เราเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ปัจจุบันอายุ 28 ปี ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน เราอยู่ที่บ้านของแม่ มีตา แล้วก็หลานอีก 1 คน เราเรียนจบปริญญาตรีและทำงานแบบคนปกติทั่วไปคะ ตอนนั้นอยากกินก็กิน เที่ยว ดูหนังตามประสาไม่ได้คิดเก็บเงินสำรองหรือออมไว้เผื่อฉุกเฉิน เพราะบ้านที่อยู่ก็ไม่ต้องผ่อน กะว่าแต่งงานก็จะอยู่กับแม่เหมือนเดิมคะ
ถัดมาอีกปีมีหลานมาอยู่ด้วยอีก 1 คนคะ ค่าใช้จ่ายทุกอย่างเราและแม่เป็นคนจัดการ (พ่อแม่เด็กทิ้งไปไม่ลงลึกในรายละเอียดคะ) ก็อยู่กันแบบพอมีพอกินมาเรื่อยๆ จนปีถัดมาได้แต่งงานคะ
สามีเป็นผู้ชายคนแรกที่คุยด้วยตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ชั้นปี 1 จนปัจจุบันแต่งงานกัน สามีย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านแม่ ทุกอย่างดำเนินไปแบบปกติ เหมือนอย่างบ้านอื่นทั่วๆไป จนมาวันหนึ่งชีวิตพลิก
แม่บอกว่าบ้านกำลังจะถูกยึด มีเวลาอีก 7 เดือนในการหาเงินมาไถ่ ประมาณ 1.2 ล้านบาท ซึ่งเอาไปจำนองไว้กับนายหน้าขายที่ดิน เรื่องนี้เราพอทราบมาบ้าง แต่แม่ไม่ได้บอกอย่างจริงจังว่า มีหนี้สินตรงนี้จำนวนเท่าไหร่ ระยะเวลาเท่าใด ตอนนั้นมึนมากพอตั้งหลักได้คิดจะเอาบ้านเข้าธนาคาร ซึ่งไปขอเจรจากับนายทุนเค้าก็ตกลงจะช่วย รอจนกว่าจะเรียบร้อยและแนะนำเจ้าหน้าที่ธนาคารให้รู้จักเพื่อช่วยดำเนินการให้
เวลาผ่านไประหว่างที่ดำเนินการเรื่องยื่นกู้กับธนาคาร วิ่งเข้าวิ่งออกกรมที่ดิน ทุกสิ่งอย่างเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมไปถึงเรื่องสินน้ำใจกับเจ้าหน้าที่ธนาคารคนนั้น ณ วันที่ไปโอนที่กรมที่ดิน เจ้าหน้าที่ธนาคารอีกคนมามีเช็ค มีเอกสารการโอนครบถ้วน เมื่อตรวจเอกสารเหลือแค่เซ็นต์ก็จะเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ตรวจพอว่าที่ดินของเราเป็นที่ตาบอด (ที่บ้านไม่เคยรู้มาก่อนเพราะยายเป็นคนมาซื้อไว้) ซ฿งเจ้าหน้าที่ท่านนั้นบอกกับเราว่า คนที่รับเคสมาก็น่าจะดูรู้แล้วว่าเป็นที่ตาบอด ทำไมถึงยังรับเคสมาทำอีก (นึกถึงหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นแล้วถึงกับหัวร้อน หมดเงินไปกับเขาก็เยอะอยู่) จบเรื่องราวในวันนั้นเราไม่สามารถไถ่ถอนที่ดินจากนายทุนมาเข้ากับธนาคารได้ เรื่องจดภาระจำยอมผู้ถือกรรมสิทธิ์ไม่จดให้เรา บอกว่าให้เราไปฟ้องร้องเอาเอง จนแล้วจนรอดบ้านหลุดไปเป็นของนายทุน
เราเตรียมตัวไว้นิดหน่อยโดยการมาหาบ้านจัดสรร ทำเรื่องกู้และผ่อนรอไว้แล้ว จึงไม่เดือดร้อนมากนักในการหาที่อยู่ใหม่ ช่วงนั้นตากับแม่ไม่พูดกัน ตาบอกว่าเป็นความผิดแม่ทุกอย่าง แม่บอกว่าเงินทุกบาทแม่ก็ใช้จัดการเรื่องในบ้านไม่ได้หมดไปกับสิ่งไม่ดีเลยแล้วเปรยกลายๆว่าเป็นความผิดเราที่ไม่ช่วยส่งเงินไถ่ถอนบ้าน ตอนนั้นเรายอมรับทุกข้อกล่าวหาและพร้อมที่จะแก้ไขให้ทุกคนผ่านมันไปให้ได้ สามีก็เกือบจะไม่เข้าใจคืนที่คุยกัน เขารับไม่ได้และออกจากบ้านไป ไปนอนบ้านแม่อยู่ครึ่งคืนก็กลับมา ตอนนั้นท้องลูกคนแรกด้วยคะ สภาพจิตใจแย่มากที่สุดร้องไห้ง่ายมาก ร้องหนัก รู้สึกตัวคนเดียวมากๆ พังมากคะจิตใจตอนนั้น แต่ด้วยความกลัวว่าลูกจะได้รับความรู้สึกแย่ๆนั้นด้วย ก็ต้องฝืนตัวเอง พยายามผ่านมันไปให้ได้ในแต่ละวัน
จนเวลาผ่านไปทุกอย่างเริ่มจาง ก็ทำงานผ่อนบ้านมาเรื่อยๆ ลดกิน ลดเที่ยว ขายรถเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย มีลูกน้อยที่น่ารักเป็นกำลังใจให้เราฝ่าฟันปัญหาในแต่ละวันไปได้ โชคดีที่หลานก็ไม่ดื้อเกเร ตั้งใจเรียนในระดับดี เมื่อลูกคนโตอายุได้ขวบครึ่งเรามีลูกคนที่สอง โดยไม่รู้ตัวจนอายุครรภ์ 4 เดือนกว่า (ลูกคนแรกทานนมแม่ตลอด ประจำเดือนขาดก็ไม่ทราบ รวมถึงไม่มีอาการแพ้แต่อย่างใด) การเงินเราติดขัดมากจนเริ่มมีหนี้สิน เรามีภาระมาก มีรายจ่ายมากกว่ารายรับ เราพยายามหาทางเพิ่มรายได้เนื่องจากรายจ่ายนั้นไม่สามารถลดได้เลย (เราเลิกกินร้านนอกบ้าน เลิกเที่ยว มีซื้อของเล่นลูกบ้างประปรายไม่เกินชิ้นละ 300 บาท นานๆจะซ้อสักชิ้น) หาของมาขายออนไลน์แต่ก็ขายยากมาก ทั้งที่แต่ก่อนขายออกง่าย มีลูกค้าเยอะ ขายกับข้าวตลาดนัดก็พอขายได้แต่ตลาดก็ค่อนข้างไกลจนสามีเหนื่อยที่จะรับส่งและให้เลิกไป ลองผิดลองถูกจนคนรอบข้างมองว่าชีวิตสะเปะสะปะ แต่ในความสะเปะสะปะที่เขาเห็นนั้น มันคือความตั้งใจทั้งหมดที่เรามี ที่จะพาครอบครัวของเราผ่านอุปสรรคนี้ไปให้ได้ สุดท้ายอาชีพเสริมไม่ประสบความสำเร็จ คนในครอบครัวไม่มีใครเชื่อมั่นในตัวเรา ทุกครั้งที่เสนออะไรไปแม่และสามีก็จะบอกว่า เราทำไม่ได้หรอก มันไม่เหมาะกับเรา ไม่ใช่ทางของเรา
ทุกความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เรามักคิดและรับว่ามันคือความผิดพลาดของเราเอง เราเริ่มแก้ที่ตัวเราก่อนเสมอ จนคนรอบข้างบางครั้งก็ได้ใจ เราเจอหลายคำพูดที่บางครั้งฟังก็หน้าชา
“ทำมาหากินแบบนี้จะหมดหนี้ได้ยังไง”
“ก็เป็นแบบนี้จะเป็นแม่ที่ดีได้ไง”
“ทำแบบนี้ไม่เรียกว่ารักลูกนะ”
ก็เสียใจกันไปคะ รีบวิ่งไปหาลูก ไปหาพลังบวกให้หัวใจ
ปัจจุบันเรามีหนี้สินมาก นอกเหนือจากบ้านแล้ว ประมาน 1.5 แสน หมุนเงินไม่ทัน เงินส่งบ้านก็จะไม่พอ รู้สึกชีวิตล้มเหลว ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง คิดอะไรนิดหน่อยก็น้ำตาไหล ไม่มีสมาธิทำงาน บางครั้งลืมว่าตัวเองทำอะไรไปในช่วงเวลานั้นๆ (เราสงสัยว่าตัวเองกำลังจะเป็นโรคซึมเศร้า) แต่เรายังโชคดีมากที่เรายังมีงานประจำ ทำวันจันทร์ - ศุกร์ เสาร์ - อาทิตย์ เป็นครูสอนพิเศษโรงเรียนกวดวิชา (รายได้เพิ่มมาเล็กน้อย ยังไม่เพียงพอกับรายจ่าย) มีลูกๆสองคนเป็นแก้วตาดวงใจของเรา (แกเป็นเด็กน่ารักว่านอนสอนง่าย ไม่งอแงกวนใจให้ยายต้องเหนื่อย) ทำให้เราไม่อยากตาย ไม่กล้าคิดถึงความตาย เป็นแรงผลักดันให้เราคิดสู้เพื่อพวกแกเสมอ เราจะไม่ยอมแพ้ เราจะวางแผนค่าใช้จ่ายให้รัดกุมขึ้นและหาทางเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น
สุดท้ายนี้ เราอยากขอคำแนะนำ กำลังใจ วิธีที่จะเรียกความมั่นใจ ความเข้มแข็งกลับมา อยากทำงานให้มีประสิทธิภาพเหมือนเดิม อยากมีแนวทางชีวิตที่ชัดเจนรวมถึงอาชีพเสริมที่เราพอจะทำได้ เราอยากกลับไปเป็นเราคนเดิมคะ
**ยาวหน่อย ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบนะคะ และขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกคำติและคำแนะนำค**
ขอแสงสว่างช่วยนำทางชีวิตด้วยคะ
ถัดมาอีกปีมีหลานมาอยู่ด้วยอีก 1 คนคะ ค่าใช้จ่ายทุกอย่างเราและแม่เป็นคนจัดการ (พ่อแม่เด็กทิ้งไปไม่ลงลึกในรายละเอียดคะ) ก็อยู่กันแบบพอมีพอกินมาเรื่อยๆ จนปีถัดมาได้แต่งงานคะ
สามีเป็นผู้ชายคนแรกที่คุยด้วยตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ชั้นปี 1 จนปัจจุบันแต่งงานกัน สามีย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านแม่ ทุกอย่างดำเนินไปแบบปกติ เหมือนอย่างบ้านอื่นทั่วๆไป จนมาวันหนึ่งชีวิตพลิก
แม่บอกว่าบ้านกำลังจะถูกยึด มีเวลาอีก 7 เดือนในการหาเงินมาไถ่ ประมาณ 1.2 ล้านบาท ซึ่งเอาไปจำนองไว้กับนายหน้าขายที่ดิน เรื่องนี้เราพอทราบมาบ้าง แต่แม่ไม่ได้บอกอย่างจริงจังว่า มีหนี้สินตรงนี้จำนวนเท่าไหร่ ระยะเวลาเท่าใด ตอนนั้นมึนมากพอตั้งหลักได้คิดจะเอาบ้านเข้าธนาคาร ซึ่งไปขอเจรจากับนายทุนเค้าก็ตกลงจะช่วย รอจนกว่าจะเรียบร้อยและแนะนำเจ้าหน้าที่ธนาคารให้รู้จักเพื่อช่วยดำเนินการให้
เวลาผ่านไประหว่างที่ดำเนินการเรื่องยื่นกู้กับธนาคาร วิ่งเข้าวิ่งออกกรมที่ดิน ทุกสิ่งอย่างเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมไปถึงเรื่องสินน้ำใจกับเจ้าหน้าที่ธนาคารคนนั้น ณ วันที่ไปโอนที่กรมที่ดิน เจ้าหน้าที่ธนาคารอีกคนมามีเช็ค มีเอกสารการโอนครบถ้วน เมื่อตรวจเอกสารเหลือแค่เซ็นต์ก็จะเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ตรวจพอว่าที่ดินของเราเป็นที่ตาบอด (ที่บ้านไม่เคยรู้มาก่อนเพราะยายเป็นคนมาซื้อไว้) ซ฿งเจ้าหน้าที่ท่านนั้นบอกกับเราว่า คนที่รับเคสมาก็น่าจะดูรู้แล้วว่าเป็นที่ตาบอด ทำไมถึงยังรับเคสมาทำอีก (นึกถึงหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นแล้วถึงกับหัวร้อน หมดเงินไปกับเขาก็เยอะอยู่) จบเรื่องราวในวันนั้นเราไม่สามารถไถ่ถอนที่ดินจากนายทุนมาเข้ากับธนาคารได้ เรื่องจดภาระจำยอมผู้ถือกรรมสิทธิ์ไม่จดให้เรา บอกว่าให้เราไปฟ้องร้องเอาเอง จนแล้วจนรอดบ้านหลุดไปเป็นของนายทุน
เราเตรียมตัวไว้นิดหน่อยโดยการมาหาบ้านจัดสรร ทำเรื่องกู้และผ่อนรอไว้แล้ว จึงไม่เดือดร้อนมากนักในการหาที่อยู่ใหม่ ช่วงนั้นตากับแม่ไม่พูดกัน ตาบอกว่าเป็นความผิดแม่ทุกอย่าง แม่บอกว่าเงินทุกบาทแม่ก็ใช้จัดการเรื่องในบ้านไม่ได้หมดไปกับสิ่งไม่ดีเลยแล้วเปรยกลายๆว่าเป็นความผิดเราที่ไม่ช่วยส่งเงินไถ่ถอนบ้าน ตอนนั้นเรายอมรับทุกข้อกล่าวหาและพร้อมที่จะแก้ไขให้ทุกคนผ่านมันไปให้ได้ สามีก็เกือบจะไม่เข้าใจคืนที่คุยกัน เขารับไม่ได้และออกจากบ้านไป ไปนอนบ้านแม่อยู่ครึ่งคืนก็กลับมา ตอนนั้นท้องลูกคนแรกด้วยคะ สภาพจิตใจแย่มากที่สุดร้องไห้ง่ายมาก ร้องหนัก รู้สึกตัวคนเดียวมากๆ พังมากคะจิตใจตอนนั้น แต่ด้วยความกลัวว่าลูกจะได้รับความรู้สึกแย่ๆนั้นด้วย ก็ต้องฝืนตัวเอง พยายามผ่านมันไปให้ได้ในแต่ละวัน
จนเวลาผ่านไปทุกอย่างเริ่มจาง ก็ทำงานผ่อนบ้านมาเรื่อยๆ ลดกิน ลดเที่ยว ขายรถเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย มีลูกน้อยที่น่ารักเป็นกำลังใจให้เราฝ่าฟันปัญหาในแต่ละวันไปได้ โชคดีที่หลานก็ไม่ดื้อเกเร ตั้งใจเรียนในระดับดี เมื่อลูกคนโตอายุได้ขวบครึ่งเรามีลูกคนที่สอง โดยไม่รู้ตัวจนอายุครรภ์ 4 เดือนกว่า (ลูกคนแรกทานนมแม่ตลอด ประจำเดือนขาดก็ไม่ทราบ รวมถึงไม่มีอาการแพ้แต่อย่างใด) การเงินเราติดขัดมากจนเริ่มมีหนี้สิน เรามีภาระมาก มีรายจ่ายมากกว่ารายรับ เราพยายามหาทางเพิ่มรายได้เนื่องจากรายจ่ายนั้นไม่สามารถลดได้เลย (เราเลิกกินร้านนอกบ้าน เลิกเที่ยว มีซื้อของเล่นลูกบ้างประปรายไม่เกินชิ้นละ 300 บาท นานๆจะซ้อสักชิ้น) หาของมาขายออนไลน์แต่ก็ขายยากมาก ทั้งที่แต่ก่อนขายออกง่าย มีลูกค้าเยอะ ขายกับข้าวตลาดนัดก็พอขายได้แต่ตลาดก็ค่อนข้างไกลจนสามีเหนื่อยที่จะรับส่งและให้เลิกไป ลองผิดลองถูกจนคนรอบข้างมองว่าชีวิตสะเปะสะปะ แต่ในความสะเปะสะปะที่เขาเห็นนั้น มันคือความตั้งใจทั้งหมดที่เรามี ที่จะพาครอบครัวของเราผ่านอุปสรรคนี้ไปให้ได้ สุดท้ายอาชีพเสริมไม่ประสบความสำเร็จ คนในครอบครัวไม่มีใครเชื่อมั่นในตัวเรา ทุกครั้งที่เสนออะไรไปแม่และสามีก็จะบอกว่า เราทำไม่ได้หรอก มันไม่เหมาะกับเรา ไม่ใช่ทางของเรา
ทุกความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เรามักคิดและรับว่ามันคือความผิดพลาดของเราเอง เราเริ่มแก้ที่ตัวเราก่อนเสมอ จนคนรอบข้างบางครั้งก็ได้ใจ เราเจอหลายคำพูดที่บางครั้งฟังก็หน้าชา
“ทำมาหากินแบบนี้จะหมดหนี้ได้ยังไง”
“ก็เป็นแบบนี้จะเป็นแม่ที่ดีได้ไง”
“ทำแบบนี้ไม่เรียกว่ารักลูกนะ”
ก็เสียใจกันไปคะ รีบวิ่งไปหาลูก ไปหาพลังบวกให้หัวใจ
ปัจจุบันเรามีหนี้สินมาก นอกเหนือจากบ้านแล้ว ประมาน 1.5 แสน หมุนเงินไม่ทัน เงินส่งบ้านก็จะไม่พอ รู้สึกชีวิตล้มเหลว ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง คิดอะไรนิดหน่อยก็น้ำตาไหล ไม่มีสมาธิทำงาน บางครั้งลืมว่าตัวเองทำอะไรไปในช่วงเวลานั้นๆ (เราสงสัยว่าตัวเองกำลังจะเป็นโรคซึมเศร้า) แต่เรายังโชคดีมากที่เรายังมีงานประจำ ทำวันจันทร์ - ศุกร์ เสาร์ - อาทิตย์ เป็นครูสอนพิเศษโรงเรียนกวดวิชา (รายได้เพิ่มมาเล็กน้อย ยังไม่เพียงพอกับรายจ่าย) มีลูกๆสองคนเป็นแก้วตาดวงใจของเรา (แกเป็นเด็กน่ารักว่านอนสอนง่าย ไม่งอแงกวนใจให้ยายต้องเหนื่อย) ทำให้เราไม่อยากตาย ไม่กล้าคิดถึงความตาย เป็นแรงผลักดันให้เราคิดสู้เพื่อพวกแกเสมอ เราจะไม่ยอมแพ้ เราจะวางแผนค่าใช้จ่ายให้รัดกุมขึ้นและหาทางเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น
สุดท้ายนี้ เราอยากขอคำแนะนำ กำลังใจ วิธีที่จะเรียกความมั่นใจ ความเข้มแข็งกลับมา อยากทำงานให้มีประสิทธิภาพเหมือนเดิม อยากมีแนวทางชีวิตที่ชัดเจนรวมถึงอาชีพเสริมที่เราพอจะทำได้ เราอยากกลับไปเป็นเราคนเดิมคะ
**ยาวหน่อย ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบนะคะ และขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกคำติและคำแนะนำค**