“ในตอนนี้ เมื่อไม่มีใครเห็นว่า คำถามในแท็กสำคัญจะต้องเปลี่ยน เช่นนั้น พวกเราก็ไม่ควรจะยกศัพท์ แก่ที่ใด ที่ไหน ในที่ใหม่ แต่ควรจะเลือกตอบอธิบาย ไปตามคำถามที่ปรากฏมาแล้ว ในวันนี้.”
อธิบาย เทียบศัพท์ “ทิฏฐิ”
“ลงว่า การแล่นไปสู่ ความเทียบเคียง ถึงมโนมัย ถึงความปรากฏธรรมแห่งระหว่าง ของระหว่าง ในระหว่างประโยค ในระหว่างคำ หรือในระหว่างอักขระพยัญชนะ, สัมประยุตธรรม ในธรรม ประกอบตนอันไม่มีระหว่างคั่น กะธรรมนั้น, แล้วถือเอาไว้ได้โดยสาระ
เป็นสัจจะ คือเป็นจริง เมื่อเป็นจริงกับสิ่งทางตา จนถึงสงบลงได้ พึงเรียกว่า ฌานจักษุ, อนึ่งนี้เรื่อยไป ในทวารก ธรรมะสันติ ที่๒, ที่๓, ที่๔, ที่๕, ที่... เมื่อ มโนทวาร เป็นจริงกับสิ่งทางใจ จนสงบลงได้เพราะสิ่งทางใจ ก็พึงเรียกว่า ฌานทิฏฐิอันล่วงเข้าสู่ บทแห่งปฏิสัมภิทา และญาณทั้งหลาย
ดั่งนี้ เรียกว่า บรรลุสาระ หากใครกระทำสมาธิ อยู่ซึ่งสมาธิ ก็ชื่อว่าบรรลุสมาธิสาระ ท่านกล่าวว่า เป็นถึงสุตญาณพร้อม, ดั่งนี้ เราก็อาจให้เห็นได้แล้วว่า การบรรลุ (ซึ่ง) สาระ นั้น จึงจัดว่า เป็นสัมมาทิฏฐิ.”
“ก็แต่การบรรลุสัจจะ ในทาง ตา หู เป็นต้น อันไม่เป็นพวกด้วย กับธรรมแห่งระหว่าง ไม่ถือเอาสาระไว้ได้เลย ก็ไม่เรียกว่า ได้น้อมตน ไปสู่การบรรลุบทแห่งสัจจะ ที่คือบทยิ่ง ซึ่ง สรุปสารูป นั้น ด้วยธรรมทั้งปวง ด้วยธรรมทั้งหลาย, ด้วยสารูป ท่านกล่าวให้เห็น ว่า “คนได้บรรลุถึงความเป็นเองซึ่งสาระ” (อ้าง. สุตญาณ คือ สมาธิสาระ, ฉบับ มมร ๔๗/๒๘๒/๑๑).”
อธิบาย เทียบบท ว่า
“ข้อดังนี้ หากจะไม่ทำรีเสิร์ช แล้ว ยกตอบ ก็จะต้องเบาไป การเบาไป แล้วเราจะเสนอให้เป็น คำตอบ คำถามในแต่ละข้อ ๆ ก็จะไม่ดีนัก เพราะการเทียบเคียงนั้น จะไม่มีกำลังที่เพียงพอ แก่คนที่หนัก, แล้วเพราะว่า คนที่ต้องแบกรับทุกสิ่งนั้น ต้องได้กำลังที่หนัก ฉะนั้น ต้องบรรลุทิฏฐิและสัจจะที่หนัก แล้วเกิดเป็นวัตถุ ส่งหทัยวัตถุไป เป็นสิ่งที่หนัก ที่จะมีความพร้อมสมบูรณ์ ต่อไปได้, ปัญญาซึ่งความรู้แจ้งแห่งเนื้อความ ย่อมเกิดมาจาก ความน้อมไป (อ่อนน้อม) ความไม่ริษยา และการศึกษาโดยเคารพ ซึ่งภาษิตสาระ ในสาระในนั้น เพราะ ความหมาย”
กันยายน 24, 2561 อธิบาย เทียบศัพท์ “ทิฏฐิ”
อธิบาย เทียบศัพท์ “ทิฏฐิ”
“ลงว่า การแล่นไปสู่ ความเทียบเคียง ถึงมโนมัย ถึงความปรากฏธรรมแห่งระหว่าง ของระหว่าง ในระหว่างประโยค ในระหว่างคำ หรือในระหว่างอักขระพยัญชนะ, สัมประยุตธรรม ในธรรม ประกอบตนอันไม่มีระหว่างคั่น กะธรรมนั้น, แล้วถือเอาไว้ได้โดยสาระ
เป็นสัจจะ คือเป็นจริง เมื่อเป็นจริงกับสิ่งทางตา จนถึงสงบลงได้ พึงเรียกว่า ฌานจักษุ, อนึ่งนี้เรื่อยไป ในทวารก ธรรมะสันติ ที่๒, ที่๓, ที่๔, ที่๕, ที่... เมื่อ มโนทวาร เป็นจริงกับสิ่งทางใจ จนสงบลงได้เพราะสิ่งทางใจ ก็พึงเรียกว่า ฌานทิฏฐิอันล่วงเข้าสู่ บทแห่งปฏิสัมภิทา และญาณทั้งหลาย
ดั่งนี้ เรียกว่า บรรลุสาระ หากใครกระทำสมาธิ อยู่ซึ่งสมาธิ ก็ชื่อว่าบรรลุสมาธิสาระ ท่านกล่าวว่า เป็นถึงสุตญาณพร้อม, ดั่งนี้ เราก็อาจให้เห็นได้แล้วว่า การบรรลุ (ซึ่ง) สาระ นั้น จึงจัดว่า เป็นสัมมาทิฏฐิ.”
“ก็แต่การบรรลุสัจจะ ในทาง ตา หู เป็นต้น อันไม่เป็นพวกด้วย กับธรรมแห่งระหว่าง ไม่ถือเอาสาระไว้ได้เลย ก็ไม่เรียกว่า ได้น้อมตน ไปสู่การบรรลุบทแห่งสัจจะ ที่คือบทยิ่ง ซึ่ง สรุปสารูป นั้น ด้วยธรรมทั้งปวง ด้วยธรรมทั้งหลาย, ด้วยสารูป ท่านกล่าวให้เห็น ว่า “คนได้บรรลุถึงความเป็นเองซึ่งสาระ” (อ้าง. สุตญาณ คือ สมาธิสาระ, ฉบับ มมร ๔๗/๒๘๒/๑๑).”
อธิบาย เทียบบท ว่า
“ข้อดังนี้ หากจะไม่ทำรีเสิร์ช แล้ว ยกตอบ ก็จะต้องเบาไป การเบาไป แล้วเราจะเสนอให้เป็น คำตอบ คำถามในแต่ละข้อ ๆ ก็จะไม่ดีนัก เพราะการเทียบเคียงนั้น จะไม่มีกำลังที่เพียงพอ แก่คนที่หนัก, แล้วเพราะว่า คนที่ต้องแบกรับทุกสิ่งนั้น ต้องได้กำลังที่หนัก ฉะนั้น ต้องบรรลุทิฏฐิและสัจจะที่หนัก แล้วเกิดเป็นวัตถุ ส่งหทัยวัตถุไป เป็นสิ่งที่หนัก ที่จะมีความพร้อมสมบูรณ์ ต่อไปได้, ปัญญาซึ่งความรู้แจ้งแห่งเนื้อความ ย่อมเกิดมาจาก ความน้อมไป (อ่อนน้อม) ความไม่ริษยา และการศึกษาโดยเคารพ ซึ่งภาษิตสาระ ในสาระในนั้น เพราะ ความหมาย”