พลันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศเขตเลือกตั้งและจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่พึงมีของแต่ละจังหวัดรวมทั้งสิ้น 350 คน ตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2560 ประกาศใช้
โดยจำนวน ส.ส. 350 คน ลดลง 25 คน เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำหนดให้มี ส.ส. 375 คน ซึ่งจำนวน ส.ส.ที่ลดลง 25 คน กระจายอยู่ใน 25 จังหวัดทั่วประเทศ
แบ่งเป็นภาคเหนือเดิมมี ส.ส. 36 คน ลดเหลือ 33 คน ลดลง 3 คน ภาคอีสานเดิมมี ส.ส. 126 คน ลดเหลือ 116 คน ลดลง 10 คน ภาคกลางเดิมมี ส.ส. 82 คน ลดเหลือ 76 คน ลดลง 6 คน ภาคใต้เดิมมี ส.ส. 53 คน ลดเหลือ 50 คน ลดลง 3 คน และกรุงเทพมหานคร เดิมมี ส.ส. 33 คน ลดเหลือ 30 คน ลดลง 3 คน
หากจะโฟกัสพื้นที่และจังหวัดที่จำนวน ส.ส.ลดลง พบว่ามีกระจายไปทั่วทุกภาค ซึ่งเป็นฐานเสียงของ ส.ส.ในของพรรคใหญ่ อย่างพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน เป็นฐานเสียงใหญ่ของ “พรรคเพื่อไทย (พท.)” ทั้งสองภาคดังกล่าวมี ส.ส.ลดลงไปถึง 13 เก้าอี้
ขณะที่พื้นที่ภาคใต้และกรุงเทพมหานคร ฐานเสียงสำคัญของ “พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)” มี ส.ส.ลดลง 6 ที่นั่ง
ส่วนพื้นที่ภาคกลาง เป็นฐานเสียงของทั้งพรรคใหญ่และพรรคขนาดกลาง ที่มีสัดส่วนในการแชร์เก้าอี้ ส.ส. มีจำนวน ส.ส.ลดลงไป 6 คน
แน่นอนด้วยจำนวน ส.ส.เขตที่ลดลง ย่อมมีผลต่อการจัดทัพ ปรับกลยุทธ์วางตัวบุคคลสู้ศึกเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในห้วงปี 2562 เพราะด้วยระบบเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่ใช้บัตรใบเดียว ชี้ขาดผลการเลือกตั้งทั้ง ส.ส.แบบเขต และแบบบัญชีรายชื่อ จะไม่ใช่บัตรเลือกตั้งแบบ 2 ใบ ที่ให้ทางเลือกกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เลือกคนที่ใช่กับพรรคที่ชอบอีกต่อไป
การเฟ้นตัวผู้สมัคร ส.ส.ในแต่ละเขต ของแต่ละพรรค คงต้องละเอียดและรัดกุมยิ่งขึ้น แต่ละค่ายแต่ละพรรคต้องพุ่งเป้าไปที่สเปกผู้สมัคร ส.ส.ที่มีทั้งคะแนนนิยมในตัวเอง มาช่วยสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคที่สังกัดด้วย
ส่วนจำนวน ส.ส.ที่ลดลงในแต่ละพื้นที่นั้น จะกระทบต่อคะแนนเสียงและจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคจะได้ในการเลือกตั้ง มากน้อยเพียงใดนั้น ในมุมมองของ รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า การลดเขตเลือกตั้งไม่ได้มีผลกระทบหรือเป็นปัจจัยที่ทำให้พรรคการเมืองใด ได้เปรียบหรือเสียเปรียบไปมากกว่ากัน เพราะเป็นธรรมดาที่เมื่อมีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่แล้วจะทำให้จำนวน ส.ส.มีการเปลี่ยนแปลง และเหตุผลที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคที่มีจำนวนเขตเลือกตั้งลดลงมากที่สุด ก็เพราะภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี ส.ส.แบบแบ่งเขตมากที่สุด แต่หากเปรียบเทียบเป็นสัดส่วนจะพบว่า จังหวัดที่มีจำนวนเขตเลือกตั้งลดลงมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร จากเดิม 33 เหลือ 30 เขต คิดเป็น 9 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาจึงเป็นภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ ขณะที่ภาคตะวันออกและภาคตะวันตกนั้นไม่ลดลงเลย
ดังนั้น ตัวแปรที่แท้จริงจะต้องแยกดูเป็นรายจังหวัดว่าในจังหวัดนั้นๆ แต่เดิมเป็นพื้นที่ของใคร เช่น แม้ ส.ส.แบบแบ่งเขตในภาคใต้ลดลง 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้า จ.ตรัง ซึ่งเดิมมี ส.ส.แบบแบ่งเขต 4 คน ลดเหลือ 3 คน พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องดูว่า ส.ส.ที่หายไป 1 คนนั้นจะนำไปลงตรงไหนเพราะเขาเป็นเจ้าของพื้นที่เดิม และถ้าหาที่ให้เขาไม่ได้ก็อาจทำให้เกิดความขัดแย้ง
เมื่อถามว่า 2 พรรคใหญ่อย่างเพื่อไทยและประชาธิปัตย์จะยังเป็นพรรคอันดับ 1 และ 2 ที่ไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากกติกานี้หรือไม่ รศ.ดร.สิริพรรณวิเคราะห์ว่า ได้รับผลกระทบแน่นอน คือ จะได้จำนวน ส.ส.ลดลง แต่จะยังเป็น 2 พรรคใหญ่ที่ได้คะแนนมากที่สุดในการเลือกตั้งครั้งหน้าอยู่ดี ส่วนพรรคอื่นก็กระจัดกระจาย ไม่สามารถเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเองได้ หากไม่ไปรวมกับคะแนนของ ส.ว.
ถามต่อไปถึงโอกาสชนะเลือกตั้งถล่มทลายของพรรคเพื่อไทย รศ.ดร.สิริพรรณระบุว่า เพื่อไทยจะยังคงเป็นพรรคอันดับ 1 แต่ไม่เชื่อว่าจะมีพรรคใดได้เกิน 250 ที่นั่ง เพราะที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยจะได้คะแนนประมาณ 15 ล้านเสียง ขณะที่จำนวนประชากรของไทยมีประมาณ 66 ล้านคน มีผู้ออกมาใช้สิทธิ 33 ล้านคน ดังนั้น 15 ล้านเสียงจึงไม่ถึงครึ่ง ทำให้ไม่น่าจะเรียกว่าการชนะอย่างถล่มทลายได้ อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับว่าจะตีความการชนะแบบแลนด์สไลด์ (Landslide) หรือแอฟวาแลนซ์ (Avalanche) ไว้ที่กี่ที่นั่ง นอกจากนี้ ยังเห็นต่างว่าพรรคพลังประชารัฐจะไม่สามารถขึ้นมาเป็นพรรคอันดับ 2 แทนประชาธิปัตย์ได้ตามที่มีบางฝ่ายคาดการณ์
“ถามว่าในการกวาดต้อนหรือดูดผู้สมัครของพลังประชารัฐนั้น เขาได้คนที่เคยเป็น ส.ส.เขตเดิมหรือเปล่า ความจริงคือเขาไม่ได้ เพราะ ส.ส.เขตเดิมจำนวนมากยังอยู่กับเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐได้ ส.ส.เกรดบี เกรดซี ซึ่งเขาก็ไม่ได้รังเกียจเพราะต้องการนำมารวมเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่ก็จะได้ไม่มากพอเพราะ ส.ส.บัญชีรายชื่อมีเพียง 150 คน ซึ่งต้องถูกแบ่งไปให้พรรคอื่นด้วย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับอดีต ส.ส.ของเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์จะไปร่วมด้วยกับเขามากน้อยแค่ไหน” รศ.ดร.สิริพรรณระบุ
ส่วนพรรคใดจะเข้าวิน คว้าชัยศึกเลือกตั้ง ส.ส.ในปี 2562 นั้น อีกไม่นานเกินรอ จะได้รู้แน่
JJNY : ส่องเขต ส.ส.ใหม่ พรรคไหนได้-เสีย ในศึกเลือกตั้ง '62
โดยจำนวน ส.ส. 350 คน ลดลง 25 คน เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำหนดให้มี ส.ส. 375 คน ซึ่งจำนวน ส.ส.ที่ลดลง 25 คน กระจายอยู่ใน 25 จังหวัดทั่วประเทศ
แบ่งเป็นภาคเหนือเดิมมี ส.ส. 36 คน ลดเหลือ 33 คน ลดลง 3 คน ภาคอีสานเดิมมี ส.ส. 126 คน ลดเหลือ 116 คน ลดลง 10 คน ภาคกลางเดิมมี ส.ส. 82 คน ลดเหลือ 76 คน ลดลง 6 คน ภาคใต้เดิมมี ส.ส. 53 คน ลดเหลือ 50 คน ลดลง 3 คน และกรุงเทพมหานคร เดิมมี ส.ส. 33 คน ลดเหลือ 30 คน ลดลง 3 คน
หากจะโฟกัสพื้นที่และจังหวัดที่จำนวน ส.ส.ลดลง พบว่ามีกระจายไปทั่วทุกภาค ซึ่งเป็นฐานเสียงของ ส.ส.ในของพรรคใหญ่ อย่างพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน เป็นฐานเสียงใหญ่ของ “พรรคเพื่อไทย (พท.)” ทั้งสองภาคดังกล่าวมี ส.ส.ลดลงไปถึง 13 เก้าอี้
ขณะที่พื้นที่ภาคใต้และกรุงเทพมหานคร ฐานเสียงสำคัญของ “พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)” มี ส.ส.ลดลง 6 ที่นั่ง
ส่วนพื้นที่ภาคกลาง เป็นฐานเสียงของทั้งพรรคใหญ่และพรรคขนาดกลาง ที่มีสัดส่วนในการแชร์เก้าอี้ ส.ส. มีจำนวน ส.ส.ลดลงไป 6 คน
แน่นอนด้วยจำนวน ส.ส.เขตที่ลดลง ย่อมมีผลต่อการจัดทัพ ปรับกลยุทธ์วางตัวบุคคลสู้ศึกเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในห้วงปี 2562 เพราะด้วยระบบเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่ใช้บัตรใบเดียว ชี้ขาดผลการเลือกตั้งทั้ง ส.ส.แบบเขต และแบบบัญชีรายชื่อ จะไม่ใช่บัตรเลือกตั้งแบบ 2 ใบ ที่ให้ทางเลือกกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เลือกคนที่ใช่กับพรรคที่ชอบอีกต่อไป
การเฟ้นตัวผู้สมัคร ส.ส.ในแต่ละเขต ของแต่ละพรรค คงต้องละเอียดและรัดกุมยิ่งขึ้น แต่ละค่ายแต่ละพรรคต้องพุ่งเป้าไปที่สเปกผู้สมัคร ส.ส.ที่มีทั้งคะแนนนิยมในตัวเอง มาช่วยสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคที่สังกัดด้วย
ส่วนจำนวน ส.ส.ที่ลดลงในแต่ละพื้นที่นั้น จะกระทบต่อคะแนนเสียงและจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคจะได้ในการเลือกตั้ง มากน้อยเพียงใดนั้น ในมุมมองของ รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า การลดเขตเลือกตั้งไม่ได้มีผลกระทบหรือเป็นปัจจัยที่ทำให้พรรคการเมืองใด ได้เปรียบหรือเสียเปรียบไปมากกว่ากัน เพราะเป็นธรรมดาที่เมื่อมีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่แล้วจะทำให้จำนวน ส.ส.มีการเปลี่ยนแปลง และเหตุผลที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคที่มีจำนวนเขตเลือกตั้งลดลงมากที่สุด ก็เพราะภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี ส.ส.แบบแบ่งเขตมากที่สุด แต่หากเปรียบเทียบเป็นสัดส่วนจะพบว่า จังหวัดที่มีจำนวนเขตเลือกตั้งลดลงมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร จากเดิม 33 เหลือ 30 เขต คิดเป็น 9 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาจึงเป็นภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ ขณะที่ภาคตะวันออกและภาคตะวันตกนั้นไม่ลดลงเลย
ดังนั้น ตัวแปรที่แท้จริงจะต้องแยกดูเป็นรายจังหวัดว่าในจังหวัดนั้นๆ แต่เดิมเป็นพื้นที่ของใคร เช่น แม้ ส.ส.แบบแบ่งเขตในภาคใต้ลดลง 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้า จ.ตรัง ซึ่งเดิมมี ส.ส.แบบแบ่งเขต 4 คน ลดเหลือ 3 คน พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องดูว่า ส.ส.ที่หายไป 1 คนนั้นจะนำไปลงตรงไหนเพราะเขาเป็นเจ้าของพื้นที่เดิม และถ้าหาที่ให้เขาไม่ได้ก็อาจทำให้เกิดความขัดแย้ง
เมื่อถามว่า 2 พรรคใหญ่อย่างเพื่อไทยและประชาธิปัตย์จะยังเป็นพรรคอันดับ 1 และ 2 ที่ไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากกติกานี้หรือไม่ รศ.ดร.สิริพรรณวิเคราะห์ว่า ได้รับผลกระทบแน่นอน คือ จะได้จำนวน ส.ส.ลดลง แต่จะยังเป็น 2 พรรคใหญ่ที่ได้คะแนนมากที่สุดในการเลือกตั้งครั้งหน้าอยู่ดี ส่วนพรรคอื่นก็กระจัดกระจาย ไม่สามารถเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเองได้ หากไม่ไปรวมกับคะแนนของ ส.ว.
ถามต่อไปถึงโอกาสชนะเลือกตั้งถล่มทลายของพรรคเพื่อไทย รศ.ดร.สิริพรรณระบุว่า เพื่อไทยจะยังคงเป็นพรรคอันดับ 1 แต่ไม่เชื่อว่าจะมีพรรคใดได้เกิน 250 ที่นั่ง เพราะที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยจะได้คะแนนประมาณ 15 ล้านเสียง ขณะที่จำนวนประชากรของไทยมีประมาณ 66 ล้านคน มีผู้ออกมาใช้สิทธิ 33 ล้านคน ดังนั้น 15 ล้านเสียงจึงไม่ถึงครึ่ง ทำให้ไม่น่าจะเรียกว่าการชนะอย่างถล่มทลายได้ อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับว่าจะตีความการชนะแบบแลนด์สไลด์ (Landslide) หรือแอฟวาแลนซ์ (Avalanche) ไว้ที่กี่ที่นั่ง นอกจากนี้ ยังเห็นต่างว่าพรรคพลังประชารัฐจะไม่สามารถขึ้นมาเป็นพรรคอันดับ 2 แทนประชาธิปัตย์ได้ตามที่มีบางฝ่ายคาดการณ์
“ถามว่าในการกวาดต้อนหรือดูดผู้สมัครของพลังประชารัฐนั้น เขาได้คนที่เคยเป็น ส.ส.เขตเดิมหรือเปล่า ความจริงคือเขาไม่ได้ เพราะ ส.ส.เขตเดิมจำนวนมากยังอยู่กับเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐได้ ส.ส.เกรดบี เกรดซี ซึ่งเขาก็ไม่ได้รังเกียจเพราะต้องการนำมารวมเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่ก็จะได้ไม่มากพอเพราะ ส.ส.บัญชีรายชื่อมีเพียง 150 คน ซึ่งต้องถูกแบ่งไปให้พรรคอื่นด้วย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับอดีต ส.ส.ของเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์จะไปร่วมด้วยกับเขามากน้อยแค่ไหน” รศ.ดร.สิริพรรณระบุ
ส่วนพรรคใดจะเข้าวิน คว้าชัยศึกเลือกตั้ง ส.ส.ในปี 2562 นั้น อีกไม่นานเกินรอ จะได้รู้แน่