อัศวินเทเลอร์กับอาณาจักรแอตแลนติส...บทที่ 6 – ความลับของกลอเรีย (Part 1)

กระทู้สนทนา
บทที่ 6 – ความลับของกลอเรีย

          “พาคนมาเยอะเชียวนะ อัศวินเทเลอร์” เสียงกลอเรียดังขึ้น
          “ฉันอธิบายได้ เมื่อกี้เรากำลังถูกตามล่าและ...”
          ผมหันไปที่เสียง กลอเรียยืนอยู่ข้างหน้าเทรซี่และไมลีย์ มีชายหกคนสวมโอเวอร์โค้ทสีดำยืนอยู่หลังสุด แม้ในบางครั้ง ผมจะมองโลกที่เป็นอยู่ในแง่ร้ายอยู่บ้าง แต่สำหรับตอนนี้ ผมอยากจะเปลี่ยนทัศนคติคิดว่าเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นเรื่องดี

          “เกิดอะไรขึ้น กลอเรีย”
          ผมถามเมื่อสีหน้าของเพื่อนและพี่ไม่สู้ดีนัก ชายสามคนก้าวเท้าเดินมายังพวกเราด้วยท่าทางไม่เป็นมิตร แต่พวกเขาไม่มีอาวุธ กระนั้นเคมีระหว่างกันก็ทำให้ผมถอยหลังออกโดยไม่ต้องคิดเยอะ กลอเรียยิ้มและมองดูพวกเขาที่กำลังปลุกอารมณ์หวาดกลัวของพวกเราหน้าตาเฉยจนเชนนิ่งตัดสินใจยกปืนขึ้น
          “หยุด ไม่งั้นฉันยิงแน่” เชนนิ่งขู่
          หนึ่งในเพียงสะบัดมือ ปืนของเชนนิ่งก็กระเด็นออกจากมืออย่างรวดเร็ว ในวินาทีที่ผมตะลึงอยู่นั้น พลางคิดว่ากลอเรียเป็นอะไร เชนนิ่งก็ตะโกนลั่นให้พวกเราหนีและกระโจนเข้าหาชายฉกรรจ์ที่เข้ามา แมทกระชากแขนผมออกวิ่งด้วยเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว แม้ผมจะไม่ได้หันกลับมามอง แต่ผมก็รู้ว่าเชนนิ่งและคนที่เหลือยังอยู่ตรงนั้น ถึงแม้ในใจผมคิดจะอยากกลับไปช่วย แต่อาการทางกายภาพของผมมีแค่ท้องไส้ปั่นป่วนกับการสับฝีเท้าตามแมทในตอนนี้

          เสียงกลอเรียตะโกนไล่หลังมาให้วุ่นวาย และชั่วอึดใจแมทก็สะดุดหกล้มพร้อมกับแส้สีทองที่มัดขาเขา เขาล้มลงบนพื้นพร้อม ๆ กับผมที่ม้วนตัวคลุกฝุ่นเมื่อข้อเท้าของผมถูกเชือกสีเงินมัด จากตรงนี้ ผมเห็นสีหน้ากลอเรียที่ยิ้มแทบจะถึงใบหูกาง ๆ ของเธอ ชายร่างใหญ่ลากแมทและผมไปกองรวมกับเชนนิ่งอย่างง่ายดาย แทบจะไม่ต้องออกแรงแต่อย่างใด

          “เธอหลอกพวกเรา” แมทเงยหน้าตะโกน “ฉันไม่น่าไว้ใจเธอเลย”
          กลอเรียได้แต่ส่งสายตาซาบซึ้งไปยังแมทซึ่งกำลังดิ้นพล่าน ๆ อยู่กับพื้น เธอยิ้มเยาะและชื่นชมกับผลงานของตัวเองอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะพูดว่า
          “อันที่จริง ฉันก็ไม่รู้ว่าจะเป็นนายหรอกนะ เทเลอร์...ชายหนุ่มที่เข้าห้องสมุดทุก ๆ อาทิตย์แบบนี้ จนวันนั้นที่เธอหอบหนังสือแล้วโกหกบรรณารักษ์ห้องสมุด ออร่าของอัศวินที่ปรากฏก็แทบทำให้ฉันอยากจะลงมือจัดการแกตัวแทบสั่น”
          “แล้วทำไมแกไม่ทำ”
          “ก็เพราะไอ้มนต์โบราณงี่เง่าที่อยู่รอบตัวแกนี่สิ ที่ทำให้ฉันต้องลากแกเข้ามาในนี้”
          
          ผมเจ็บจี๊ดในใจแทบอยากจะก้มหน้ารับความตายที่เธอกำลังจะหยิบยื่นให้ ทั้งหมดเป็นแผน บนโลกที่เราจากมาต่างหากที่จะทำให้ผมปลอดภัย เสียงเตือนในนิมิตที่ผมฝันพยายามบอกสิ่งนี้ แต่ผมไม่ได้สนใจมัน กลอเรียไม่พูดอะไร เธอยิ้มที่มุมปากเย้ยหยัน กวาดสายตามองเราทุกคนด้วยความสะใจราวกับว่ามันกำลังจะจบลง เธอเดินมากระชากตัวผมลุกขึ้นและปราดตามองคนที่เหลืออีกรอบ
          “เรามีคนบาดเจ็บนี่ ฉันจะรักษาให้ละกัน จะได้ไม่ต้องทรมานอีกต่อไป”
          เธอทิ้งผมที่ไร้ความสามารถในการทรงตัวลงกับพื้นและจ้องไปที่มิลเชลแทน ชายอีกคนที่มากับเราพยายามขัดขืนแต่เขาไม่สามารถแก้เชือกได้ อันที่จริงพวกเรามองไม่เห็นเชือกสีเงินที่พวกเขาใช้มัดเราก่อนหน้านี้เลยด้วยซ้ำ
เธอนั่งลงข้าง ๆ มิเชล กรีดมือของเธอด้วยมือสั้นที่เธอพก ใช้มือที่เปื้อนด้วยเลือดนั่นแตะไปที่หน้าผาก ริมฝีปากเธอกระตุกเล็กน้อยตอนที่เธอเผยอ และกระซิบแต่ยังเสียงดัง

          “ไซยาส ดูเอติ”
          นอกจากลมกรรโชกใหญ่ที่พัดผ่านไป มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ร่างของมิเชลยังคงแน่นิ่ง ร่างของเธอไม่ไหวติงแม้แต่อกที่กระเพื้อมด้วยลมหายใจ เสียงแพทริเซียร้องเรียกเพื่อนของเธออย่างมีความหวัง แต่ทุก ๆ ครั้งที่ชื่อของมิเชลหลุดออกมา แววตาของแพทริเซียก็เริ่มเศร้าหมองลงไปทุกที
          “แพทริค...” แพทริเซียคร่ำครวญ แพทริคพยายามใช้ไหล่กระทุ้งมิเชลหวังให้เธอขยับ แต่เธอนอนสงบนิ่งเพราะร่างกายนั่นได้ไร้วิญญานไปแล้ว กลอเรียได้แต่ยิ้มด้วยความพอใจกับผลงานของตัวเอง
          “การฆ่าที่หมดจด” กลอเรียแสยะยิ้ม
          “นังชั่ว” แพทริเซียสบถเสียงดัง
          “มันคือการเสียสละ” รอยยิ้มบนใบหน้าของกลอเรียเลือนหายไป เธอมองไปยังแพทริเซียด้วยสายตาที่น่าขยะแขยง และผมก็รู้ทันทีว่าเธอกำลังจะทำอะไร
          “ได้โปรดกลอเรีย อย่าทำเธอ เธอไม่เกี่ยว”
          กลอเรียแค่ชำเลืองด้วยสายตาที่ชั่วร้ายดูผมร้องขอชีวิต  แม้เทรซี่หรือแมทจะพยายามพูดเกลี่ยกล่อม หลังจากที่พอจะเดาเหตุการณ์ข้างหน้าออกว่ารายต่อไปจะเป็นใคร แต่นี่ไม่ใช่กลอเรียที่เรารู้จัก เธอไม่ฟัง
          เธอไม่ได้กรีดเลือดบนมือ เธอพ่นลมหายใจแรงและเน้นคำสาปเสียงดัง
          “ไซยาส...”
          “พรอส เต โคร เตส”
          เสียงหนึ่งดังลั่นมาจากอีกฝั่งของป่า ก่อนที่กลอเรียจะทันร่ายคำสาปจบ คลื่นอากาศที่เหมือนลูกกระสุนวิ่งตรงมาที่แพทริเซียด้วยความรวดเร็ว และเกิดเป็นระฆังใส ๆ ก็ห่อหุ้มร่างกายของเธอไว้ และอีกหลายเสียงดังขึ้น ระฆังเวทมนตร์ก็วิ่งตรงมาห่อหุ้มร่างกายพวกเราทุกคนไว้ พันทนาการจากเชือกสีเงินที่มองไม่เห็นก็หายไป

          “พวกผู้พิทักษ์”
          กลอเรียสบถเสียงดังและร่ายมือของเธอพร้อมหลับตา เพียงเธอผายมือออก ก็เกิดกลุ่มควันกลมสีแดงลอยอยู่กลางอากาศ มันระเบิดออกและกลายเป็นสิงโตตัวใหญ่หลายร่างกระโจนเข้าหาชายกลุ่มนั้น

          คลื่นกระสุนลูกหนึ่งจากชายร่างเล็กพุ่งชนสิงโตของกลอเรียด้วยความรวดเร็วและเมื่อทั้งสองปะทะกัน ก็เกิดเป็นประกายไฟสีแดงระเบิดราวกับพลุที่เฉลิมฉลองในวันชาติ คลื่นกระสุนหลายลูกวิ่งมาจากชายอีกคน แต่คราวนี้สิงโตของกลอเรียเลี้ยวตัวหลบทันและมันก็ใช้ฝ่าเท้าตะบบเข้าไปที่ชายคนนั้นอย่างร้ายกาจ แม้ว่าชายคนนั้นจะสามารถม้วนตัวลงกับพื้นเพื่อหลบกรงเล็บที่แหลมคมได้ แต่สิงโตก็ใช้หางของมันฟาดไปที่ชายร่างนั้นกระเด็นจนสลบแน่นิ่งไป บัดนี้ทั้งสองฝ่ายเริ่มร่ายเวทมนตร์ต่อสู้กันอย่างดุเดือด เมื่อคลื่นอากาศที่ถูกร่ายออกมาสัมผัสกับต้นไม้ ความรุนแรงของมันทำให้ต้นไม้บางต้นโค่นลง แต่มันก็ไม่ได้ทำให้คนของกลอเรียตื่นตระหนกแต่อย่างใด พวกเขาแค่ถอยร่นเข้าป่าด้านในไปเรื่อย ๆ เพียงไม่กี่นาที ชายกลุ่มนั้นสามารถยึดที่ตรงนั้นได้ แต่ก็ไม่สามารถจับกลอเรีย เธอก็ได้ชิงหายตัวไปก่อน ทิ้งให้ชายห้าคนวิ่งเข้าป่าหนีตายไปอย่างทุลักทุเล หนึ่งในนั้นร่ายคาถาเกิดเป็นควันสีทองห่อหุ้มร่างกายและหายตัวไปเมื่อควันสลายเช่นกัน
          เมื่อเห็นว่าปลอดภัยดีแล้ว พวกเขาจึงวางกำลังคลุมพื้นที่ไว้ เชนนิ่งกับไมลีย์คงไม่แปลกใจกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเพราะพวกเขาได้เห็นเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้ที่โรงแรมในกรุงปารีส แต่สำหรับนักท่องเที่ยวหญิงสาวและชายหนุ่มที่ตามเรามา เขาดูตกใจกับเหตุการณ์เมื่อกี้ไม่น้อย
          “เพส เตอ ริ โอ้”
          ชายคนหนึ่งในกลุ่มร่ายมนตร์มายังพวกเรา เกิดเป็นประกายระยิบระยับสีทองด้านบน มันกำลังสลายระฆังเวทมนตร์สีขาว
          “ขอบคุณครับ”

          ผมพูดกับชายตรงหน้า เขาสวมเสื้อผ้าธรรมดาอย่างที่แมทเล่าแต่ออกจะดูโบราณนิด ๆ ชายคนนั้นไม่ตอบอะไร เขาแค่กวาดสายตามองไปยังไมลีย์กับเทรซี่ที่วิ่งมาหาผมและเชนนิ่ง แมทที่กำลังลุกขึ้น และแพทริเซียกับแพทริควิ่งไปยังร่างของมิเชล สาวผิวดำที่ใบหน้าของเธอสงบนิ่งราวเจ้าหญิงนิทรา
แพทริเซียได้แต่ร่ำไห้และกอดร่างนั้นแน่นในอ้อมแขนขณะที่แพทริคค่อย ๆ โอบไหล่ของเธออย่างทะนุถนอม มันเป็นภาพที่สุดแสนจะปวดร้าว สำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยแต่ต้องมาเจอกับการสูญเสียแบบนี้ ผมเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาเป็นอย่างดี การที่เราต้องเสียคนรักของเราไปโดยที่เราไม่รู้สาเหตุ มันเจ็บปวดแค่ไหน
          “พวกเจ้าเป็นใคร” ชายฉกรรจ์ตรงหน้าถามพวกเราเมื่อเวลาผ่านไปได้สักครู่ เขากวาดสายตามองรอบ ๆ เหมือนกับพวกเราเป็นตัวประหลาด
          “ผม...” ผมลังเลครู่หนึ่ง “...แฮร์รี่ ผมชื่อแฮร์รี่” เทรซี่มองหน้าผม เหมือนกำลังถามว่าผมทำบ้าอะไรอยู่ ผมอยากจะอธิบายให้เธอฟังว่าตอนนี้พวกเราไว้ใจใครไม่ได้แล้ว
          “ทำไมเจ้ามาอยู่ที่นี่ แฮร์รี่”
          “คือพวกเรากำลังเที่ยวที่สโตนเฮนจ์ แล้วมีชายแก่คนหนึ่งเดินมาพูดภาษาอะไรที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน แล้วพวกเราทั้งหมดก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย รู้อีกทีก็มาอยู่ที่นี่แล้ว” ผมโกหก
          “สโตนเฮนจ์” ชายฉกรรจ์ทวนคำพูดพร้อมและท่าทางเหมือนพยายามคิดว่าอะไรคือสโตนเฮนจ์ “พวกเจ้ามาจากเอเธนส์ใช่ไหม”
          “อันที่จริง ผมมาจากอเมริกา” ชายคนนั้นเลิกคิ้ว
          “อเมริกาอยู่ใกล้ ๆ กับเอเธนส์นั่นแหละ” ผมบอก
          ชายร่างใหญ่ที่มีใบหน้าสวยงามแต่มีรอยขีดข่วนหรี่ตามองผมอย่างสงสัย เขามีผมสีดำสนิทและกล้ามแขนที่กำยำ แต่แววตากลับตรงกันข้าม มันดูอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด
          “แล้วทำไมกลอเรียถึงต้องฆ่าพวกเจ้าด้วย”
          “พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกันครับ”
          ชายคนนั้นมองหน้าชายอีกคนในกลุ่มพร้อมพูดภาษาอะไรที่ฟังแล้วก็ไม่รู้เรื่อง ผมเดาว่ามันคงเป็นภาษาของที่นี่แต่มันก็น่าแปลกที่เขาก็ยังสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดีเช่นกัน
          “ข้าชื่อไพน์ ข้าจะพาเจ้าไปยังที่พักของข้าก่อน จากนั้นพวกข้าจะหาวิธีส่งตัวพวกเจ้าไปยังที่ที่พวกเจ้าจากมา”
          เขาพยักหน้าให้กับคนในกลุ่ม แล้วทั้งหมดก็ไล่ต้อนพวกเราให้เกาะกลุ่มกัน โดยที่พวกเขาคุ้มภัยอยู่รอบนอก แพทริเซียได้อ้อนว้อนให้นำร่าง มิเชล เพื่อนของเธอไปด้วยแต่ก็ได้รับการปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม ไพน์พึมพำคาถา ทำให้ร่างมิเชลที่แน่นิ่งลอยขึ้น ไฟสีเขียวลุกโชติช่วงบนร่างเธอ ไม่มีเถ้าถ่านที่ได้จากการไหม้ร่างนี้ มีเพียงแต่กลุ่มควันรูปเป็นใบหน้าของมิเชล เธอยิ้มให้กับพวกเราอย่างสงบก่อนที่จะสลายไปในอากาศ ทำให้แพทริเซียสะอื้นหนักกว่าเก่าพร้อม ๆ กับการปาดน้ำตาของแพทริค

          พวกเราเดินตามชายกลุ่มนี้ไปเรื่อย ๆ เข้าไปในป่าทึบที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่สูงราว ๆ สามสิบฟุต อากาศค่อนข้างเย็นและทึบไปด้วยหมอกบาง ๆ แน่นอน ผมรู้สึกคุ้นเคยกับที่นี่เป็นอย่างดีเพราะผมเคยเห็นป่าที่นี่เมื่อตอนที่ผมเข้ามาแอตแลนติสในความฝัน แม้ว่าในความฝันจะให้ความรู้สึกทึ่งกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ แต่ตอนนี้ ผมกลับรู้สึกหวาดกลัวมันอย่างบอกไม่ถูก เราเดินมาได้ไกลพอควร และไพน์ก็หยุดเดินกะทันหัน เขากวาดสายตาไปเพื่อใช้สมาธิฟังเสียงที่เกิดขึ้นรอบตัว
          “พวกเจ้ามารวมกลุ่มกันใกล้ ๆ” เขาสั่งด้วยเสียงกระซิบแต่สายตายังกวาดมองรอบทิศ เมื่อได้จังหวะ เขาพยักหน้าให้ชายอีกคนเดินเข้ามาในกลุ่ม
          “พวกเจ้าจับมือกันไว้ อย่าปล่อยมือเป็นอันขาด” ไพน์สั่ง ผมจึงรีบคว้ามือของแมทและเชนนิ่งไว้ มือของเขาทั้งสองเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและเย็นเฉียบหมือนศพ
          “เขากำลังจะทำอะไรน่ะ” แมทถามผมด้วยเสียงแผ่วเบาที่แทบจะไม่ได้ยิน
          “ฉันก็ไม่รู้”
          “มอส เวอร์” ชายคนที่อยู่ในกลุ่มเราสบถคาถาออกมาเป็นเสียงกระซิบแต่ยังคงให้พวกเราได้ยิน และหมอกสีทองก็เริ่ม ห่อหุ้มร่างพวกเราไว้จากเท้าจรดหัวอย่างช้า ๆ และผมก็รู้ทันทีว่าเรากำลังจะหายตัว นอกหมอกนั่น ไพน์และพรรคพวกที่เหลือร่ายเวทมนตร์เกิดเป็นโล่สีทอง ดาบและอุปกรณ์การต่อสู้ หมอกสีทองเริ่มหนาขึ้นจนบดบังทัศนียภาพข้างหน้า ชายคนนั้นกำชับไม่ให้เราปล่อยมือออกจากกันและเดินออกจากกลุ่มหมอกเป็นอันขาด
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่