พ่อแม่ด่า เราควรทำตัวยังไง

เรื่องมันเริ่มมาปีว่าแล้ว เมื่อตอนที่เราเข้าม.4ใหม่ๆ เราทะเลาะกับแม่เรื่องอะไรจำไม่ได้ แต่วันนั้นแม่ไล่เราออกจากบ้าน เราเลยเก็บของไปนอนบ้านน้าสักอาทิตย์นึงได้ แล้วเขาก็มารับกลับบ้าน แม่เป็นคนที่อยู่ต่อหน้าคนอื่นจะเรียกลูกอย่างนั้นลูกอย่างนี้ พออยู่ที่บ้านเรียกไอ้เรียกอี จนทุกวันนี้เราไม่อยากคุยกับเขา อยากอยู่คนเดียวเงียบๆ เขาก็มาบอกว่าหยิ่งหรอ กับพ่อกับแม่ไม่คุย ก็คนมันไม่มีอะไรคุยจะให้คุยอะไร พูดไม่ดีเดี๋ยวก็โดนด่าอีก มาเรื่องเงินบ้าง ตอนไปเรียนแม่จะให้เงินไปอาทิตย์ละ 300 ในอาทิตย์ที่เราต้องใช้ประจำคือ เติมเงิน 100 ค่าห้อง 25 ค่าคณะสี30 ค่ากิน 100 ราวๆ 255 บาท อีก45 บางทีก็กินขนมบ้าง มาม่าตอนเรียนพิเศษบ้าง แต่เดี๋ยวนี้เขาบอกว่าเงินเขาไม่พอ เขาจะให้อาทิตย์ละ 100 บาทบ้าง 200 บ้าง แต่มันก็ไม่พอ เราก็ต้องไปยืมเพื่อนมากินมาใช้ เพื่อนก็ให้นะ แต่เป็นตัวเรานี่แหละที่ละอายใจ เราก็ยืมมาเฉพาะกิน ค่าห้องค่าสีเราของค้างไว้ก่อน เราบอกให้น้ารู้ น้าก็บอกว่ามาขายของกับน้า น้าจะให้วันละ 200 คือน้าซับพอร์ตเราตลอดเลย ช่วงปิดเทอมเราก็เริ่มไปขายของกับน้า น้าขายของตลาดนัด แดดร้อนมาก ได้เงินมาประมาณ 2000 กว่า แม่เขาก็รับรู้ว่ามาขายของ เขามาขอยืมเงินเรา เราก็ให้ ปฎิเสธไม่ได้เพราะเป็นแม่ พอวันเปิดเทอมเงินที่ได้จากการทำงานเราก็ต้องเอามาจ่ายค่าห้องกับสีที่ค้างไว้ เราก็เลยไปถามถึงเงิน เขาก็บอกว่าที่กินที่ใช้อยู่คือเงินใคร เราก็เลยนิ่งไปแล้วไม่ถามถึงอีก เราก็บอกน้าเรื่องนี้ หลังจากนั้นน้ากับเเม่ก็ทะเลาะกัน เราไม่รู้ว่าเรื่องของเรารึเปล่า พอเริ่มขึ้นม.5 เราต้องเตรียมตัวหลายอย่าง เพราะต้องเป็นพี่นำคณะสี ไหนจะต้องซื้อหนังสืออ่านเตรียมสอบ ไหนจะค่าสมัครสอบอะไรอีกเยอะแยะ เราจะเป็นต้องใช้เงิน เลยจะไปทำงานกับน้าอีก แต่คราวนี้แม่ไม่ยอมให้ไป แม่บอกว่างานในบ้านไม่เคยคิดจะช่วยเหลือ ดีแต่จะไปหางานทำข้างนอก ไม่หยุดเรียนไปทำงานเลยล่ะ เราก็ไม่รู้เราไปทำผิดอะไร ข้าวเราก็หุง จานเราก็ล้าง เราไม่ดีตรงไหน การที่เราออกไปทำงานคือเราก็จะเอาเสื้อผ้าไปนอนกับน้าเลย น้าจะได้ไม่ต้องมารับมาส่ง นั้นหมายถึงว่าเราจะกินข้าวบ้านน้า ชาตแบตบ้านน้า ซักผ้าบ้านน้า คือถ้าไม่มีเรา ที่บ้านค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารค่าไฟค่าน้ำจะลดลง เพราะจำนวนคนใช้งานน้อยลง แต่จะมาหนักขึ้นที่บ้านน้า ซึ่งมันก็ดีกับที่บ้านเราไม่ใช้หรอ แต่เราไม่อย่เขาจะต้องหุงข้าวล้างจานเองนี่แหละ วันนั้นเราดึงดันจะมาเลยทะเลาะกัน เขาก็ไล่เราออกจากบ้านอีกแล้ว คือคนเป็นลูกได้ยินแบบนี้มันเสียใจนะ เอะอะไล่ออกจากบ้านตลอกเลย เราอาจจะเห็นแก่ตัวที่เห็นเงินดีกว่า แต่เราต้องใช้เงิน พอเรามีเงินจ่ายค่าห้องค่าสีเราก็ไม่ต้องไปกวนเขาจริงมั้ย ถ้ามีเงินเหลือเยอะ เราก็ให้เขายืมได้ เรื่องนี้คือน้าเราเสียเปรียบชัดๆเลย ต้องจ่ายค่าข้าวเพิ่ม ไหนจะค่าจ้างเราอีก คนที่ได้เปรียบคือเรากับเเม่ ทุกวันพูดได้เลยว่าเรารักน้ามากกว่าแม่ไปแล้ว น้าช่วยเหลือเรา ในขณะที่แม่เอาแต่ด่าเรา ว่าเรา น้าก็คอยบอกว่าแม่เหนื่อยจากทำงานมาเลยอารมณ์แปรปรวน พอทำงานได้เงินไปจ่ายค่าห้องห้อง เราก็มีเงินเหลือประมาณ 500 แม่เข้ามาถามว่าตอนนี้มีเงินเหลือเท่าไหร่ เขาจะขอยืม  เราก็ให้ แล้วก็เป็นแบบนี้วนลูปไปเรื่อยๆ เราก็คิดว่ายังไงเขาก็แม่ที่เลี้ยงเรามา เราเลยไม่เถียงไม่ต่อปากต่อคำ แม้ว่าจะมีแอบสวนในใจก็เถอะ อยู่ที่บ้านเราเลยจะเงียบๆ ทำตามที่เขาสั่งก็พอ จนเราคิดว่า ทุกวันนี้เรารู้ตัวเลยว่า เราไม่ยิ้มเพราะพ่อกับแม่อีกแล้ว สิ่งที่เรายิ้มได้คือเพื่อน น้า แล้วก็เพลงของบังทัน เราเริ่มติดบังทันมาก ฟังเพลงเขาตลอด เราคิดว่าเขาจะเป็นเพื่อนเป็นเหมือนคนคอยเยียวยาจิตใจเราตอนนี้ได้บ้าง แต่ก็ช่วยได้เรานะ เรามีมีสุขตอนฟังเพลงเขา ดูเขาแบบตลกๆงี้ แล้วแม่ก็มาแอบดูตอนที่เราดูบังทัน แล้วก็ว่าเราบ้าผู้ชาย ที่บ้านเราทำอะไรก็ผิดไปหมดแล้ว น้าพูดเปรยๆกับเราว่า น้ากับแม่ทะเลาะกัน การที่เราไปอยู่กับน้าได้ ทำให้แม่รู้สึกเหมือนคนแพ้ แล้วจะพาลไปหมดเลย เราก็ไม่รู้ว่าแม่คิดยังไง แต่อาการเหมือนที่น้าบอกจริงๆ ปัจจุบัน หัวเราะดังเกินไปก็ไม่ได้ จะขึ้นห้องไปอยู่คนเดียวเขาก็หาว่าไม่ช่วยงาน พอเงียบเขาก็หาว่าหยิ่ง ตอนเช้าลงมาหุงข้าวล้างจาน ตอนสายๆไปซ้อมแล้วกินข้าวเย็นข้างนอกเลยไม่ได้เข้าครัว พอมาถึงบ้านเราก็นั่งเล่นเกม เล่นเฟสไปเรื่อย แล้วเขาก็มาด่าว่างานบ้านไม่ทำ จานไม่ล้าง เราก็คิดว่าตอนเช้าเราก็ล้างไปแล้ว พอเข้าครัวไป มันคือจานกินข้าวตอนกลางวัน เราก็นึกว่าเขากินแล้วเขาจะล้าง เราก็เริ่มคิดในใจว่าไม่คิดจะทำงานบ้านกันบ้างเลยหรอ เราก็ไม่ได้ว่างตลอดขนาดนั้น จานแค่3-4จานแค่นี้ล้างกันไม่ได้ใช่มั้ย สุดท้ายเราก็ล้างอยู่ดี แม่ก็เริ่มมาด่ามาว่า ว่า โตเป็นความแล้วยังเล่นเกมดูการ์ตูน บ้าผู้ชาย แรด ม.5แล้วทำไมทำตัวแบบนี้ งานบ้านไม่ทำ ดีแต่จะไปทำงานข้างนอก งานในบ้านมันไม่ได้เงินใช่มั้ย ลาออกไปทำงานเลยสิ เขาจะด่าเราแบบนี้ทุกครั้งถ้าเกี่ยวกับงานบ้านหรือการออกไปทำงานข้างนอก เราก็คิดว่า ใช่ ทำงานในบ้านมันไม่ได้เงินเลยต้องไปทำข้างนอก มันออกจะเห็นแก่ตัวนะ แต่เขาให้เราไม่ได้ เราเลยต้องออกไปหาเองไม่ใช่หรอ แล้วเราไม่ดีตรงไหน ออกไปทำงานนอกจากได้เงิน เรายังได้ประสบการณ์ ได้ฝึกความอดทน ไปทำงานกับน้ามันไม่ได้สบายนะ ตากแดดตากลมทุกวัน ตลาดนัดอ่ะ แดดเปี๊ยงๆ มายืนขายของมันไม่สบายเลยนะ การเรียนเราก็ไม่ได้ทิ้ง ได้ 3.5-3.7 ตลอด เราไม่รู้แล้วว่าควรจะทำตัวยังไง อีกเรื่องคือเรื่องเรียนต่อ เขาจะให้เราไปเรียนนิติ แต่เรามันคนความจำสั้น เขาบอกว่าอยากให้เป็นข้าราชการ เราไม่อยากเรียนนิติ เลยหาคณะที่สมองเราไปไหว เราเลยเล็งพยาบาล เขาบอกว่าไปทำงานเป็นขี้ข้า เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวคนอื่น สกปรก เชื้อโรค ไม่มีเวลาอยู่กับเขาอีก พอมาพูดเรื่องวิศวะปิโต เขาก็ไม่ให้ บอกว่าทำงานอันตราย จะเรียนบริหารธุรกิจเขาก็ไม่เอา เบาว่าเขาเรียนบัญชีมาก็ต้องมาเรียนนิติต่อเหมือนกัน จะเรียนจิตวิทยาก็ไม่ให้ เขาถามว่าเป็นโรคจิตหรอ อันนั้นไม่ได้อันนี้ไม่ได้ ต้องนิติอย่างเดียว เราไม่รู้จะแก้ปัญหายังไงแล้ว ช่วยเราหน่อยนะคะ
หรือมีใครเป็นแบบเรามั้ย แก้ปัญหาอย่างไรบอกเราหน่อย

คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 2
เท่าที่อ่านนะคะ  แม่อ่ะรักหนู กลัวจะเสียหนูไป  แต่พูดหวานๆไม่เป็น เลยต้องเรียกร้องความสนใจจากหนูด้วยวิธีนี้ ยิ่งบอกว่าไม่ถูกกับน้าด้วย ก็เหมือนประมาณว่า ขนาดลูกยังไม่อยู่ด้วยเลย  

เหตุผลของแต่ละคนต่างกันเนาะ แม่อาจจะเหนื่อย พยายามแล้ว แต่หาเงินไม่พอ บางทีกำลังใจจากลูกก็สำคัญนะคะ
ไม่ใช่แค่ว่าเออ ลูกหาเงินเองได้แล้วจะไม่ต้องห่วงอะไร ไม่นอนบ้านแล้วจะทำให้ที่บ้านประหยัด  แม่เค้าไม่ได้คิดแบบนี้หรอก อยู่ไกลหูไกลตาก็กลัวลูกจะเสียคน ยิ่งเป็นลูกสาวด้วยยิ่งห่วงเป็นเท่าตัว แต่คงแสดงออกมาไม่เป็น เลยออกมาแนวประชดประชันด้วยความน้อยอกน้อยใจมากกว่า

แนะนำว่า  ต้องนั่งคุยกันค่ะ ไม่เคยทำก็ต้องลองทำ  อาจจะหาเวลาว่างชวนแม่ไปกินขนมเดินเล่น หรือซื้อของที่แม่ชอบมาให้
เค้าจะด่าอะไรก็ปล่อยเค้า ก็คะยั้นคะยอหน่อย ยิ้มเข้าไว้ ไม่เคยทำให้ลองทำ เชื่อสิเดี๋ยวก็ดี พวกบ่นมากๆพูดมากๆอ่ะ ในใจอ่อนยวบยาบ เอาใจเข้าหน่อยก็หายแล้ว จุดอ่อนแม่อยู่ตรงนี้เอง เค้าไม่ชอบให้ไปนอนบ้านน้า ก็อย่าไปค่ะ  จะสุขจะทุกข์ก็ครอบครัวเนาะ ลองคิดในมุมกลับกันว่าถ้าหนูเป็นแม่ แล้วมีลูกสาวแบบหนู หนูจะห่วงหรือเปล่า เพียงแต่เค้าหาวิธีพูดดีๆไม่เป็น อาจจะเคยชินกับการพูดแบบนี้มานานแล้ว เปลี่ยนลำบาก
เปลี่ยนแม่ไม่ได้ ลองเปลี่ยนวิธีของตัวเองดูค่ะ นั่งคุยกับแม่ดีๆ ใจเย็นๆ แล้วบอกเหตุผลเราไป  พยายามเข้าใจที่แม่คิด ให้คิดไว้เสมอว่าเค้าเป็นห่วงทั้งปัจจุบันและอนาคต  
ส่วนเรื่องเรียน บอกเค้าไปว่า ขอเรียนแบบที่อยากเรียน จะได้จบไปแล้วทำงานอย่างมีความสุข บางทีผู้ใหญ่เค้าก็มองไกลกว่าเรานะคะ อันไหนที่พอจะมาพบกันตรงกลางได้ ลองคุยดูค่ะ หาเหตุผลที่ดีมาสนับสนุนข้อมูลที่เรามีด้วย ใจเย็นๆ เอาน้ำเย็นเข้าลูบนะคะ

เอาใจช่วยนะคะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่