.
.
Bächle in Freiburg
.
.
Freiburg เมืองชายขอบ
Black Forest
ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ คือ
ทางน้ำไหลผ่านเมืองที่ไหลผ่าน
ช่องแคบ ๆ ที่จมลง/ฝังลึกลงลงไปในทางเท้า
ในช่วงวันที่อากาศร้อน
ซึ่งมักจะมีหลายวันในเมือง Freiburg
ผู้คนหลายคนมักจะผ่อนคลาย
ความร้อนจากทางน้ำเหล่านี้
ด้วยการจุ่มเท้าลงไปแช่ในน้ำเย็นในทางน้ำ
ขณะที่พวกเด็ก ๆ ชอบแช่ตัวในทางน้ำ
กระโดดและวิ่งเล่นในทางน้ำอย่างสนุนสนาน
ลอยเรือกระดาษแข่งกันในทางน้ำ
และถ้าคนต่างถิ่นเกิดพลัดตกลงในทางน้ำ
มีคติความเชื่อชาวบ้านในยุคโบราณว่า
จะได้แต่งงานกับคน Freiburger
ทางน้ำที่ไม่เหมือนใคร
ในเมืองแห่งนี้รู้จักกันในชื่อ Bächle
เพราะแต่เดิมเป็นการผันน้ำจากแม่น้ำ
Dreisam มาใช้ในเมือง
เพื่อเป็นน้ำกินน้ำใช้ ใช้เลี้ยงปศุสัตว์
และเผื่อไว้ดับไฟไหม้ในเมือง
ทั้งยังทำหน้าที่เป็นรางน้ำฝน/คูคลอง
พัดพาสิ่งสกปรกออกจากท้องถนน
ในปี ค.ศ. 1220
Bächle มีการบันทึกไว้ในเอกสารครั้งแรก
แต่จากการขุดค้นทางโบราณคดี
มีหลักฐานร่องรอยยืนยันว่า
Bächle มีอยู่อย่างน้อย 100 ปี
ก่อนหน้าที่จะตั้งเมือง Freiburg ขึ้นมา
.
1.
.
.
.
.
การก่อสร้างทางน้ำให้ไหลเข้าเมือง
ใช้หลักแรงดันน้ำและแรงโน้มถ่วง
ให้ไหลไปตามธรรมชาติ
ในการสร้างบ้านเรือนยุคแรก
จึงสร้างให้สอดคล้องกับทางลาด
ทำให้น้ำใน Bächle ไหลได้สะดวก
แต่เมื่อตัวเมือง Freiburg ขยายตัวมากขึ้น
มีระดับความสูงเฉลี่ยมากกว่า
เขตเมืองเก่าถึง 3 เมตร
เพื่อสร้างการไหลให้ดี
จึงต้องยกระดับทางน้ำ Bächle
ให้สูงขึ้นมาจากเดิม
.
.
หนึ่งในคำอธิบายที่ถึงสภาพที่แย่ที่สุด
ของ Bächle เมือง Freiburg มาจาก
นักวิชาการ
Erasmus of Rotterdam
ในศตวรรษที่ 16
ในจดหมายที่เขียนถึง
Gaspar Schetz
นักการเมืองและรัฐบุรุษชาวดัตช์
" ที่นี่สกปรกอย่างมากเลย
ถนนทุกสายมีทางน้ำที่สร้างขึ้นมาไหลผ่าน
เต็มไปด้วยเลือดสัตว์จากคนฆ่าสัตว์
ส่งกลิ่นเหม็นเน่าไปหมด
ขยะจากบ้านก็ทิ้งลงในทางน้ำ อุจจาระ
และปัสสาวะทั้งคนและสัตว์ก็ไหลลงที่นี่
น้ำจากทางน้ำนี้ ใช้ทำความสะอาดทุกอย่าง
แม้กระทั่งล้างแก้วไวน์ หม้อไหที่ใช้ในครัวเรือน "
Bächle เมือง Freiburg ในยุคแรก
วิ่งผ่านกลางถนน/ใจกลางเมือง
ซึ่งยังสามารถเห็นได้ที่ถนน Market ในทุกวันนี้
แต่เพราะการเพิ่มจำนวนประชากร
และการสัญจรไปมาทางถนน
ทำให้ Bächle กลายเป็นเสียงที่น่ารำคาญ
และกีดขวางทางจราจร
ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 Bächle
จึงถูกย้ายไปที่ขอบถนน
และส่วนมากถูกปิดทับด้วยแผ่นไม้หรือเหล็ก
สร้างขอบหินทางลาดเอียงหรือฝังท่อน้ำแทน
ในยุคกลางศตวรรษที่ 15
ทางน้ำที่ไหลผ่านใจกลางเมืองมีมาก
Antonio de Beatis นักเดินทางชาวอิตาลี
ได้เขียนเกี่ยวกับถนนใน
Innsbruck ว่า
ในเมือง
Goslar
มีทางน้ำกว้าง/หลายแห่งมากพอ ๆ กับน้ำพุ
แม่น้ำ
Gose ได้เปลี่ยนเส้นทางผ่านกลางเมืองในปี ค.ศ. 1200
และมีการจัดหาระบบน้ำดื่มให้กับประชาชน
ตามเมือง/นครในเยอรมนีหลายแห่ง
นอกจาก Freiburg ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด
คือ Freiburg’s Bächle
.
.
ในเดือนพฤศจิกายน 1945
Wolfgang Hoffmann นายกเทศมนตรี
ต้องการรื้อฟื้นทางน้ำ Bächle อีกครั้ง
แต่ก็ไม่ได้ผลตามที่ต้องการ
เพราะปัญหาเรื่องการทำความสะอาด
และทางน้ำที่ไม่เป็นระบบ
ในปี 1950
Bächle จึงเริ่มไหลในเขตเมืองบูรณะใหม่
ที่ฟื้นฟูขึ้นมาหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2
ในปี 1952
FAC (Freiburger Automobil-Club)
ได้เรียกร้องให้ Bächle
ไม่ใช่เป็นอุปสรรคจราจรอีกต่อไป
ในปี 1956
นักท่องเที่ยวเรียกร้อง
ให้มีป้ายบอกสถานที่ Bächle
และพ่อค้ารายหนึ่งฟ้องร้องเมือง Freiburg
เรียกค่าเสียหาย 2,360 DM
เพราะทางน้ำทำลายกำแพงบ้าน
แต่ศาลตัดสินให้ยกฟ้อง
ในปี 1964
นักเดินทางรายหนึ่งฟ้องร้องเมือง Freiburg
เพราะขาหักข้างหนึ่งหลังจากพลัตตกลงที่ Bächle ตรงถนน Adelhauser Street
แต่ศาลมีคำสั่งให้โจทก์จ่าย 1/3
ของค่ารักษาพยาบาลด้วย
เพราะ Bächle ทำให้นักเดินทางเหม่อลอย
กับความงามจนลืมตัวพลัดตกลงไป
ในปี 1973
ใจกลางเมือง Freiburg ได้ทำเป็น
ถนนคนเดินพร้อมกับรถราง
Bächle จึงไม่กลายเป็นอุปสรรค
ในการจราจรอีกต่อไป
เพราะผู้คนสามารถใช้ประโยชน์
ได้ทั้งความงามและการเดินทาง
เครือข่ายทางน้ำ Bächle ระหว่าง Rempartstraße กับ Martinstor
มีการปรับปรุงเพิ่มเติม
ในปี
1986 Bächle ระหว่าง Universitätstraße
กับ Niemensstraße ที่ปิดไปแล้ว
มีการรื้อฟื้นเปิดใหม่อีกครั้ง
ในปี 2000
Bächle ที่ Innenstadtkonzept 86
(City Centre Concept 86)
ใกล้กับ Neue Messe มีการวางแผนไว้
แต่เกือบจะยุติลงเพราะวิกฤติทางการเงิน
/งบประมาณในการบูรณะขึ้นมาใหม่
แต่ประชาชนและหน่วยงานธุรกิจ
ใน Freiburg ต่างยอมสนับสนุนในการพัฒนา
Bächle ในอัตรา 500 DM ต่อ 1 เมตร
และมีการสร้างยาวถึง 2 กิโลเมตร
ในปี 2007
มีเทศบัญญัติการรักษาความสะอาด Bächle
ที่รางน้ำและพื้นที่ข้างเคียง ห้ามทิ้งขยะ
และต้องขจัดหิมะทึ่เกิดขึ้นในรางน้ำ
ทำให้ Bächle เป็นสถานที่พักผ่อน
และท่องเที่ยวจนทุกวันนี้
.
เรียบเรียง/ที่มา
http://bit.ly/2xMWRLy
http://bit.ly/2xLFN8L
.
.
2.
.
.
3.
.
.
4.
.
.
5.
.
.
6.
.
.
7.
.
.
8.
.
.
9.
.
.
10.
.
.
11.
.
.
Erasmus of Rotterdam
.
12.
.
.
Gaspar Schetz
.
13.
.
.
The travel journal of Antonio de Beatis
through Germany, Switzerland,
the low countries, France & Italy, 1517–8
http://bit.ly/2IokAG
.
14.
.
.
Middle age
.
15.
.
.
19th century
.
16.
.
19th to 20th century
.
17.
.
.
20th and 21st century
.
.
.
เรื่องเล่าไร้สาระ
Burg Burgh หรือ บุรี
มักจะเป็นชุมชน/เมืองชายขอบ
ที่อยู่ของพวกข้าทาสบริวาร
ในระบบศักดินาเจ้าที่ดินเดิม
เป็นแหล่งพาณิชยกรรมอุตสาหกรรรมท้องถิ่น
รวมทั้งเป็นบริเวณที่พักครอบครัว
น้องชายพี่สาวน้องสาวของขุนนางเจ้าที่ดิน
ที่ให้ย้ายออกมาอยู่ข้างนอกปราสาท/คฤหาสถ์
เพื่อป้องกันการก่อกบฎ/ฆาตกรรมแย่งชิงสมบัติ
เพราะกฎหมายเดิมมรดกทั้งหมด
ตกทอดกับลูกชายคนโต
ไล่สายจนหมดก่อนจึงให้น้องชายคนรอง
ทำให้พวกฝรั่งชอบผจญภัย
หรือไปแสวงหาโชคภายนอกมีมาก
รวมทั้งใช้นามสกุลใหม่
ไม่เกี่ยวพันกับตระกูลดั้งเดิม
เพราะเรื่องมรดกตกทอดอย่างหนึ่ง
กับความขาดแคลนทรัพย์สินส่วนหนึ่ง
รายละเอียดเชิงนวนิยายในเรื่อง
ลอร์ดน้อยฟอนเติลรอย
อนึ่ง คนจีน คนญี่ปุ่น
ที่มีการอพยพย้ายถิ่นฐานกันมาก
ก็เพราะสาเหตุเรื่องมรดกส่วนหนึ่ง
ที่ตกเป็นของพี่ชายคนโตทั้งหมด
ความอดอยากยากแค้นส่วนหนึ่ง
และบางส่วนเพราะแพ้ภัยทางการเมือง
แบบชนะคือราชา แพ้คือขี้ข้า
เพราะความเชื่อทางศาสนาส่วนหนึ่งด้วย
นักประวัติศาสตร์สายคอมมึ่เคยวิพากษ์ ขงจื่อ
เรื่องความกตัญญู การเคารพบรรพบุรุษ
การเคารพระบบอาวุโสในครัวเรือน/ขุนนาง
และการต้องทำพิธีกรรมที่หลุมศพพ่อแม่
ด้วยการอยู่กินและทำนาที่บริเวณนั่นถึง 3 ปี
การมีพืธีกรรมเชงเม้งทุก ๆ ปี
อยู่ใกล้ไกลแค่ไหนต้องกลับมาให้ได้
อาชีพที่เลวร้ายคือ พ่อค้า เพราะอยู่ไม่ติดถิ่น
การเดินทางไปค้าขายทำให้เกิดความรอบรู้
และต้องฉลาดทันคนไม่โดนหลอกง่ายง่าย
อาชีพที่ดีคือ ชาวนา ช่างตีเหล็ก ครู ขุนนาง
เพราะต้องอยู่ติดถิ่นไม่ไปไหนมาไหน
แนวคิดขงจื่อ คือ ระบอบศักดินาสวามิภักดิ์
รับใช้เจ้าจนตัวตายไม่ยอมเปลี่ยนเจ้าง่าย ๆ
แบบไม่ยอมเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย
ทำให้คนเชื่อลัทธิขงจื่อไม่กล้าทิ้งถิ่นฐาน
มีเหตุเภทภัย เจ้าเมืองก็เกณฑ์คนได้ง่าย
กอปรกับในอดีต คนเกิดง่าย แก่ง่าย ตายง่าย
แรงงานมักจะขาดแคลนในบางช่วงเวลา
การปลูกฝังแนวคิดขงจื่อรับใช้นโยบายรัฐ
แม้ว่าเหมาเจ๋อตุงจะพยายามทำลายแนวคิดขงจื่อ
ตั้งแต่ตอนเริ่มเถลิงอำนาจขึ้นเป็นราชันย์ในจีน
ด้วยวลีหลอกคนจน ปล้นคนรวย แล้วมาแบ่งกัน
มีการวิพากษ์และทำลายล้างแนวคิดขงจื่อ
หลายต่อหลายครั้ง หลายยุคหลายสมัย
รวมทั้งในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม
ยุคหลอกเยาวชน RedGuards รักษาอำนาจ
แบบทุกอย่างเลวหมด ยกเว้นแต่
เหมาเจ๋อตุงกับหนังสือปกแดง
และมีการเชิดชูเหมาเจ๋อตุง
เหนือยิ่งกว่าเง็กเซียนฮ่องเต๊และพระยูไล
แต่สุดท้ายหลังจากอำนาจเก่าถูกโค่นล้มลง
จีนเริ่มพัฒนาสู่ระบอบทุนนิยม
การนำแนวคิดขงจื่อที่ฝังใน DNA
คนจีนมาหลายพันปี
และทั่วโลกรู้จักกันในด้านดี
มากกว่าด้านเลวร้ายของเหมาเจ๋อตุง
เพราะเติ้งเสี่ยวผิงทุบโต๊ะบอกเองว่า
เหมาเลวสาม ดีเจ็ด เจ๊ากันไป
เพราะถ้ารื้อฟื้นคดีกันใหม่
คงจะมีการตายกันอีกยกใหญ่ในจีน
แนวคิดขงจื่อสอดคล้องกับ
ผลประโยชน์ระยะยาวของจีนมากกว่า
เลยพยายามรื้อฟื้นหลักคำสอนเดิมของขงจื่อ
ที่สอดคล้องไม่ขัดกับอำนาจรัฐมารับใช้อีกครั้ง
พยายามส่งเสริมในรูปสถาบันขงจื่อไปทั่วโลก
Bächle of Freiburg ทางน้ำยุคกลางที่กลายเป็นจุดนัดพบ
.
Bächle in Freiburg
.
Freiburg เมืองชายขอบ Black Forest
ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ คือ
ทางน้ำไหลผ่านเมืองที่ไหลผ่าน
ช่องแคบ ๆ ที่จมลง/ฝังลึกลงลงไปในทางเท้า
ในช่วงวันที่อากาศร้อน
ซึ่งมักจะมีหลายวันในเมือง Freiburg
ผู้คนหลายคนมักจะผ่อนคลาย
ความร้อนจากทางน้ำเหล่านี้
ด้วยการจุ่มเท้าลงไปแช่ในน้ำเย็นในทางน้ำ
ขณะที่พวกเด็ก ๆ ชอบแช่ตัวในทางน้ำ
กระโดดและวิ่งเล่นในทางน้ำอย่างสนุนสนาน
ลอยเรือกระดาษแข่งกันในทางน้ำ
และถ้าคนต่างถิ่นเกิดพลัดตกลงในทางน้ำ
มีคติความเชื่อชาวบ้านในยุคโบราณว่า
จะได้แต่งงานกับคน Freiburger
ทางน้ำที่ไม่เหมือนใคร
ในเมืองแห่งนี้รู้จักกันในชื่อ Bächle
เพราะแต่เดิมเป็นการผันน้ำจากแม่น้ำ Dreisam มาใช้ในเมือง
เพื่อเป็นน้ำกินน้ำใช้ ใช้เลี้ยงปศุสัตว์
และเผื่อไว้ดับไฟไหม้ในเมือง
ทั้งยังทำหน้าที่เป็นรางน้ำฝน/คูคลอง
พัดพาสิ่งสกปรกออกจากท้องถนน
ในปี ค.ศ. 1220
Bächle มีการบันทึกไว้ในเอกสารครั้งแรก
แต่จากการขุดค้นทางโบราณคดี
มีหลักฐานร่องรอยยืนยันว่า
Bächle มีอยู่อย่างน้อย 100 ปี
ก่อนหน้าที่จะตั้งเมือง Freiburg ขึ้นมา
.
.
.
.
การก่อสร้างทางน้ำให้ไหลเข้าเมือง
ใช้หลักแรงดันน้ำและแรงโน้มถ่วง
ให้ไหลไปตามธรรมชาติ
ในการสร้างบ้านเรือนยุคแรก
จึงสร้างให้สอดคล้องกับทางลาด
ทำให้น้ำใน Bächle ไหลได้สะดวก
แต่เมื่อตัวเมือง Freiburg ขยายตัวมากขึ้น
มีระดับความสูงเฉลี่ยมากกว่า
เขตเมืองเก่าถึง 3 เมตร
เพื่อสร้างการไหลให้ดี
จึงต้องยกระดับทางน้ำ Bächle
ให้สูงขึ้นมาจากเดิม
.
.
หนึ่งในคำอธิบายที่ถึงสภาพที่แย่ที่สุด
ของ Bächle เมือง Freiburg มาจาก
นักวิชาการ Erasmus of Rotterdam
ในศตวรรษที่ 16
ในจดหมายที่เขียนถึง Gaspar Schetz
นักการเมืองและรัฐบุรุษชาวดัตช์
" ที่นี่สกปรกอย่างมากเลย
ถนนทุกสายมีทางน้ำที่สร้างขึ้นมาไหลผ่าน
เต็มไปด้วยเลือดสัตว์จากคนฆ่าสัตว์
ส่งกลิ่นเหม็นเน่าไปหมด
ขยะจากบ้านก็ทิ้งลงในทางน้ำ อุจจาระ
และปัสสาวะทั้งคนและสัตว์ก็ไหลลงที่นี่
น้ำจากทางน้ำนี้ ใช้ทำความสะอาดทุกอย่าง
แม้กระทั่งล้างแก้วไวน์ หม้อไหที่ใช้ในครัวเรือน "
Bächle เมือง Freiburg ในยุคแรก
วิ่งผ่านกลางถนน/ใจกลางเมือง
ซึ่งยังสามารถเห็นได้ที่ถนน Market ในทุกวันนี้
แต่เพราะการเพิ่มจำนวนประชากร
และการสัญจรไปมาทางถนน
ทำให้ Bächle กลายเป็นเสียงที่น่ารำคาญ
และกีดขวางทางจราจร
ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 Bächle
จึงถูกย้ายไปที่ขอบถนน
และส่วนมากถูกปิดทับด้วยแผ่นไม้หรือเหล็ก
สร้างขอบหินทางลาดเอียงหรือฝังท่อน้ำแทน
ในยุคกลางศตวรรษที่ 15
ทางน้ำที่ไหลผ่านใจกลางเมืองมีมาก
Antonio de Beatis นักเดินทางชาวอิตาลี
ได้เขียนเกี่ยวกับถนนใน Innsbruck ว่า
ในเมือง Goslar
มีทางน้ำกว้าง/หลายแห่งมากพอ ๆ กับน้ำพุ
แม่น้ำ Gose ได้เปลี่ยนเส้นทางผ่านกลางเมืองในปี ค.ศ. 1200
และมีการจัดหาระบบน้ำดื่มให้กับประชาชน
ตามเมือง/นครในเยอรมนีหลายแห่ง
นอกจาก Freiburg ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด
คือ Freiburg’s Bächle
.
.
ในเดือนพฤศจิกายน 1945
Wolfgang Hoffmann นายกเทศมนตรี
ต้องการรื้อฟื้นทางน้ำ Bächle อีกครั้ง
แต่ก็ไม่ได้ผลตามที่ต้องการ
เพราะปัญหาเรื่องการทำความสะอาด
และทางน้ำที่ไม่เป็นระบบ
ในปี 1950
Bächle จึงเริ่มไหลในเขตเมืองบูรณะใหม่
ที่ฟื้นฟูขึ้นมาหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2
ในปี 1952
FAC (Freiburger Automobil-Club)
ได้เรียกร้องให้ Bächle
ไม่ใช่เป็นอุปสรรคจราจรอีกต่อไป
ในปี 1956
นักท่องเที่ยวเรียกร้อง
ให้มีป้ายบอกสถานที่ Bächle
และพ่อค้ารายหนึ่งฟ้องร้องเมือง Freiburg
เรียกค่าเสียหาย 2,360 DM
เพราะทางน้ำทำลายกำแพงบ้าน
แต่ศาลตัดสินให้ยกฟ้อง
ในปี 1964
นักเดินทางรายหนึ่งฟ้องร้องเมือง Freiburg
เพราะขาหักข้างหนึ่งหลังจากพลัตตกลงที่ Bächle ตรงถนน Adelhauser Street
แต่ศาลมีคำสั่งให้โจทก์จ่าย 1/3
ของค่ารักษาพยาบาลด้วย
เพราะ Bächle ทำให้นักเดินทางเหม่อลอย
กับความงามจนลืมตัวพลัดตกลงไป
ในปี 1973
ใจกลางเมือง Freiburg ได้ทำเป็น
ถนนคนเดินพร้อมกับรถราง
Bächle จึงไม่กลายเป็นอุปสรรค
ในการจราจรอีกต่อไป
เพราะผู้คนสามารถใช้ประโยชน์
ได้ทั้งความงามและการเดินทาง
เครือข่ายทางน้ำ Bächle ระหว่าง Rempartstraße กับ Martinstor
มีการปรับปรุงเพิ่มเติม
ในปี
1986 Bächle ระหว่าง Universitätstraße
กับ Niemensstraße ที่ปิดไปแล้ว
มีการรื้อฟื้นเปิดใหม่อีกครั้ง
ในปี 2000
Bächle ที่ Innenstadtkonzept 86
(City Centre Concept 86)
ใกล้กับ Neue Messe มีการวางแผนไว้
แต่เกือบจะยุติลงเพราะวิกฤติทางการเงิน
/งบประมาณในการบูรณะขึ้นมาใหม่
แต่ประชาชนและหน่วยงานธุรกิจ
ใน Freiburg ต่างยอมสนับสนุนในการพัฒนา
Bächle ในอัตรา 500 DM ต่อ 1 เมตร
และมีการสร้างยาวถึง 2 กิโลเมตร
ในปี 2007
มีเทศบัญญัติการรักษาความสะอาด Bächle
ที่รางน้ำและพื้นที่ข้างเคียง ห้ามทิ้งขยะ
และต้องขจัดหิมะทึ่เกิดขึ้นในรางน้ำ
ทำให้ Bächle เป็นสถานที่พักผ่อน
และท่องเที่ยวจนทุกวันนี้
.
เรียบเรียง/ที่มา
http://bit.ly/2xMWRLy
http://bit.ly/2xLFN8L
.
2.
.
.
3.
.
.
4.
.
.
5.
.
.
6.
.
.
7.
.
.
8.
.
.
9.
.
.
10.
.
.
11.
.
.
Erasmus of Rotterdam
.
12.
.
.
Gaspar Schetz
.
13.
.
.
The travel journal of Antonio de Beatis
through Germany, Switzerland,
the low countries, France & Italy, 1517–8
http://bit.ly/2IokAG
.
14.
.
.
Middle age
.
15.
.
.
19th century
.
16.
.
19th to 20th century
.
17.
.
.
20th and 21st century
.
.
เรื่องเล่าไร้สาระ
Burg Burgh หรือ บุรี
มักจะเป็นชุมชน/เมืองชายขอบ
ที่อยู่ของพวกข้าทาสบริวาร
ในระบบศักดินาเจ้าที่ดินเดิม
เป็นแหล่งพาณิชยกรรมอุตสาหกรรรมท้องถิ่น
รวมทั้งเป็นบริเวณที่พักครอบครัว
น้องชายพี่สาวน้องสาวของขุนนางเจ้าที่ดิน
ที่ให้ย้ายออกมาอยู่ข้างนอกปราสาท/คฤหาสถ์
เพื่อป้องกันการก่อกบฎ/ฆาตกรรมแย่งชิงสมบัติ
เพราะกฎหมายเดิมมรดกทั้งหมด
ตกทอดกับลูกชายคนโต
ไล่สายจนหมดก่อนจึงให้น้องชายคนรอง
ทำให้พวกฝรั่งชอบผจญภัย
หรือไปแสวงหาโชคภายนอกมีมาก
รวมทั้งใช้นามสกุลใหม่
ไม่เกี่ยวพันกับตระกูลดั้งเดิม
เพราะเรื่องมรดกตกทอดอย่างหนึ่ง
กับความขาดแคลนทรัพย์สินส่วนหนึ่ง
รายละเอียดเชิงนวนิยายในเรื่อง
ลอร์ดน้อยฟอนเติลรอย
อนึ่ง คนจีน คนญี่ปุ่น
ที่มีการอพยพย้ายถิ่นฐานกันมาก
ก็เพราะสาเหตุเรื่องมรดกส่วนหนึ่ง
ที่ตกเป็นของพี่ชายคนโตทั้งหมด
ความอดอยากยากแค้นส่วนหนึ่ง
และบางส่วนเพราะแพ้ภัยทางการเมือง
แบบชนะคือราชา แพ้คือขี้ข้า
เพราะความเชื่อทางศาสนาส่วนหนึ่งด้วย
นักประวัติศาสตร์สายคอมมึ่เคยวิพากษ์ ขงจื่อ
เรื่องความกตัญญู การเคารพบรรพบุรุษ
การเคารพระบบอาวุโสในครัวเรือน/ขุนนาง
และการต้องทำพิธีกรรมที่หลุมศพพ่อแม่
ด้วยการอยู่กินและทำนาที่บริเวณนั่นถึง 3 ปี
การมีพืธีกรรมเชงเม้งทุก ๆ ปี
อยู่ใกล้ไกลแค่ไหนต้องกลับมาให้ได้
อาชีพที่เลวร้ายคือ พ่อค้า เพราะอยู่ไม่ติดถิ่น
การเดินทางไปค้าขายทำให้เกิดความรอบรู้
และต้องฉลาดทันคนไม่โดนหลอกง่ายง่าย
อาชีพที่ดีคือ ชาวนา ช่างตีเหล็ก ครู ขุนนาง
เพราะต้องอยู่ติดถิ่นไม่ไปไหนมาไหน
แนวคิดขงจื่อ คือ ระบอบศักดินาสวามิภักดิ์
รับใช้เจ้าจนตัวตายไม่ยอมเปลี่ยนเจ้าง่าย ๆ
แบบไม่ยอมเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย
ทำให้คนเชื่อลัทธิขงจื่อไม่กล้าทิ้งถิ่นฐาน
มีเหตุเภทภัย เจ้าเมืองก็เกณฑ์คนได้ง่าย
กอปรกับในอดีต คนเกิดง่าย แก่ง่าย ตายง่าย
แรงงานมักจะขาดแคลนในบางช่วงเวลา
การปลูกฝังแนวคิดขงจื่อรับใช้นโยบายรัฐ
แม้ว่าเหมาเจ๋อตุงจะพยายามทำลายแนวคิดขงจื่อ
ตั้งแต่ตอนเริ่มเถลิงอำนาจขึ้นเป็นราชันย์ในจีน
ด้วยวลีหลอกคนจน ปล้นคนรวย แล้วมาแบ่งกัน
มีการวิพากษ์และทำลายล้างแนวคิดขงจื่อ
หลายต่อหลายครั้ง หลายยุคหลายสมัย
รวมทั้งในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม
ยุคหลอกเยาวชน RedGuards รักษาอำนาจ
แบบทุกอย่างเลวหมด ยกเว้นแต่
เหมาเจ๋อตุงกับหนังสือปกแดง
และมีการเชิดชูเหมาเจ๋อตุง
เหนือยิ่งกว่าเง็กเซียนฮ่องเต๊และพระยูไล
แต่สุดท้ายหลังจากอำนาจเก่าถูกโค่นล้มลง
จีนเริ่มพัฒนาสู่ระบอบทุนนิยม
การนำแนวคิดขงจื่อที่ฝังใน DNA
คนจีนมาหลายพันปี
และทั่วโลกรู้จักกันในด้านดี
มากกว่าด้านเลวร้ายของเหมาเจ๋อตุง
เพราะเติ้งเสี่ยวผิงทุบโต๊ะบอกเองว่า
เหมาเลวสาม ดีเจ็ด เจ๊ากันไป
เพราะถ้ารื้อฟื้นคดีกันใหม่
คงจะมีการตายกันอีกยกใหญ่ในจีน
แนวคิดขงจื่อสอดคล้องกับ
ผลประโยชน์ระยะยาวของจีนมากกว่า
เลยพยายามรื้อฟื้นหลักคำสอนเดิมของขงจื่อ
ที่สอดคล้องไม่ขัดกับอำนาจรัฐมารับใช้อีกครั้ง
พยายามส่งเสริมในรูปสถาบันขงจื่อไปทั่วโลก