สติกั้นปัญญาตัด

วงจรปฏิจสมุปบาท
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
............................................
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
ตาเห็นรูป  เกิดสังขาร  
หูได้ยินเสียง เกิดสังขาร
จมูกได้กลิ่น เกิดสังขาร
ลิ้น รับรส เกิดสังขาร
กายรับสัมผัส เกิดสังขาร
ใจรู้ธรรมารมณ์ เกิดสังขาร
............................................
เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
เกิดวิญญาณ6
ทำสติตั้งมั่น กั้น ไม่ให้วิญญาณไปทำงานร่วมกับสังขาร
ปัญญาจะเห็นรูป นามแยกจากกัน
คือสังขารคือรูปธรรม วิญญาณคือนามธรรม
ไม่ทำงานร่วมกัน ต่างตัวต่างอยู่
วงจรปฏิจสมุปบาท จะถูกปัญญาตัดขาดจากกัน
................................................

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
แต่สังขารไม่เป็นปัจจัย วิญญาณจึงไม่มี
เพราะถูกปัญญาตัด รูปนามแยกจากกัน
วิญญาณ นามธรรม ไม่ไปรับรู้การปรุงแต่ง สังขารที่เป็นรูปธรรม
เพราะสติกั้น ปัญญาตัด ทำลายวงจรปฏิจสมุปบาท
.........................................................
วิญญาณไม่เป็นปัจจัย นามรูปจึงไม่มี
นามรูปไม่เป็นปัจจัย สฬายตนะจึงไม่มี
ปัญญาเห็นอายตนะภายใน แยกจากอายตนะภายนอก
เห็นว่า รูป นามแยกจากกัน
อายตนะภายใน  เป็นรูปธรรม
อายตนะภายนอก เป็นนามธรรม

..........................................................
สฬายตนะไม่เป็นปัจจัย ผัสสะจึงไม่มี
เห็นก็สักแต่ว่าเห็น
ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน
ได้กลิ่นก็สักแต่ว่าได้กลิ่น
ลิ้มรสก็สักแต่ว่าลิ้มรส
รับสัมผัสก็สักแต่ว่าสัมผัส
เกิดธรรมารมณ์ก็สักแต่ว่าเกิดธรรมารมณ์
แก้ไขข้อความเมื่อ
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 8
การเพ่งอารมณ์ทำใจให้เกิดฌาน
ทำใจให้เกิดสัมมัปปทาน4
เกิดสติปัฏฐาน4
คือทำใจให้เป็นกุศลแล้วเข้าปฐมฌาน
ผู้ที่มีฌานคือผู้ที่มีปัญญา
ผู้ที่มีปัญญาคือผู้ที่มีฌาน
สติตั้งมั่น
สติที่บริสุทธิ์ทำให้เกิดปัญญา
เมื่อสติบริสุทธิ์
นามรูปที่ใจไปเห็นไปสัมผัส
นามธรรมรูปธรรมจะเดินทางในแต่ละขณะได้ช้าลงมาก
ใจเห็นนามรูป ทำงานแต่ละขณะแยกจากกัน
รูปคืออายตนะภายในไปกระทบคือเกิดผัสสะ
กับอายตนะภายนอก
อารมณ์ยังไม่เกิดที่ใจ
คือเกิดสังขารแล้วแต่ใจยังไม่รับรู้การปรุงแต่งเพราะว่า
วิญญาณยังไม่ทำงานร่วมกับสังขาร
ใจยังเห็นสังขาร กับวิญญาณยังแยกกันอยู่ในขณะนั้น
เพราะว่าสติที่บริสุทธิ์จะไวมากเป็นเอกอุ จะกั้น
ไม่ให้วิญญาณไปร่วมทำงานรู้ในสังขาร
สังขารก็ปรุงแต่งแต่ไม่มีวิญญาณไปรู้การปรุงแต่ง
ความปรุงแต่งก็ดับไปในขณะจิต
ทวารทั้ง6 ไม่ส่งอารมณ์มาที่ใจ
ใจก็ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เกิดอารมณ์
ไม่ถูกอารมณ์มากระทบ
ไม่เกิดเวทนา6
ไม่เกิดตัณหา6
ไม่เกิดอุปาทานขันธ์5
คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ทางอายตนะ6
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่