ขอปรึกษา! กับความไม่ชัดเจน ที่เกิดขึ้นตอนนี้

เพื่อนๆเคยอยู่ในจุดที่ไม่ชัดเจนของใครสักคนไหมครับ เราเป็นใครไม่รู้ในสายตาเขาคนนั้น ???

              เริ่มต้นก็ขอสวัสดีชาวพันทิปทุกคนครับ ผมชื่อซันครับ ขอขายขอนิสนึง เป็นคนร่าเริง ยิ้มแย้มง่าย ขี้อาย บ้าๆบอๆแถมรั่วๆ เข้ากับคนง่ายแต่จะจริงจังกับเรื่องที่เป็นการเป็นงาน ที่พูดมาเนี่ยเป็นนิสัยบุคลิกที่คนสนิทกันแล้วจริงๆจะได้สัมผัสเห็นและรับรู้ครับ ถ้าไม่รู้จักกันเลยก็จะเป็นอีกบุคลิกหนึ่ง ผมมักจะไม่ค่อยมั่นใจตัวเอง ผมคิดแบบนี้เสมอมา แถมยังปากหนักไม่กล้าแสดงความรู้สึกจริงๆในใจออกไปให้กับคนที่เราแอบชอบได้รู้ ได้แต่มองห่างๆซึ่งชีวิตก็วนอยู่อย่างนี้มาจนปัจจุบัน ผมเริ่มรู้จัก"ความ(อยาก)รัก"เมื่อชีวิตตนเองอยู่ในช่วงมัธยมปลาย
              โรงเรียนชายล้วนก็แบบนี้มองไปทางไหนก็มีคนหน้าตาดี ส่วนเราก็ได้แต่มองๆแล้วมองเล่าไม่เคยเผยความในใจนั้นออกไปสักที ผมชอบเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งเป็นเด็กนักเรียนหนุ่มหน้าตาดี(สำหรับผม) เรียนเก่ง อัธยาศัยดี ดูเป็นมิตรอบอุ่น เวลา 3 ปีก็ผ่านไป เราต่างแยกย้ายไปเริ่มชีวิตมหาวิทยาลัยของตน จากคนนี้ผมก็ไม่ได้มีความรู้สึกแบบนี้กับใครอีก
              หลังจากเรียนจบกลับมาไทยไม่ถึงปีผมก็เริ่มเล่นแอพหาคู่แอพหนึ่ง ผมได้รู้จักกับคนๆหนึ่งที่ทำให้ผมเริ่มรู้สึกอยากกลับมามีความรักอีกครั้ง เป็นผมเองที่ทักพี่เขาไปซึ่งตอนนั้นยอมรับว่าทักแบบหว่านๆไปไม่ได้เจาะจงใคร ส่วนรูปโปรไฟล์เขาก็เป็นรูปวาดผู้ชายเท่านั้น เราเริ่มบทสนทนากันไม่นานผมก็สัมผัสได้ว่าเราสองคนต่อติดกันเร็วมาก สนทนากันผ่านแอพไม่กี่ประโยคก็ย้ายมาคุยต่อกันในไลน์ เข้ามาพิมพ์คุยไลน์กันไม่กี่ประโยคก็เป็นพี่เขาที่โทรมา เราคุยกันไปเรื่อยๆอย่างออกรสออกชาติราวกับว่าเราทั้งสองไม่ได้พบกันมาเนิ่นนานมีสารพัดเรื่องราวให้คุยไม่รู้จบ ผ่านไปเกือบ 2 ชั่วโมงได้ ด้วยสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้กับผมที่เป็นคนไร้ซึ่งประสบการณ์เกี่ยวกับคำว่า "ความรัก" ทำให้ผมคิดว่าผมเจอแล้ว "คนแรก" ในชีวิต เราคุยกันอยู่หลายวัน จนวันหนึ่งพี่เขาเล่าให้ผมฟังว่าก่อนที่เขาจะคุยกับผม เขาได้ไปกล่าวขอกับสมเด็จพระศรีสุริโยทัยที่อยุธยาฯว่า "ขอให้ภายใน3วัน 7 วันมีคนทักเข้ามา"
พี่เขาบอกว่า "น้องรู้ไหมมีแค่น้องคนเดียวที่ทักพี่มา"
มันยิ่งทำให้ผมคิดเข้าข้างตัวอีกว่าเราคงเจอแล้วคนที่ตามหา เราคุยกันเกือบทุกคืน เป็นชั่วโมงทุกครั้งที่ได้คุยกัน อยู่อย่างนี้เกือบ 4 เดือน แต่สิ่งที่ทำให้สิ่งที่ดำเนินมาอย่างราบรื่นต้องมีอันจบลงคือ "ผม" เองทั้งหมด เพราะจากการที่ผมขาดความมั่นใจในตัวเองจึงไม่เอารูปตัวตนจริงๆขึ้นไลน์ ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 เดือนนั้น พี่เขาเอ่ยปากเสมอว่า
"น้องครับน้องหน้าตาอย่างไร"
"น้องครับพี่อยากเห็นหน้าน้อง ว่าคนที่พี่คุยอยู่หน้าตายังไงนะ" บลาๆๆๆๆๆๆๆๆ
ทุกครั้งที่พี่เขาเอ่ยปากมาแบบนี้ ทำให้ผมยิ่งเพิ่มความรู้สึกผิดต่อพี่เขามากขึ้นทุกครั้ง สุดท้ายพี่เขาก็หายไปเป็น "ผม" เองที่ทำทุกอย่างพัง เริ่มเองและทำมันพังด้วยตัวเอง จากที่คุยกันมาตลอดเกือบ 4 เดือนนั้นผมสัมผัสได้ว่าพี่เขาอดทนกับผมสูงมาก
(ผมขอโทษพี่นะครับ)
             จากนั้นผมก็กลับมาเล่นแอพหาคู่ใหม่ทีนี้เป็นแอพสีแดงๆส้มๆ ตอนนั้นก็เล่นไปเพียงเพราะจะหาคนระบายแค่นั้น แต่แล้ววันหนึ่งเราก็ไปเจอกับคนหนึ่งทีใช้รูปแสนจะธรรมดาแต่เหมือนมีแรงดึงดูด พร้อมกับ สรรพคุณต่างๆที่เขาบรรยายตัวตนเขา(เป็นภาษาอังกฤษ) ยาวอยู่เหมือนกันนะก็รู้สึกว่า "หมอนี่ก็เยอะนะ" 55555555555555 ขี้เกียจอ่านวุ้ย จากวันนั้นจนวันนี้ก็เป็นเวลาปีนิดๆ คุยไปคุยมาเหมือนผมอีกเช่นเคยที่แม้จะใสๆบ้าบอรั่วๆ ไปทำตัวติสๆใส่เขา จนเขาบอกว่า
"ผมเข้าไม่ถึงนาย นายติสเกิน ขอไม่คุยนะ" มันทำให้ผมหลุดปากไปว่า
"ขอโทษ!! เดี๋ยวเลี้ยงหนังนะ คุยกันๆก่อนนะ" เขาก็ยอมครับ
แล้วเราก็ได้มาคุยกันต่อในไลน์ เริ่มคุยกันมากขึ้น (ตอนที่เขียนนี่ยังนั่งอ่านไลน์เก่าของเขาอยู่เลย) คุยไปคุยมาเราก็เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าเขามีแฟนอยู่แล้ว และทุกๆครั้งที่เราได้คุยกับเขา ก็คือการที่เราเป็นได้แค่ที่ระบายของเขา เพราะเขาจะเล่าเรื่องเขากับแฟนตลอดทุกครั้ง และผมเองก็บอกเขาว่า "มีอะไรก็โทรมาได้นะ ผมจะเป็นผู้รับฟังที่ดี"
               ตอนที่ผมมีแผลใจอกหักมาจากพี่คนแรกผมก็ไม่รู้จะคุยกับใครในตอนนั้นก็มีเขาคนนี้แหละที่รับฟังผมบ้าง จนกลายเป็นอาวุธที่เขาเอากลับมาใช้แหย่ผม ขยี้ใจผมในช่วงเวลาที่ผมอกหัก (ตอนนี้ก็ยังมีบ้าง) มาถึงจุดนี้ผมก็เปลี่ยนท่าทีไปจากตอนแรกที่คิดว่า เราอาจจะเริ่มใหม่กับเขาคนนี้ก็ได้ กลายมาเป็นแค่เพื่อนคุยคนหนึ่งเท่านั้น ช่วงนั้นผมออกจากงานประจำที่กรุงเทพฯ ด้วยอารมณ์กับความรู้สึกผิดจากพี่คนแรกที่จบลงไปทำให้ผมไม่อยากอยู่กรุงเทพฯต่อ ผมจึงย้ายไปทำงานอยู่ต่างจังหวัดครึ่งปีได้เพื่อลืมอะไรบางอย่าง และหนีชีวิตอันวุ่นวายจำเจในเมืองกรุงนี้ ระหว่างนั้นผมก็เริ่มคุยกับพี่คนนี้น้อยลง จนบางทีเราก็ลืมไปว่ามีไลน์เขาอยู่ เราคุยกันน้อยลงจนวันหนึ่งเขาทักมาอย่างรวดเร็วว่า
"ขออนุญาตลบนะครับ ไม่ค่อยทักมาคุยเลย ขอบคุณครับ” เราก็งงดิเอ้ยอะไรอยู่ดีๆก็ไป แล้วหลังจากจบประโยคนี้ไปเราทั้งสองคนก็หลุดกันไปทันที

               ผมย้ายกลับมากรุงเทพฯก็เริ่มคิดว่าเรายังไม่ได้เลี้ยงหนังพี่เขาเลย (ผมมีนิสัยอย่างหนึ่งคือเป็นคนที่แบบเอ่ยปากอะไรไปก็อยากทำให้ได้ตามที่พูด ซึ่งบางทีสิ่งนั้นมันจำเป็นสำหรับอีกฝ่ายไหมก็ไม่รู้) ผมก็กลับเข้าแอพไล่ๆไปทั่วหาไปหามาสรุปเจอ ตอนนั้นก็คิดแค่ว่าส่องไปไม่ได้คิดว่าจะทักอะไรทั้งนั้น แค่คิดว่าเขายังอยู่ใช่ไหม เขาก็อยู่จริงๆ แต่คิดในใจเอ้ยมีแฟนแล้วไม่ใช่หรอไงวะออนแอพเพื่ออออออออ??? ช่างเถอะเรื่องเขา วันต่อมาเขาทักผมมาว่า
“กลับมากรุงเทพฯแล้วหรอ”
ผมก็ตอบไปว่า “ใช่” แล้วเขาก็ขอเบอร์โทรผมไป
               พี่เขาแอดวีแชทผมมา เราก็ได้กลับมาคุยกันอีกครั้ง แต่ที่ยังเหมือนเดิมคือ พูดถึงแต่เรื่องตัวเขากับแฟนเขา หรือไม่ก็คนที่เขาเคยคุยด้วยคนนั้นคนโน้นคนนี้เยอะแยะไปหมด จนบางทีคิดว่า คนๆหนึ่งจะคุยอะไรกับใครได้เยอะแยะขนาดนี้ บางครั้งเขาก็โทรมาปรับทุกข์เรื่องครอบครัวให้ฟังเราก็เป็นผู้รับฟังให้เขาได้ระบาย จากที่ฟังเรื่องที่เขาเล่ามา ผมกลับรู้สึกว่าเรื่องครอบครัวเขาให้ความรู้สึกว่า ดูจริงสุดละ น้ำเสียงเขาแตกต่างจากเรื่องส่วนตัวเขาจริงๆ อยู่มาวันหนึ่งเขาทักผมมาพร้อมรูปผมที่เขาไปหามาได้น่าจะมาจากเฟสผม ผมถึงกับอึ้งว่าเห้ยหาเจอได้ไงวะ (อาจจะไม่ได้ยากมั้ง มันหาง่ายขนาดนั้นเลยหรอว้า ด่าได้แต่อย่าแรงนะคร้าบบบบบ55555) ไหนๆก็หาเจอละผมเลยเอารูปขึ้นโปรไฟล์เลยจบๆ ผมขอเล่าถึงนิสัยของพี่เขาที่ผมเห็นจากการแชทของเรานะครับ เขาเป็นคนออกแนวหื่นๆ กามๆอะเช่น มาจูบทีดิ (อาจธรรมดาเบาๆ), ว่างๆมาอมให้ผมทีนะ ฯลฯ ทุกครั้งเราก็บอกปัดไป หรือเปลี่ยนเรื่องให้มันผ่านๆไป

               จากการที่ผมไล่ตามหาเขาในแอพครั้งนี้เป็นเพราะว่าผมจะเลี้ยงหนังเขาให้จบๆไปตามที่เคยหลุดปากพูดไป และผมตั้งใจจะจบทุกอย่างหลังจากที่เลี้ยงหนังเขาเพราะผมก็ไม่รู้จะคุยกับเขาต่อไปเพื่ออะไร เขาก็มีแฟนแล้ว ผมไม่อยากเป็นคนที่ได้ชื่อว่า “เป็นมือที่สามใคร” เกลียดนักเรื่องแบบนี้ ผมก็นัดเขาบอกว่า “จะเลี้ยงหนังนะ” เขาบอกว่า “ได้ๆ” ผ่านไปเงียบไม่ชัดเจนสักที ผมเลยระบุวันและโทรจองรอบหนังเรียบร้อยคือวันที่ 12 กันยาฯที่ผ่านมา ผมเลือกพารากอนเพราะเราต่างฝ่ายต่างอยู่กันคนละฝั่งนัดกันมาเจอครึ่งทางดูแฟร์สุด ใกล้วันนัดเข้ามาทีไรผมก็ตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น
               จนวันนัดมาถึงผมรีบออกจากที่ทำงานนั่งรถไปให้ทัน ผมไปถึงราวๆ 6 โมงกว่าๆได้ระหว่างนั้นก็เดินไปส่องขนมไหว้พระจันทร์เพราะเห็นจัดโซนขายอยู่คนเยอะไปหมด ซื้อไหมก็ไม่ ได้แต่เดินฆ่าเวลาไปเฉยๆ ที่บ้านคงซื้อไว้แล้วแหละมั้ง ระหว่างนี้ผมก็โทรไปบอกเขาว่า “ถึงแล้ว” เขาบอกว่า “เขาอยู่บนรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์” ซึ่งก็ใกล้ละผมจึงขึ้นไปที่ชั้นโรงหนังเพื่อรอ ระหว่างนั้นก็คุยโทรศัพท์กับเพื่อนไปด้วย สักพักผมหันไปเห็นเขาชายคนนั้นที่เราคุยกับเขามาปีกว่าๆ ในใจคิดว่า “มาแล้ว!!!” ผมหันหน้ากลับทำเป็นไม่เห็น เขาเดินตรงมาทางผมแล้วยิ้มแกมหัวเราะผมเบาๆ ผมยกมืออีกข้างขึ้นไหว้เขา แล้วเขาก็เดินไปรออยู่ห่างๆจากผม ส่วนผมก็วางสายโทรศัพท์ลง แล้วเดินไปหาเขาพร้อมกับกล่าวว่า “สวัสดี” อีกครั้ง เขาก็สวัสดีกลับ ผมก็บอกว่า “เดี๋ยวไปรับตั๋วก่อนนะ” ที่หน้าจุดรับตั๋วมีเจ้าหน้าที่ 2 คนๆหนึ่งชายหนุ่มหน้าตาดีน่ารัก อีกคนเป็นผู้หญิง ผมก็รอคิวจนถึงคิวผมๆไปรับตั๋วหนังกับเจ้าหน้าที่หญิง ผมเหลือบไปเห็นพี่เขาเดินไปคุยกับพนักงานชายคนนั้น ในใจพลันคิดว่า “คุยไรกันวะ? บริหารเสน่ห์เก่งงงงงงจริงๆ” อีกใจก็คิดว่า “แล้วเราไปสนใจทำไมวะ” 2ความคิดนี้ตีกันไปมา รับตั๋วเสร็จก่อนเวลาฉายราวๆชั่วโมงกว่าได้ เราก็หาที่นั่งกันซึ่งไม่มีเลยคนเยอะอยู่ เรา2คนจึงเดินขึ้นไปชั้นบน หาที่นั่งไปมาเราก็ได้ที่นั่งโซฟาที่มีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ พี่เขานั่งโซฟา ส่วนผมนั่งเก้าอี้เดี่ยวแยกด้านข้าง เราก็เริ่มบทสนทนากัน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่