“ที่นี่ที่ไหน” เทรซี่ถามเมื่อผมเดินเข้ามาที่ห้อง ทุกคนจ้องเหมือนพยายามขอคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้ว่าผมจะเป็นอัศวินอย่างที่เข้าใจ แต่ด้วยความสัตย์เถอะ ผมยังผูกเรื่องราวไม่ได้เลย
“ถ้าฉันเดาไม่ผิด ที่นี่คงเป็นปราสาทของเฮอร์มอส”
“ใช่ เพราะตอนที่เรามา ไพน์เอ่ยชื่อ ท่านหญิงแอตลาส” แมทเสริม
“ขอโทษนะพวกนาย นี่มันเรื่องอะไรกัน” แพทริคถามหลังจากที่นิ่งเงียบไปนาน เขาคงอยากรู้เพราะอยู่ดี ๆ พวกเขาก็เข้ามาพัวพันกับเรื่องที่มันไม่น่าเป็นไปได้
“ไว้เราจะอธิบายให้นายฟังทีหลัง” แมทตอบ “ผมแมททิว แมคคาเลน”
“ส่วนนี้เทรซี่” แมทแนะนำ เทรซี่ยิ้มแล้วยื่นมือออกไป
“เทรซี่ เบลยาร์ด”
“ฉันไมลีย์ พี่สาวของเชนนิ่งและเทเลอร์” ไมลีย์ยิ้มและมองมาที่เชนนิ่งและผมตามลำดับ
“แพทริค โฮว์ และนี่น้องสาว แพทริเซีย” เขาพูดและฝืนยิ้มเล็กน้อย “ว่าแต่ นี่มันเรื่องอะไรกัน”
บนสทนาของเราจบลงแค่นั้นเพราะผู้นำทางเดินเข้ามาที่ห้องพร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่ง เธอกวาดสายตามองเราทุกคนและเธอตกใจเมื่อสายตาผมประสานกับเธอ ผมยิ้มให้เธออย่างสุภาพ
“เมสัน ท่านออกไปก่อน” เขาบอกผู้นำทาง ประตูถูกปิด และเธอนั่งลงที่เก้าอี้สีทองตัวใหญ่ด้านหน้า เก้าอี้มันถูกประดับด้วยทองคำและแร่สีแดง สีเขียว สีเหลืองและสีฟ้าเต็มไปหมด เธอนิ่งไปชั่วครู่และเอามือกุมศีรษะบนที่พักแขน
“ข้าไม่รู้จะเริ่มยังไงดี” เธอเอ่ยปากขึ้น “ตอนนี้สถานการณ์ของข้าลำบากมาก”
“ท่านหญิง ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าผมไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาที่นี่ กลอเรียหลอกพวกเรา เธอโกหกว่าถ้าเราเข้ามาที่นี่จะไม่มีใครแตะต้องผมได้” ผมพูดด้วยความนอบน้อม “ท่านหญิงพอจะอธิบายให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
“ข้าสังหรณ์ใจอยู่แล้ว” เธอนิ่งไปครู่ใหญ่ ปล่อยให้ความเงียบและอากาศที่เย็นทำให้ผมขนลุกอยู่แบบนั้น “ข้าต้องเรียกประชุมสมาคมลับแห่งเฮอร์มอสเพื่อตัดสินเรื่องนี้ เจ้าเกรงว่าข้าไม่มีอำนาจมากพอที่จะต่อรองให้เจ้าอยู่ที่นี่ได้”
“ด้วยความเคารพท่านหญิง” แม้ผมจะรู้สึกเขินอายกับคำพูดนี้ แต่ผมเข้าใจว่าเธอสมควรได้รับเกียรตินี้ “เพียงแต่ท่านไม่เรียกประชุมสมาคมลับ พวกเราก็สามารถที่จะอยู่ที่นี่ได้โดยไม่มีใครรู้”
“ไม่ได้” เธอพูดเสียงดังอย่างเข้มแข็งแต่ยังมีความหวาดกลัวแฝงอยู่ในน้ำเสียงไม่น้อย
“ตอนนี้ครีโทเนียสมีพลังและแกร่งกล้ามากกว่าเดิม ลำพังตัวข้า มันก็ลำบากมากที่จะปกป้องแผ่นดินที่ข้ายืนอยู่ และข้าสัมผัสได้ว่ามนตร์คุ้มครองปราสาทแห่งนี้ก็เริ่มลดลงแล้ว ไม่เพียงแต่เจ้าที่เขาจะสามารถเข้าถึง ผู้คนที่นี่ก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย” เธออธิบาย “ทุกคำพยากรณ์มันชัดเจนอยู่ภายใต้อำนาจสาส์นแห่งตรีศูร เจ้ากลับไปที่นั่น รอวันที่เจ้าเป็นบุรุษแล้วกลับเข้ามา ทุกอย่างมันก็ยังไม่สาย”
“ผมเข้าใจที่ท่านหญิงพูด ผมได้รับการคุ้มครองจากสาส์นเมื่ออยู่ที่โลก ครีโทเนียสทำอะไรผมไม่ได้ก็จริง แต่เขาก็จะหันไปเล่นงานคนรอบตัวผมเพื่อบีบบังคับให้ผมเข้ามาที่นี่เพื่อให้คำพยากรณ์เปลี่ยนแปลงอยู่ดี”
“ใช่” เทรซี่พูดแทรก "แม่ของเขาถูกยิงในบ้าน เขาเจอกระสุนไล่ตามตลอดเวลาที่เดินทางมาที่นี่ เพราะฉะนั้น ท่านหญิง มันคงไม่ใช่เรื่องดีที่จะส่งเขาและพวกเรากลับไป”
“เจ้าเป็นใคร” เจนีวาเชิดหน้าถาม
“ฉันเป็นเพื่อนของอัศวินค่ะ” เทรซี่ยิ้ม “และฉันคิดว่าจากคำพยากรณ์นั้น มันค่อนข้างชัดเจน” เธอหยิบกระดาษที่เธอจดขึ้นมาและคลี่มันออก
“สาส์นนั่นไม่ได้ง่ายถึงขนาดที่มนุษย์จากเอเธนส์อย่างพวกเจ้าแปลได้หรอก”
“ฉันได้เกรดเฉลี่ยมากที่สุดในห้องเรียน นั่นก็แปลว่าฉันเรียนเก่งมาก”
เจนีวาปราดสายตามองมาที่เทรซี่อย่างรู้สึกครึ่ง ๆ กลาง ๆ ผมสัมผัสถึงความสอดรู้และไม่พอใจในแววตานั้น และแน่นอน ผมก็รู้สึกว่าเทรซี่ดูเหมือนจะล้ำเส้นไปหน่อยด้วยเหมือนกัน
“คำพยากรณ์เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะตีความ แม้แต่นักปราชญ์ที่มีอายุนับร้อยปี ก็ยังแปลความหมายผิดพลาดได้”
“แต่บทที่สี่ของพยากรณ์บอกไว้ชัดว่าถ้าบุรุษเผยตัวตน มนตร์ที่คุ้มครองก็จะมลายหายไป ตอนนี้ครีโทเนียสรู้แล้วว่าเทเลอร์เป็นอัศวิน ไม่ว่าจะที่โลกหรือที่นี่มันก็ไม่ปลอดภัยสำหรับเขาแล้ว พวกเราเพียงต้องการอาศัยบารมีของท่านหญิงคุ้มครองเราเท่านั้น”
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้ารู้เรื่องสาส์นได้อย่างไร แต่เชื่อข้าเถอะสิ่งที่เจ้ารับฟังมา มันไม่ใช่ความหมายที่แท้จริงของสาส์นนั่นหรอก”
“ฉันไม่รู้ว่าคุณจะเข้าใจว่าอย่างไร แต่ความหมายมันก็ออกจากแจ่มแจ้งซะขนาดนี้ว่าตอนนี้มนตร์คุ้มกันเทเลอร์สลายไปแล้ว และถ้าคุณยังขืนส่งเขากลับไป คุณก็จะไม่มีอัศวินที่จะช่วยคุณชนะสงครามครั้งนี้ได้”
ว้าว...ลึก ๆ ผมเริ่มกลัว และผมก็ไม่แปลกใจที่ทุกคนเริ่มหน้าขมวด แม้ว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่เทรซี่จะถูกต้องแบบที่เราเข้าใจกัน แต่ว่า วิธีการนั้น มันชวนหาเรื่องพิลึก
“เด็กน้อย ถ้าเจ้าคิดว่า อัศวินจะสามารถต่อสู้กับครีโทเนียสได้โดยลำพัง ข้าจะบอกให้ฟังว่า พวกเจ้าคิดผิด โลกนี้ต่างจากที่เจ้าเข้ามามากนัก เรื่องนี้มันไม่ใช่นิยายหรือวรรณกรรมที่อัศวินสามารถเรียนรู้และทำทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว มันมีขีดจำกัดในกฎธรรมชาติที่พวกเจ้าก็ไม่อาจฝืนได้ ในแอตแลนติสนั่น” เธอเปรายหน้าไปทางขวา
“ที่ที่ครีโทเนียสไม่เคยย่างกรายออกมา มันมนตร์โบราณที่ถูกร่ายคุ้มครองอย่างแน่นหนา จะชนะศึกครั้งนี้ยังต้องมีอีกหลายวิธีที่ต้องทำเพื่อให้ครีโทเนียสอ่อนกำลัง ดังนั้นข้าต้องขอร้องให้พวกเจ้ากลับไปเพื่อรอ...”
“และภายใต้สาส์นที่ข้าครอบครองอยู่นี้ พวกเจ้าต้องรู้ว่าครีโทเนียสไม่สามารถทำร้ายอันตรายอัศวินได้” เธอค้านเสียงแข็ง
“แต่พวกเขาฆ่าคนรอบข้างของเทเลอร์นะ” เทรซี่เริ่มเสียงดังมากขึ้น แมทเริ่มสะกิดเธอเพื่อปราม
“ทุกสงครามต้องมีผู้เสียสละ และข้าก็สละมากกว่าพวกเจ้าเพื่อสงครามครั้งนี้” เธอแสดงสายตาด้านลบที่มีมากขึ้นให้เทรซี่
“อะไรนะ ทำไมท่านหญิงพูดอะไรแบบนั้น นั่นมันครอบครัวเขานะ” เทรซี่เดือดดาลแทนผม แม้ว่าตอนนี้ทุกคนพยายามมองหน้าให้หยุดพูด แต่ผมรู้นิสัยเทรซี่ดี มันไม่มีทาง
“เจ้าไม่รู้ว่าข้าสูญเสียอะไรบ้าง อย่าริอาจมาสอนถึงความเข้าใจในสถานการณ์ของความสูญเสีย”
“นี่เทเลอร์เข้ามาเพื่อช่วยคุณนะ” เทรซี่เสียงดัง
“นี่เป็นหน้าที่ของอัศวิน”
“เห็นแก่ตัวที่สุด” เทรซี่พูดเสียงดังและฟางเชือกสุดท้ายก็ขาดลง
ผมรับรู้สึกแววตาอำมหิตที่ท่านหญิงแอตลาสมองได้ มันดูแรงกล้ามากกว่ากลอเรียหลายเท่านัก ท่านหญิงหายใจเฮือกใหญ่เพื่อระงับความโกรธแต่มันก็มีลมพัดกระทบใบหน้าของเทรซี่ราวกับว่ามีมือที่มองไม่เห็นมาตบหน้าเธอ เทรซี่สะบัดหน้ากลับมามองอย่างเคียดแค้น แต่อย่างไร สีหน้าท่านหญิงยังคงสงบนิ่งและพูดอย่างเลือดเย็นว่า
“เจ้าไม่ควรดูถูกข้า แม้ข้าจะไม่ได้เป็นกษัตริย์ของเจ้า แต่ข้าปกครองที่นี่ เจ้าควรจะมีความเคารพข้ามากกว่านี้”
แม้ว่าสิ่งที่เธอจะเป็นเรื่องจริง แต่ในเมื่อสถานการณ์ตรงหน้ามันเป็นแบบนี้ ผมก็ควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อปกป้องพวกเรา แม้ว่าเธอจะเคยช่วยชีวิตผมมาแล้วก็ตาม
“งั้นพวกเราจะออกจากปราสาทแห่งนี้เพื่อให้ท่านหญิงปลอดภัย” ผมเริ่มตอบโต้หลังจากที่เทรซี่ทำให้เรางานเข้า “อย่างน้อยคงมีสักทีที่ผู้คนให้เกียรติอัศวินอย่างผมบ้าง”
“เจ้าอย่าได้หมิ่นในเกียรติของข้า อัศวิน” ท่านหญิงพูด “ข้าพยายามควบคุมอารมณ์ต่อสหายของเจ้ามามากนัก แม้ว่าข้าจะสัมผัสถึงความชั่วร้ายในแววตาหล่อน แต่ข้าก็พยายามเปลี่ยนความคิด”
“สายตาที่ชั่วร้ายในแววตาของท่านหญิงเองล่ะไม่ว่า” เทรซี่แทรกพร้อมเอามือกอดอก และผมก็สามารถพยากรณ์ได้ว่าเรื่องร้ายมันคงต้องเกิดขึ้นมากกว่านี้
บัดนี้ประกายนัยน์ตาของท่านหญิงแอตลาสที่สวยงามนั้น มันกลับกลายเปลี่ยนเป็นเปลวไฟแห่งความโกรธแค้นนับพันปี เธอลุกขึ้นยืนช้า ๆ และจ้องมองไปที่เทรซี่ที่เชิดหน้าใส่อย่างไม่มีท่ายำเกรง ก่อนที่เธอจะขยับปากอะไรออกมา ตัวผมก็เบาหวิวและรู้สึกเหมือนว่าจิตหลุดจากร่างกาย สักเสี้ยววินาทีที่ไม่รู้สึกผมก็ตะโกนออกมาพร้อม ๆ กับควันสีแดงที่กำลังล้อมรอบเทรซี่
“ไม่...”
เสียงตะโกนดังกึกก้องจนโคมระย้าบนเพดานสั่นไหว แรงลมมหาศาลก่อตัวขึ้นและพุ่งชนท่านหญิงแอตลาสจนทรุดตัวนั่งลงกับเก้าอี้ เพลิงในแววตาเธอค่อย ๆ มอดลงและหน้าก็ซีดเหมือนไม่มีเลือดหล่อเลี้ยง มือเธอเกร็งไว้ที่พนักแขนเหมือนหวาดกลัว แต่เธอก็ลุกขึ้นยืนตัวตรง และมองผมที่มองหน้าเธออย่างหวาดหวั่น
“การตัดสินจะเริ่มในไม่ช้า”
เธอพูดและแปรร่างของเธอเป็นสายลมลอยออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ผมทรุดตัวลงนั่งกับพื้นด้วยสภาวะหมดแรงเช่นกัน
อัศวินเทเลอร์กับอาณาจักรแอตแลนติส...บทที่ 6 – ความลับของกลอเรีย (Part 2)
“ถ้าฉันเดาไม่ผิด ที่นี่คงเป็นปราสาทของเฮอร์มอส”
“ใช่ เพราะตอนที่เรามา ไพน์เอ่ยชื่อ ท่านหญิงแอตลาส” แมทเสริม
“ขอโทษนะพวกนาย นี่มันเรื่องอะไรกัน” แพทริคถามหลังจากที่นิ่งเงียบไปนาน เขาคงอยากรู้เพราะอยู่ดี ๆ พวกเขาก็เข้ามาพัวพันกับเรื่องที่มันไม่น่าเป็นไปได้
“ไว้เราจะอธิบายให้นายฟังทีหลัง” แมทตอบ “ผมแมททิว แมคคาเลน”
“ส่วนนี้เทรซี่” แมทแนะนำ เทรซี่ยิ้มแล้วยื่นมือออกไป
“เทรซี่ เบลยาร์ด”
“ฉันไมลีย์ พี่สาวของเชนนิ่งและเทเลอร์” ไมลีย์ยิ้มและมองมาที่เชนนิ่งและผมตามลำดับ
“แพทริค โฮว์ และนี่น้องสาว แพทริเซีย” เขาพูดและฝืนยิ้มเล็กน้อย “ว่าแต่ นี่มันเรื่องอะไรกัน”
บนสทนาของเราจบลงแค่นั้นเพราะผู้นำทางเดินเข้ามาที่ห้องพร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่ง เธอกวาดสายตามองเราทุกคนและเธอตกใจเมื่อสายตาผมประสานกับเธอ ผมยิ้มให้เธออย่างสุภาพ
“เมสัน ท่านออกไปก่อน” เขาบอกผู้นำทาง ประตูถูกปิด และเธอนั่งลงที่เก้าอี้สีทองตัวใหญ่ด้านหน้า เก้าอี้มันถูกประดับด้วยทองคำและแร่สีแดง สีเขียว สีเหลืองและสีฟ้าเต็มไปหมด เธอนิ่งไปชั่วครู่และเอามือกุมศีรษะบนที่พักแขน
“ข้าไม่รู้จะเริ่มยังไงดี” เธอเอ่ยปากขึ้น “ตอนนี้สถานการณ์ของข้าลำบากมาก”
“ท่านหญิง ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าผมไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาที่นี่ กลอเรียหลอกพวกเรา เธอโกหกว่าถ้าเราเข้ามาที่นี่จะไม่มีใครแตะต้องผมได้” ผมพูดด้วยความนอบน้อม “ท่านหญิงพอจะอธิบายให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
“ข้าสังหรณ์ใจอยู่แล้ว” เธอนิ่งไปครู่ใหญ่ ปล่อยให้ความเงียบและอากาศที่เย็นทำให้ผมขนลุกอยู่แบบนั้น “ข้าต้องเรียกประชุมสมาคมลับแห่งเฮอร์มอสเพื่อตัดสินเรื่องนี้ เจ้าเกรงว่าข้าไม่มีอำนาจมากพอที่จะต่อรองให้เจ้าอยู่ที่นี่ได้”
“ด้วยความเคารพท่านหญิง” แม้ผมจะรู้สึกเขินอายกับคำพูดนี้ แต่ผมเข้าใจว่าเธอสมควรได้รับเกียรตินี้ “เพียงแต่ท่านไม่เรียกประชุมสมาคมลับ พวกเราก็สามารถที่จะอยู่ที่นี่ได้โดยไม่มีใครรู้”
“ไม่ได้” เธอพูดเสียงดังอย่างเข้มแข็งแต่ยังมีความหวาดกลัวแฝงอยู่ในน้ำเสียงไม่น้อย
“ตอนนี้ครีโทเนียสมีพลังและแกร่งกล้ามากกว่าเดิม ลำพังตัวข้า มันก็ลำบากมากที่จะปกป้องแผ่นดินที่ข้ายืนอยู่ และข้าสัมผัสได้ว่ามนตร์คุ้มครองปราสาทแห่งนี้ก็เริ่มลดลงแล้ว ไม่เพียงแต่เจ้าที่เขาจะสามารถเข้าถึง ผู้คนที่นี่ก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย” เธออธิบาย “ทุกคำพยากรณ์มันชัดเจนอยู่ภายใต้อำนาจสาส์นแห่งตรีศูร เจ้ากลับไปที่นั่น รอวันที่เจ้าเป็นบุรุษแล้วกลับเข้ามา ทุกอย่างมันก็ยังไม่สาย”
“ผมเข้าใจที่ท่านหญิงพูด ผมได้รับการคุ้มครองจากสาส์นเมื่ออยู่ที่โลก ครีโทเนียสทำอะไรผมไม่ได้ก็จริง แต่เขาก็จะหันไปเล่นงานคนรอบตัวผมเพื่อบีบบังคับให้ผมเข้ามาที่นี่เพื่อให้คำพยากรณ์เปลี่ยนแปลงอยู่ดี”
“ใช่” เทรซี่พูดแทรก "แม่ของเขาถูกยิงในบ้าน เขาเจอกระสุนไล่ตามตลอดเวลาที่เดินทางมาที่นี่ เพราะฉะนั้น ท่านหญิง มันคงไม่ใช่เรื่องดีที่จะส่งเขาและพวกเรากลับไป”
“เจ้าเป็นใคร” เจนีวาเชิดหน้าถาม
“ฉันเป็นเพื่อนของอัศวินค่ะ” เทรซี่ยิ้ม “และฉันคิดว่าจากคำพยากรณ์นั้น มันค่อนข้างชัดเจน” เธอหยิบกระดาษที่เธอจดขึ้นมาและคลี่มันออก
“สาส์นนั่นไม่ได้ง่ายถึงขนาดที่มนุษย์จากเอเธนส์อย่างพวกเจ้าแปลได้หรอก”
“ฉันได้เกรดเฉลี่ยมากที่สุดในห้องเรียน นั่นก็แปลว่าฉันเรียนเก่งมาก”
เจนีวาปราดสายตามองมาที่เทรซี่อย่างรู้สึกครึ่ง ๆ กลาง ๆ ผมสัมผัสถึงความสอดรู้และไม่พอใจในแววตานั้น และแน่นอน ผมก็รู้สึกว่าเทรซี่ดูเหมือนจะล้ำเส้นไปหน่อยด้วยเหมือนกัน
“คำพยากรณ์เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะตีความ แม้แต่นักปราชญ์ที่มีอายุนับร้อยปี ก็ยังแปลความหมายผิดพลาดได้”
“แต่บทที่สี่ของพยากรณ์บอกไว้ชัดว่าถ้าบุรุษเผยตัวตน มนตร์ที่คุ้มครองก็จะมลายหายไป ตอนนี้ครีโทเนียสรู้แล้วว่าเทเลอร์เป็นอัศวิน ไม่ว่าจะที่โลกหรือที่นี่มันก็ไม่ปลอดภัยสำหรับเขาแล้ว พวกเราเพียงต้องการอาศัยบารมีของท่านหญิงคุ้มครองเราเท่านั้น”
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้ารู้เรื่องสาส์นได้อย่างไร แต่เชื่อข้าเถอะสิ่งที่เจ้ารับฟังมา มันไม่ใช่ความหมายที่แท้จริงของสาส์นนั่นหรอก”
“ฉันไม่รู้ว่าคุณจะเข้าใจว่าอย่างไร แต่ความหมายมันก็ออกจากแจ่มแจ้งซะขนาดนี้ว่าตอนนี้มนตร์คุ้มกันเทเลอร์สลายไปแล้ว และถ้าคุณยังขืนส่งเขากลับไป คุณก็จะไม่มีอัศวินที่จะช่วยคุณชนะสงครามครั้งนี้ได้”
ว้าว...ลึก ๆ ผมเริ่มกลัว และผมก็ไม่แปลกใจที่ทุกคนเริ่มหน้าขมวด แม้ว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่เทรซี่จะถูกต้องแบบที่เราเข้าใจกัน แต่ว่า วิธีการนั้น มันชวนหาเรื่องพิลึก
“เด็กน้อย ถ้าเจ้าคิดว่า อัศวินจะสามารถต่อสู้กับครีโทเนียสได้โดยลำพัง ข้าจะบอกให้ฟังว่า พวกเจ้าคิดผิด โลกนี้ต่างจากที่เจ้าเข้ามามากนัก เรื่องนี้มันไม่ใช่นิยายหรือวรรณกรรมที่อัศวินสามารถเรียนรู้และทำทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว มันมีขีดจำกัดในกฎธรรมชาติที่พวกเจ้าก็ไม่อาจฝืนได้ ในแอตแลนติสนั่น” เธอเปรายหน้าไปทางขวา
“ที่ที่ครีโทเนียสไม่เคยย่างกรายออกมา มันมนตร์โบราณที่ถูกร่ายคุ้มครองอย่างแน่นหนา จะชนะศึกครั้งนี้ยังต้องมีอีกหลายวิธีที่ต้องทำเพื่อให้ครีโทเนียสอ่อนกำลัง ดังนั้นข้าต้องขอร้องให้พวกเจ้ากลับไปเพื่อรอ...”
“และภายใต้สาส์นที่ข้าครอบครองอยู่นี้ พวกเจ้าต้องรู้ว่าครีโทเนียสไม่สามารถทำร้ายอันตรายอัศวินได้” เธอค้านเสียงแข็ง
“แต่พวกเขาฆ่าคนรอบข้างของเทเลอร์นะ” เทรซี่เริ่มเสียงดังมากขึ้น แมทเริ่มสะกิดเธอเพื่อปราม
“ทุกสงครามต้องมีผู้เสียสละ และข้าก็สละมากกว่าพวกเจ้าเพื่อสงครามครั้งนี้” เธอแสดงสายตาด้านลบที่มีมากขึ้นให้เทรซี่
“อะไรนะ ทำไมท่านหญิงพูดอะไรแบบนั้น นั่นมันครอบครัวเขานะ” เทรซี่เดือดดาลแทนผม แม้ว่าตอนนี้ทุกคนพยายามมองหน้าให้หยุดพูด แต่ผมรู้นิสัยเทรซี่ดี มันไม่มีทาง
“เจ้าไม่รู้ว่าข้าสูญเสียอะไรบ้าง อย่าริอาจมาสอนถึงความเข้าใจในสถานการณ์ของความสูญเสีย”
“นี่เทเลอร์เข้ามาเพื่อช่วยคุณนะ” เทรซี่เสียงดัง
“นี่เป็นหน้าที่ของอัศวิน”
“เห็นแก่ตัวที่สุด” เทรซี่พูดเสียงดังและฟางเชือกสุดท้ายก็ขาดลง
ผมรับรู้สึกแววตาอำมหิตที่ท่านหญิงแอตลาสมองได้ มันดูแรงกล้ามากกว่ากลอเรียหลายเท่านัก ท่านหญิงหายใจเฮือกใหญ่เพื่อระงับความโกรธแต่มันก็มีลมพัดกระทบใบหน้าของเทรซี่ราวกับว่ามีมือที่มองไม่เห็นมาตบหน้าเธอ เทรซี่สะบัดหน้ากลับมามองอย่างเคียดแค้น แต่อย่างไร สีหน้าท่านหญิงยังคงสงบนิ่งและพูดอย่างเลือดเย็นว่า
“เจ้าไม่ควรดูถูกข้า แม้ข้าจะไม่ได้เป็นกษัตริย์ของเจ้า แต่ข้าปกครองที่นี่ เจ้าควรจะมีความเคารพข้ามากกว่านี้”
แม้ว่าสิ่งที่เธอจะเป็นเรื่องจริง แต่ในเมื่อสถานการณ์ตรงหน้ามันเป็นแบบนี้ ผมก็ควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อปกป้องพวกเรา แม้ว่าเธอจะเคยช่วยชีวิตผมมาแล้วก็ตาม
“งั้นพวกเราจะออกจากปราสาทแห่งนี้เพื่อให้ท่านหญิงปลอดภัย” ผมเริ่มตอบโต้หลังจากที่เทรซี่ทำให้เรางานเข้า “อย่างน้อยคงมีสักทีที่ผู้คนให้เกียรติอัศวินอย่างผมบ้าง”
“เจ้าอย่าได้หมิ่นในเกียรติของข้า อัศวิน” ท่านหญิงพูด “ข้าพยายามควบคุมอารมณ์ต่อสหายของเจ้ามามากนัก แม้ว่าข้าจะสัมผัสถึงความชั่วร้ายในแววตาหล่อน แต่ข้าก็พยายามเปลี่ยนความคิด”
“สายตาที่ชั่วร้ายในแววตาของท่านหญิงเองล่ะไม่ว่า” เทรซี่แทรกพร้อมเอามือกอดอก และผมก็สามารถพยากรณ์ได้ว่าเรื่องร้ายมันคงต้องเกิดขึ้นมากกว่านี้
บัดนี้ประกายนัยน์ตาของท่านหญิงแอตลาสที่สวยงามนั้น มันกลับกลายเปลี่ยนเป็นเปลวไฟแห่งความโกรธแค้นนับพันปี เธอลุกขึ้นยืนช้า ๆ และจ้องมองไปที่เทรซี่ที่เชิดหน้าใส่อย่างไม่มีท่ายำเกรง ก่อนที่เธอจะขยับปากอะไรออกมา ตัวผมก็เบาหวิวและรู้สึกเหมือนว่าจิตหลุดจากร่างกาย สักเสี้ยววินาทีที่ไม่รู้สึกผมก็ตะโกนออกมาพร้อม ๆ กับควันสีแดงที่กำลังล้อมรอบเทรซี่
“ไม่...”
เสียงตะโกนดังกึกก้องจนโคมระย้าบนเพดานสั่นไหว แรงลมมหาศาลก่อตัวขึ้นและพุ่งชนท่านหญิงแอตลาสจนทรุดตัวนั่งลงกับเก้าอี้ เพลิงในแววตาเธอค่อย ๆ มอดลงและหน้าก็ซีดเหมือนไม่มีเลือดหล่อเลี้ยง มือเธอเกร็งไว้ที่พนักแขนเหมือนหวาดกลัว แต่เธอก็ลุกขึ้นยืนตัวตรง และมองผมที่มองหน้าเธออย่างหวาดหวั่น
“การตัดสินจะเริ่มในไม่ช้า”
เธอพูดและแปรร่างของเธอเป็นสายลมลอยออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ผมทรุดตัวลงนั่งกับพื้นด้วยสภาวะหมดแรงเช่นกัน