สวัสดีครับพี่ๆน้องๆทุกท่าน ปัญหาที่ผมกำลังเจอในตอนนี้คือคุณแม่ของผมบอกว่า ฉันจะฆ่าตัวตาย ซึ่งขอเล่าย้อนไปเมื่อประมาณเกือบๆ2ปีก่อนนะครับ ช่วงนั้นคุณปู่ผมป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายในสมอง พ่อผมเลยต้องขับรถกับไปดูแลปู่บ่อยเป็นพิเศษกว่าเดิมที่อาจจะไปๆมาๆประมาณ2-3สัปดาห์ครั้ง แล้วซึ่งคุณแม่ผมเขาไม่ชอบทางบ้านพ่อผมอยู่ก่อนตั้งแต่สมัยก่อนแต่งงานและหลังแต่งงานจนถึงปัจจุบัน แล้วปกติทุกครั้งที่คุณพ่อไปบ้านปู่ย่ากลับมาคุณแม่ก็จะนิ่งเงียบคือไม่พอใจทุกครั้งที่ไปและอ้างถึงคุณยายที่เป็นแม่ของแม่ว่า แม่ฉันไม่เห็นจะต้องไปดูแลหรือเจาะแจะอะไรบ่อยขนาดนี้เลย ซึ่งโดยปกติแล้วคุณแม่ผมก็ไม่ค่อยไปหาคุณยายอยู่แล้ว แต่ใช้การที่จะไปหาประมาณ3-4เดือนครั้งในการให้เงินเดือนหลายๆเดือนทีเดียว เวลายายป่วยก็ต้องนั่งแท็กซี่ไปหาหมอเองหรือบางครั้งพี่สาวผมก็ขับรถไปหาคุณยายและพายายไป ซึ่งคุณแม่แทบจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆเลยด้วยเหตุผลที่เขาอ้างว่า ทำงานบ้านเหนื่อยไม่มีเวลา แต่ผมก็เห็นเขานอนเล่นมือถือตลอดเวลาที่ว่าง ส่วนเรื่องค่าน้ำมันที่พี่สาวผมขับไปหาคุณยายหรือค่ารักษาพยาบาลก็เป็นคุณพ่อผมและคุณลุงที่เป็นพี่ชายแม่ออกทุกครั้ง แล้วก็เป็นแบบนี้มาเป็นเวลานานมากๆแล้ว
จนกระทั่งช่วง2ปีหลังคุณแม่ผมมีการคุยกับฝรั่งคนนึงที่ผมเองก้ไม่รู้ว่าได้คอนแท็คมาจากไหน แต่คุยในช่วงเดียวกันกับที่พ่อผมไปดูแลปู่บ่อยๆและจัดงานศพคุณปู่และคุณพ่อเองก็มีงานของเขาส่วนตัวด้วยเลยมีเวลาให้ที่บ้านน้อยลงนิดหน่อย คุณแม่ผมคุยกับฝรั่งคนนั้นเป็นระยะเวลาน่าจะประมาณ6-7เดือน เท่าที่ผมกับพี่สาวแอบเข้าไปอ่านอีเมลที่เขาทั้งสองคุณกันได้ใจความว่า ฝรั่งนั้นเป็นทหารอยู่อเมริกาใกล้เกษียณ แต่ทหานั้นมีลูกสาวคนนึงชื่อมิเชลแล้วแม่ผมก็รับมิเชลนั้นเป็นลูกบุญธรรม แต่สุดท้ายเรื่องราวทั้งหมดมันคือเรื่องหลอกลวงที่คุณแม่ผมโดนหลอกและเสียเงินให้กับสแกมเมอร์ไปจำนวน3.2ล้านบาท ทั้งหมดนั้นคือเงินเก็บที่เขาหามาเกือบจะตลอดชีวิต และเป็นเงินที่มีการยืมคุณลุงมา2แสนบาทและพ่อผมอีก4แสนบาท โดยอ้างว่าจะยืมไปทำวีซ่าไปฝรั่งเศสกับเพื่อนและสุดท้ายก้ไม่ไปเพราะพอผมกับพี่สาวเข้าไปอ่านอีเมลคือคุณแม่โอนเงินไปให้ฝรั่งนั้นหมดเลยนั้นแหล่ะครับ และมีช่วงนึงที่คุรแม่บอกจะไปภูเก็ตกับเพื่อนก็มีการซื้อชุดว่ายน้ำและครีมกันแดดตามภาษาคนที่จะไปทะเล หลังจากนั้น2สัปดาห์ผมกับพี่สาวก้แอบเข้าไปอ่านอีเมลแม่อีกครั้ง คือช่วงนั้นคุณแม่กับฝรั่งคุยกันว่าจะมาภูเก็ตกับมิเชลลูกสาวในนิยายของมัน แล้วคิดภาพตามนะครับ ผู้ชายกับผู้หญิงอยู่ด้วยกันนอนห้องเดียวนั้น นั้นแหล่ะครับช่วงนั้นผมเลยรู้สึกขยะแขยงแม่ตัวเองไปพักใหญ่ และเขาก็รู้ตัวแล้วว่าโดนหลอกก้เลยเลิกคุยไปและก้ไม่ได้คุยกับใครอีกเลย และหลังจากนั้นน่าจะประมาณ6เดือนคือคุรแม่ผมมีท่าทีแปลกๆขึ้นอีกครั้ง หลังจากกลับมาจากที่ทำงานก็รีบอาบน้ำและล็อคห้องนอนและคอลคุยกับใครไม่ทราบเป็นภาษาอังกฤษเพราะผมเคยไปแอบฟังหน้าห้อง และพอคุยเสร็จก็ปลดล็อคห้องเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม่ผมที่ท่าทางแปลกๆเหมือนตอนนู้นที่คุยสแกมเมอร์โดยอ้างว่าคุยงานกับหัวหน้า ซึ่งคุยงานกับหัวหน้าอะไรครับที่พิมพืไปยิ้มไป แล้วพอผมแกล้งถามๆเขาก้พยายามปัดไปว่าคุยกับเพื่อนหรือกับหัวหน้าอยู่ แล้วบวกกับโดยปกติแล้วคุรแม่ผมเป็นคนไม่ยอมใครไม่รอใครเป็นคนใจร้อนมากๆและหัวรั้นมากๆ จากเหตุการณ์ที่แม่ผมหลอกคุณพ่อว่ายืมเงิน4แสนตอนนั้นไปทำวีซ่าและพอไม่ได้ไปแม่กลับไม่ได้คืนเพราะอ้างว่าเอาไปลงทุนเรื่องrmf,ltfหรือในประกันอะไรที่ผมไม่แน่ใจ แต่ความคิดพ่อผมคือคุณพ่อโดนแม่หลอกเอาเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ที่คุยกันไว้ จากวันนั้นจนวันนี้ที่เป็นเวลาเกือบ2ปีคุณพ่อผมที่จะเอาเงินจำนวนนั้นไปลงทุนอะไรที่ได้ผลกำไรกลับมาก็ไม่ได้แม้แต่บาทเดียว แถมยังเป็นเรื่องทำให้ตอนนี้คุณพ่อผมเกลียดแม่ไปแล้วเนื่องจากทั้งเรื่องเงินและวันที่ไปงานศพปู่ก็ทำตัวเป้นแขกคนนึงและนั่งไคว่ห้างเขย่าเท้าและไม่ยกมือสวดมนต์ นั้นก็เป็นเรื่องที่พ่อผมโกรธมากกว่าเรื่องเงินหลายสิบเท่ามาก และล่าสุดครับ คุณแม่ผมบอกว่าใกล้จะโดนไล่ออกจากงานแล้ว และในเมื่อคนในบ้านไม่มีใครสนใจเขาเขาก้จะไปอยู่กับเพื่อนที่ต่างจังหวัดเข้าวัดและใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ซึ่งผมก็รู้ดีครับว่าแม่ผมเป็นคนใช้ชีวิตช้าๆไม่ได้และไม่มีทางอยู่วัดได้แน่นอน แต่ความคิดที่พุดขึ้นมาในหัวผมตอนเขาพูดว่าจะโดนไล่ออกจากงานแล้วคือ เขาคงไปอยู่กับฝรั่งคนนั้นที่เขาคุยอยู่แน่นอน เพราะถ้าคิดถึงหลักความเป็นจริงแล้ว คนตกงานเท่ากับไม่มีเงินแล้วจะไปอยู่กับเพื่อน จะเกาะเพื่อนกินหรอ แล้วเพื่อนที่ไหนเขาจะโอเคถ้าไม่ใช่คนที่มีความสัมพันธ์ต่อกันลึกซึ้งจริงมั้ยครับ และวันนี้คุณแม่ก็พูดขึ้นมาอีกครั้งว่าสิ้นเดือนนี้จะออกจากงานแล้ว และจะไปสมัครงานที่อิเกียแทนเพราะเขาเคยเห็นคุณลุงที่เกษียณอายุมาทำงานเขาเลยอยากไปทำบ้าง แต่ถ้าอิเกียไม่รับก้จะไปอยู่กับเพื่อนและยอมรับคำตกลงที่คุณพ่อผมขอเขาหย่าเมื่อต้นปี แต่ที่จริงก่อนต้นปีคุณแม่ผมก็ขอพ่อหย่าก่อนหน้านั้นนานแล้วล่ะครับ แต่ด้วยความที่คุณพ่อเป็นผู้นำครอบครัวและอาจจะมีเหตุผลอื่นด้วยเขาจึงเลือกรักษาความเป็นครอบครัวของเราไว้และทนอยู่ต่อไป
แต่วันนี้พอผมพยายามลองคุยกับคุณแม่ว่าให้ลองใช้เหตุผลคุยกับคุรพ่อดูในหลายๆอย่างและไปขอโทษคุณพ่อซะ แต่คุณแม่ก็ไม่ยอมอ่อนให้เลยทั้งที่ปัยหาทั้งหมดเกิดจากตัวคุณแม่แทบทั้งหมด และพอผมพยายามพูดกับแม่ขึ้นเรื่อยๆ คุณแม่ก็สวนกลับมาว่า อย่ากดดันนะเดี๋ยวฉันฆ่าตัวตายซะเลยในเมื่ออยู่ไปก็ไม่มีใครรักไม่มีใครสนใจ ทั้งที่ทุกคนในบ้านรักกันดีและอยู่อย่างมีความสุขมาโดยตลอดแต่ชีวิตครอบครัวกลับเป็นในแบบที่ไม่เคยคิดฝันเอาไว้ หลังจากแม่พูดแบบนั้นเสร็จผมก็เดินตึงตังขึ้นห้องตัวเองมาร้องไห้คนเดียวและไม่เข้าใจในหลายๆอย่างว่าทำไมแม่ถึงมีความคิดแบบนี้ แทนที่ยิ่งอายุมากขึ้นจะ60แล้วควรจะใจเย็นลงสุขุมขึ้น แต่กลับไม่เลย ผมในฐานะเด็กอายุ21ก็ไม่รู้ว่าควรทำยังไงหรือหาทางออกยังไงได้ได้บ้าง ความคิดแรกคืออยากพอแม่ไปหาหมอเรื่องโรคประสาททำนองนั้นแต่ก้เชื่อว่าคุณแม่ไม่มีทางไปแน่นอน ขอความเห็นจากทุกคนด้วยครับว่าผมควรทำยังไงบ้างกับปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิต ขอบคุณครับ
แม่ผมเป็นแบบนี้
จนกระทั่งช่วง2ปีหลังคุณแม่ผมมีการคุยกับฝรั่งคนนึงที่ผมเองก้ไม่รู้ว่าได้คอนแท็คมาจากไหน แต่คุยในช่วงเดียวกันกับที่พ่อผมไปดูแลปู่บ่อยๆและจัดงานศพคุณปู่และคุณพ่อเองก็มีงานของเขาส่วนตัวด้วยเลยมีเวลาให้ที่บ้านน้อยลงนิดหน่อย คุณแม่ผมคุยกับฝรั่งคนนั้นเป็นระยะเวลาน่าจะประมาณ6-7เดือน เท่าที่ผมกับพี่สาวแอบเข้าไปอ่านอีเมลที่เขาทั้งสองคุณกันได้ใจความว่า ฝรั่งนั้นเป็นทหารอยู่อเมริกาใกล้เกษียณ แต่ทหานั้นมีลูกสาวคนนึงชื่อมิเชลแล้วแม่ผมก็รับมิเชลนั้นเป็นลูกบุญธรรม แต่สุดท้ายเรื่องราวทั้งหมดมันคือเรื่องหลอกลวงที่คุณแม่ผมโดนหลอกและเสียเงินให้กับสแกมเมอร์ไปจำนวน3.2ล้านบาท ทั้งหมดนั้นคือเงินเก็บที่เขาหามาเกือบจะตลอดชีวิต และเป็นเงินที่มีการยืมคุณลุงมา2แสนบาทและพ่อผมอีก4แสนบาท โดยอ้างว่าจะยืมไปทำวีซ่าไปฝรั่งเศสกับเพื่อนและสุดท้ายก้ไม่ไปเพราะพอผมกับพี่สาวเข้าไปอ่านอีเมลคือคุณแม่โอนเงินไปให้ฝรั่งนั้นหมดเลยนั้นแหล่ะครับ และมีช่วงนึงที่คุรแม่บอกจะไปภูเก็ตกับเพื่อนก็มีการซื้อชุดว่ายน้ำและครีมกันแดดตามภาษาคนที่จะไปทะเล หลังจากนั้น2สัปดาห์ผมกับพี่สาวก้แอบเข้าไปอ่านอีเมลแม่อีกครั้ง คือช่วงนั้นคุณแม่กับฝรั่งคุยกันว่าจะมาภูเก็ตกับมิเชลลูกสาวในนิยายของมัน แล้วคิดภาพตามนะครับ ผู้ชายกับผู้หญิงอยู่ด้วยกันนอนห้องเดียวนั้น นั้นแหล่ะครับช่วงนั้นผมเลยรู้สึกขยะแขยงแม่ตัวเองไปพักใหญ่ และเขาก็รู้ตัวแล้วว่าโดนหลอกก้เลยเลิกคุยไปและก้ไม่ได้คุยกับใครอีกเลย และหลังจากนั้นน่าจะประมาณ6เดือนคือคุรแม่ผมมีท่าทีแปลกๆขึ้นอีกครั้ง หลังจากกลับมาจากที่ทำงานก็รีบอาบน้ำและล็อคห้องนอนและคอลคุยกับใครไม่ทราบเป็นภาษาอังกฤษเพราะผมเคยไปแอบฟังหน้าห้อง และพอคุยเสร็จก็ปลดล็อคห้องเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม่ผมที่ท่าทางแปลกๆเหมือนตอนนู้นที่คุยสแกมเมอร์โดยอ้างว่าคุยงานกับหัวหน้า ซึ่งคุยงานกับหัวหน้าอะไรครับที่พิมพืไปยิ้มไป แล้วพอผมแกล้งถามๆเขาก้พยายามปัดไปว่าคุยกับเพื่อนหรือกับหัวหน้าอยู่ แล้วบวกกับโดยปกติแล้วคุรแม่ผมเป็นคนไม่ยอมใครไม่รอใครเป็นคนใจร้อนมากๆและหัวรั้นมากๆ จากเหตุการณ์ที่แม่ผมหลอกคุณพ่อว่ายืมเงิน4แสนตอนนั้นไปทำวีซ่าและพอไม่ได้ไปแม่กลับไม่ได้คืนเพราะอ้างว่าเอาไปลงทุนเรื่องrmf,ltfหรือในประกันอะไรที่ผมไม่แน่ใจ แต่ความคิดพ่อผมคือคุณพ่อโดนแม่หลอกเอาเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ที่คุยกันไว้ จากวันนั้นจนวันนี้ที่เป็นเวลาเกือบ2ปีคุณพ่อผมที่จะเอาเงินจำนวนนั้นไปลงทุนอะไรที่ได้ผลกำไรกลับมาก็ไม่ได้แม้แต่บาทเดียว แถมยังเป็นเรื่องทำให้ตอนนี้คุณพ่อผมเกลียดแม่ไปแล้วเนื่องจากทั้งเรื่องเงินและวันที่ไปงานศพปู่ก็ทำตัวเป้นแขกคนนึงและนั่งไคว่ห้างเขย่าเท้าและไม่ยกมือสวดมนต์ นั้นก็เป็นเรื่องที่พ่อผมโกรธมากกว่าเรื่องเงินหลายสิบเท่ามาก และล่าสุดครับ คุณแม่ผมบอกว่าใกล้จะโดนไล่ออกจากงานแล้ว และในเมื่อคนในบ้านไม่มีใครสนใจเขาเขาก้จะไปอยู่กับเพื่อนที่ต่างจังหวัดเข้าวัดและใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ซึ่งผมก็รู้ดีครับว่าแม่ผมเป็นคนใช้ชีวิตช้าๆไม่ได้และไม่มีทางอยู่วัดได้แน่นอน แต่ความคิดที่พุดขึ้นมาในหัวผมตอนเขาพูดว่าจะโดนไล่ออกจากงานแล้วคือ เขาคงไปอยู่กับฝรั่งคนนั้นที่เขาคุยอยู่แน่นอน เพราะถ้าคิดถึงหลักความเป็นจริงแล้ว คนตกงานเท่ากับไม่มีเงินแล้วจะไปอยู่กับเพื่อน จะเกาะเพื่อนกินหรอ แล้วเพื่อนที่ไหนเขาจะโอเคถ้าไม่ใช่คนที่มีความสัมพันธ์ต่อกันลึกซึ้งจริงมั้ยครับ และวันนี้คุณแม่ก็พูดขึ้นมาอีกครั้งว่าสิ้นเดือนนี้จะออกจากงานแล้ว และจะไปสมัครงานที่อิเกียแทนเพราะเขาเคยเห็นคุณลุงที่เกษียณอายุมาทำงานเขาเลยอยากไปทำบ้าง แต่ถ้าอิเกียไม่รับก้จะไปอยู่กับเพื่อนและยอมรับคำตกลงที่คุณพ่อผมขอเขาหย่าเมื่อต้นปี แต่ที่จริงก่อนต้นปีคุณแม่ผมก็ขอพ่อหย่าก่อนหน้านั้นนานแล้วล่ะครับ แต่ด้วยความที่คุณพ่อเป็นผู้นำครอบครัวและอาจจะมีเหตุผลอื่นด้วยเขาจึงเลือกรักษาความเป็นครอบครัวของเราไว้และทนอยู่ต่อไป
แต่วันนี้พอผมพยายามลองคุยกับคุณแม่ว่าให้ลองใช้เหตุผลคุยกับคุรพ่อดูในหลายๆอย่างและไปขอโทษคุณพ่อซะ แต่คุณแม่ก็ไม่ยอมอ่อนให้เลยทั้งที่ปัยหาทั้งหมดเกิดจากตัวคุณแม่แทบทั้งหมด และพอผมพยายามพูดกับแม่ขึ้นเรื่อยๆ คุณแม่ก็สวนกลับมาว่า อย่ากดดันนะเดี๋ยวฉันฆ่าตัวตายซะเลยในเมื่ออยู่ไปก็ไม่มีใครรักไม่มีใครสนใจ ทั้งที่ทุกคนในบ้านรักกันดีและอยู่อย่างมีความสุขมาโดยตลอดแต่ชีวิตครอบครัวกลับเป็นในแบบที่ไม่เคยคิดฝันเอาไว้ หลังจากแม่พูดแบบนั้นเสร็จผมก็เดินตึงตังขึ้นห้องตัวเองมาร้องไห้คนเดียวและไม่เข้าใจในหลายๆอย่างว่าทำไมแม่ถึงมีความคิดแบบนี้ แทนที่ยิ่งอายุมากขึ้นจะ60แล้วควรจะใจเย็นลงสุขุมขึ้น แต่กลับไม่เลย ผมในฐานะเด็กอายุ21ก็ไม่รู้ว่าควรทำยังไงหรือหาทางออกยังไงได้ได้บ้าง ความคิดแรกคืออยากพอแม่ไปหาหมอเรื่องโรคประสาททำนองนั้นแต่ก้เชื่อว่าคุณแม่ไม่มีทางไปแน่นอน ขอความเห็นจากทุกคนด้วยครับว่าผมควรทำยังไงบ้างกับปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิต ขอบคุณครับ