไปไม่ได้ อาจจะมี แต่ไม่ใช่ฉันแน่นอน ฉันทดลองงานนั้นไม่ผ่าน เสียใจมากที่สุด ชีวิตมันไม่ได้ง่ายเลยเพิ่งรู้วันนี้เลยว่าต้องเจออะไรที่มากกว่านี้อีกแน่ ฉันไม่รู้จะทำอะไรต่ออีกเลย เพราะไม่เคยเจอความผิดหวังแบบนี้มากก่อน มันหดหู่ไปซะทุกอย่าง เครียดมาก ร้องไห้คนเดียว แต่ฉันไม่ยอมแพ้หรอก ฉันก็หางานที่ฉันสนใจอยู่อย่างนั้นแหล่ะ มีทดลองงานหลายที่มากแต่ก็ไม่ได้ทำ บางที่บอกว่าเขารับคนที่เก่งกว่าเราไปแล้ว ก็เข้าใจแหล่ะว่าถ้าเราเป็นนายจ้างก็อยากได้คนเก่งร่วมงานทั้งนั้น ก็กลับมาเสีย ร้องไห้เหมือนเดิม วนอยู่อย่างนั้นแหล่ะ คิดว่ามันระบายได้ดีที่สุดแล้วแหล่ะ จนที่สุดได้ทำงานที่ขวานขวยมาจนได้ และทุกที่มีเพื่อนร่วมงานที่ดีไม่ดี ฉันก็เริ่มที่จะทำใจไม่ใส่ใจได้ คิดนะแต่ไม่มากเหมือนเมื่อก่อน แต่ในที่สุดก็เข้ากับพวกเขาได้แหล่ะ ระหว่างที่ทำงานก็เจอเพื่อนชาวต่างชาติมากมาย และก็มีหลายคนที่มาเที่ยวก่อนเรียนเหมือนกันกับฉัน แต่เชื่อเถอะการเที่ยวหาตัวเองก่อนไปเรียนนั้นใช้ไม่ได้กับวัฒนธรรมไทยได้มากนัก ฉันได้พาเพื่อนคนนี้ไปเที่ยว เพราะเป็นการมาไทยครั้งแรก และเราก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดอะไรหลายอย่าง และเปิดโลกของฉันได้มากเลย
ระหว่างที่ทำงานก็เจอเพื่อนชาวต่างชาติมากมาย และก็มีหลายคนที่มาเที่ยวก่อนเรียนเหมือนกันกับฉัน แต่เชื่อเถอะการเที่ยวหาตัวเองก่อนไปเรียนนั้นใช้ไม่ได้กับวัฒนธรรมไทยได้มากนัก ฉันได้พาเพื่อนคนนี้ไปเที่ยว เพราะเป็นการมาไทยครั้งแรก และเราก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดอะไรหลายอย่าง และเปิดโลกของฉันได้มากเลย
ฉันใช้ชีวิตที่กทม.เกือบ5เดือนได้ จึงกลับบ้านมาพักกายและใจจากการที่ต้องเจออะไรมากมายที่ผ่านมา แต่ฉันไม่สามารถอยู่บ้านได้นานจนสอบใหม่ได้หรอกนะ ฉันเก็บกระเป๋าจะออกจากบ้านอีกครั้ง ฉันแบบเป้ใบใหญ่มากกำลังจะไปกทม. และกะจะบอกแม่หลังจากถึงกทม.แล้ว เพราะถ้าบอกต่อหน้าคงไม่ได้ไปแน่ ๆ ชาวบ้านที่เจอฉัน ก็ต่างไปบอกแม่ของฉันว่า ลูกแกบ้าไปแล้วแบกเป้อยู่จะไปไหน แม่ฉันโทรมาหา ฉันจำเป็นต้องโกหกว่าจะกลับไปทำงานที่เดิมที่กทม.อีกครั้ง แต่ความจริงคือฉันได้งานที่เกาะพะงันและกำลังจะไปที่นั่น
7/01/2018 เดินทางสู่เกาะพะงัน เป็นการไกลบ้านแบบนี้ครั้งแรก ไปใต้ครั้งแรก คือนั่งรถเมล์ไปสายใต้ใหม่นานมากเลย ฮ่าๆ ไกลด้วย
8/01/2018 สวัสดีนะ เกาะพะงัน