สวัสดีค่ะ วันนี้ขอนำเสนอกระทู้พาเที่ยวภูเขาอิตาเลียนแอลป์ ไปไม่ไกลจากบ้านมากนัก ขับรถไม่เกิน 1.30 ชั่วโมง ก่อนอื่นขอแนะนำตัวว่า เคยเขียนกระทู้เกี่ยวกับอาหารอิตาเลียนในโรงพยาบาลที่มิลาน และกระทู้พาเข้าป่าหาเห็ดแถวบ้านมาแล้ว หาอ่านย้อนหลังได้ในพันทิปนี่แหละค่ะ ส่วนวันนี้นั้นเป็นการเขียนแบบสดๆ ไม่ได้มีการเขียนร่างไว้ใน word ผิดพลาดประการใดหรือเขียนผิดอะไรก็ทักกันได้ค่ะ
เมื่อเช้าวันพุธที่ 19 กันยาที่ผ่านมา สดๆร้อนๆ เป็นการตัดสินใจไปหาเพื่อนที่อยู่หมู่บ้าน Livigno หมู่บ้านชายแดนอิตาลี-สวิส อ่านออกเสียงว่า ลิ-วิ-โญ่ ตัว gn ที่อิตาลีจะออกเสียง เย่อะ 555 เขียนลำบากแฮะ แต่ช่างมันเถอะค่ะ ที่หมู่บ้าน L นั้นอยู่ท่ามกลางหุบเขา และเป็นหมู่บ้านอยู่ที่ความสูง 1800 เมตรจากระดับน้ำทะเล อากาศที่นั่นค่อนข้างแปรปรวน เดี๋ยวแดดดี เดี๋ยวแดดหาย ลมพัดแรงเป็นช่วงๆ คือเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ เดือนมิถุนาที่ว่าเข้าหน้าร้อน บางทีหิมะยังตกได้เฉยเลย เดือนตุลาที่อื่นเค้าใบไม้ร่วงกันเรี่ยราด แต่ที่นี่หิมะตกไปสามวันก็มีให้เห็นมาแล้ว แต่วันที่อิชั้นไปนั้น โชคดีเหลือเกิน ช่วงเช้าฟ้ายังพออึมครึม พอเที่ยงแดดเปรี้ยง บ่ายแก่ๆตอนจะกลับ ลมเริ่มพัดแรง จนต้องควักเสื้อแขนยาวมาใส่แทบไม่ทัน
หมู่บ้านนี้ สมัยก่อนเป็นหมู่บ้านไกลปืนเที่ยง ชาวบ้านเลี้ยงวัวเลี้ยงแพะ ทำชีส ยึดอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก อยู่กันแบบง่ายๆไปตามประสา และค่อนข้างยากจน คือไม่ได้เน้นขายอะไร เน้นพอมีพอกิน แต่พอเข้าช่วงยุคปี 1980 เป็นช่วงที่รัฐเข้ามาส่งเสริมให้หมู่บ้านนี้ กลายร่างมาเป็นหมู่บ้านสำหรับนักท่องเที่ยวเล่นสกีในหน้าหนาว หน้าร้อนมาเดินเขา อาบแดด ปั่นจักรยาน และที่เวิร์คสุดๆก็คือให้เป็นเขต Duty Free ช้อปปิ้งค่ะช้อปปิ้ง เสื้อผ้า รองเท้า อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ สารพัดอย่าง อ้อ ที่สำคัญ น้ำมันเบนซินราคาลิตรละ 1.10 ยูโร ดีเซลลิตรละ 0.96 (ในวันที่ 19.09.18) เพียงแค่ไม่กี่ปี หมู่บ้านนี้ก็กลายเป็นที่นิยม แย่งซีน แย่งนักท่องเที่ยวจากหมู่บ้านอื่นๆที่แจ้งเกิดก่อนไปหมด ไม่เว้นแม้แต่หมู่บ้าน Aprica ของอิชั้น ที่เคยบูมมาก่อนใคร ยังต้องพ่ายแพ้ ยกธงขาว จนถึง ณ บัดดี้ ในโซนนี้ ก็ยังไม่มีใครกล้าไปเทียบบารมีพี่เค้าได้เลย
จากที่อยู่กันแบบพอมีพอกิน ณ ตอนนี้ชาวบ้านชาวช่องดั้งเดิม ที่มีกันอยู่เพียงแค่ไม่กี่นามสกุล ลองนับดูกับเพื่อนที่เกิดที่นั่น นับได้ 6 นามสกุล และไม่นิยมแต่งงานกับคนนอกด้วย ดังนั้นเงินทองก็ไหลมาเทมาระหว่างกันนั่นแหละ อู้ฟู้ล่ำซำกันมากมาย เป็นเจ้าของโรงแรม ร้านอาหาร บาร์กาแฟ ร้าน dutry free ร้านขายอุปกรณ์สกี ส่วนเพื่อนของสามีอิชั้นนั้นเป็นเจ้าของร้านเบเกอรี่ที่ไม่ได้มีหน้าร้าน แต่ทำเค้กทำครัวซองค์ส่งขายให้โรงแรม ร้านอาหาร บาร์กาแฟ แต่ละวันๆนั้นเค้าดูยุ่งวุ่นวายเหลือเกิน แต่สุดท้ายแล้วเค้าก็ปลีกตัวออกมากินมื้อเที่ยงกับพวกเราได้ เพื่อนเค้าแต่งงานกับสาวเยอรมันค่ะ (อ้าวไหนว่า ไม่นิยมแต่งกับคนนอก นี่เลือกเมียต่างแดนเลยนะ) มีลูกสองคน โตเป็นหนุ่มเป็นสาวไปหมดแล้ว ทีแรกที่อิชั้นเห็นเด็กๆนั้น ยังเล่นรถตักดินอยู่หน้าบ้านอยู่เล้ย
เอารูปถนนหนทางมาฝากกันก่อนค่ะ อิชั้นและสามีขับรถลงเขาจากบ้านตัวเอง แวะเอาเห็ดสีเหลืองที่อิชั้นไปเก็บมา ให้เพื่อนคนไทยที่หมู่บ้านติราโน่ก่อน แวะดื่มกาแฟคาปูชิโน่ ยืนดื่มที่บาร์ ในราคา 1.20 ยูโร แทบจะกรี๊ดเป็นภาษาใต้บ้านเรา นี่ราคานี้ยังมีอีกหรือ ที่อื่นๆ ยืนดื่มก็ 1.50 ยูโรเข้าไปแล้ว แถมชงได้อร่อยไม่มีที่ติ เดี๋ยววันหลังจะแวะไปอุดหนุนใหม่นะ 11.00 เริ่มเดินทางกันต่อ เราเลือกที่จะขับเข้าไปในเขตประเทศสวิส เพราะหมู่บ้าน L นั้นไปได้สองทาง คือผ่านเข้าไปในเขตสวิสแล้วเข้าไปในเขตอิตาลีได้อีกที เส้นนี้เปิดเฉพาะหน้าร้อน หน้าหนาวหิมะเยอะเกิน ได้ข่าวหิมะถล่มปิดทางอยู่เสมอๆ ก็เพราะเป็นถนนที่ความสูง 2300 เมตรจากระดับน้ำทะเลอ่ะนะ หรือจะเลือกขับอีกเส้นนึง ไม่เข้าสวิส ใช้เวลาเดินทางเยอะกว่านิดหน่อย ทุกรูปเป็นการถ่ายรูปในเขตแดนประเทศอิตาลีนะคะ ตอนผ่านเขตสวิสไม่ได้ถ่ายรูปไว้เลย
สภาพถนนหนทางดีนะคะ บางช่วงถนนแคบไปหน่อยก็เหอะ ชันบ้าง โค้งไปมาบ้าง แต่โดยรวมแล้ว ถนนเส้นนี้ดีกว่าและได้รับการรักษาดีกว่าแถวบ้านเรา 555 บางทีก็คิดนะว่า กับวิวข้างทาง นี่เรากำลังขับไปดาวอังคารหรือเปล่า
รูปนี้เค้ากำลังซ่อมถนนกันอยู่
รักเขา...เท่าไหน Italian Alps.
เมื่อเช้าวันพุธที่ 19 กันยาที่ผ่านมา สดๆร้อนๆ เป็นการตัดสินใจไปหาเพื่อนที่อยู่หมู่บ้าน Livigno หมู่บ้านชายแดนอิตาลี-สวิส อ่านออกเสียงว่า ลิ-วิ-โญ่ ตัว gn ที่อิตาลีจะออกเสียง เย่อะ 555 เขียนลำบากแฮะ แต่ช่างมันเถอะค่ะ ที่หมู่บ้าน L นั้นอยู่ท่ามกลางหุบเขา และเป็นหมู่บ้านอยู่ที่ความสูง 1800 เมตรจากระดับน้ำทะเล อากาศที่นั่นค่อนข้างแปรปรวน เดี๋ยวแดดดี เดี๋ยวแดดหาย ลมพัดแรงเป็นช่วงๆ คือเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ เดือนมิถุนาที่ว่าเข้าหน้าร้อน บางทีหิมะยังตกได้เฉยเลย เดือนตุลาที่อื่นเค้าใบไม้ร่วงกันเรี่ยราด แต่ที่นี่หิมะตกไปสามวันก็มีให้เห็นมาแล้ว แต่วันที่อิชั้นไปนั้น โชคดีเหลือเกิน ช่วงเช้าฟ้ายังพออึมครึม พอเที่ยงแดดเปรี้ยง บ่ายแก่ๆตอนจะกลับ ลมเริ่มพัดแรง จนต้องควักเสื้อแขนยาวมาใส่แทบไม่ทัน
หมู่บ้านนี้ สมัยก่อนเป็นหมู่บ้านไกลปืนเที่ยง ชาวบ้านเลี้ยงวัวเลี้ยงแพะ ทำชีส ยึดอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก อยู่กันแบบง่ายๆไปตามประสา และค่อนข้างยากจน คือไม่ได้เน้นขายอะไร เน้นพอมีพอกิน แต่พอเข้าช่วงยุคปี 1980 เป็นช่วงที่รัฐเข้ามาส่งเสริมให้หมู่บ้านนี้ กลายร่างมาเป็นหมู่บ้านสำหรับนักท่องเที่ยวเล่นสกีในหน้าหนาว หน้าร้อนมาเดินเขา อาบแดด ปั่นจักรยาน และที่เวิร์คสุดๆก็คือให้เป็นเขต Duty Free ช้อปปิ้งค่ะช้อปปิ้ง เสื้อผ้า รองเท้า อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ สารพัดอย่าง อ้อ ที่สำคัญ น้ำมันเบนซินราคาลิตรละ 1.10 ยูโร ดีเซลลิตรละ 0.96 (ในวันที่ 19.09.18) เพียงแค่ไม่กี่ปี หมู่บ้านนี้ก็กลายเป็นที่นิยม แย่งซีน แย่งนักท่องเที่ยวจากหมู่บ้านอื่นๆที่แจ้งเกิดก่อนไปหมด ไม่เว้นแม้แต่หมู่บ้าน Aprica ของอิชั้น ที่เคยบูมมาก่อนใคร ยังต้องพ่ายแพ้ ยกธงขาว จนถึง ณ บัดดี้ ในโซนนี้ ก็ยังไม่มีใครกล้าไปเทียบบารมีพี่เค้าได้เลย
จากที่อยู่กันแบบพอมีพอกิน ณ ตอนนี้ชาวบ้านชาวช่องดั้งเดิม ที่มีกันอยู่เพียงแค่ไม่กี่นามสกุล ลองนับดูกับเพื่อนที่เกิดที่นั่น นับได้ 6 นามสกุล และไม่นิยมแต่งงานกับคนนอกด้วย ดังนั้นเงินทองก็ไหลมาเทมาระหว่างกันนั่นแหละ อู้ฟู้ล่ำซำกันมากมาย เป็นเจ้าของโรงแรม ร้านอาหาร บาร์กาแฟ ร้าน dutry free ร้านขายอุปกรณ์สกี ส่วนเพื่อนของสามีอิชั้นนั้นเป็นเจ้าของร้านเบเกอรี่ที่ไม่ได้มีหน้าร้าน แต่ทำเค้กทำครัวซองค์ส่งขายให้โรงแรม ร้านอาหาร บาร์กาแฟ แต่ละวันๆนั้นเค้าดูยุ่งวุ่นวายเหลือเกิน แต่สุดท้ายแล้วเค้าก็ปลีกตัวออกมากินมื้อเที่ยงกับพวกเราได้ เพื่อนเค้าแต่งงานกับสาวเยอรมันค่ะ (อ้าวไหนว่า ไม่นิยมแต่งกับคนนอก นี่เลือกเมียต่างแดนเลยนะ) มีลูกสองคน โตเป็นหนุ่มเป็นสาวไปหมดแล้ว ทีแรกที่อิชั้นเห็นเด็กๆนั้น ยังเล่นรถตักดินอยู่หน้าบ้านอยู่เล้ย
เอารูปถนนหนทางมาฝากกันก่อนค่ะ อิชั้นและสามีขับรถลงเขาจากบ้านตัวเอง แวะเอาเห็ดสีเหลืองที่อิชั้นไปเก็บมา ให้เพื่อนคนไทยที่หมู่บ้านติราโน่ก่อน แวะดื่มกาแฟคาปูชิโน่ ยืนดื่มที่บาร์ ในราคา 1.20 ยูโร แทบจะกรี๊ดเป็นภาษาใต้บ้านเรา นี่ราคานี้ยังมีอีกหรือ ที่อื่นๆ ยืนดื่มก็ 1.50 ยูโรเข้าไปแล้ว แถมชงได้อร่อยไม่มีที่ติ เดี๋ยววันหลังจะแวะไปอุดหนุนใหม่นะ 11.00 เริ่มเดินทางกันต่อ เราเลือกที่จะขับเข้าไปในเขตประเทศสวิส เพราะหมู่บ้าน L นั้นไปได้สองทาง คือผ่านเข้าไปในเขตสวิสแล้วเข้าไปในเขตอิตาลีได้อีกที เส้นนี้เปิดเฉพาะหน้าร้อน หน้าหนาวหิมะเยอะเกิน ได้ข่าวหิมะถล่มปิดทางอยู่เสมอๆ ก็เพราะเป็นถนนที่ความสูง 2300 เมตรจากระดับน้ำทะเลอ่ะนะ หรือจะเลือกขับอีกเส้นนึง ไม่เข้าสวิส ใช้เวลาเดินทางเยอะกว่านิดหน่อย ทุกรูปเป็นการถ่ายรูปในเขตแดนประเทศอิตาลีนะคะ ตอนผ่านเขตสวิสไม่ได้ถ่ายรูปไว้เลย
สภาพถนนหนทางดีนะคะ บางช่วงถนนแคบไปหน่อยก็เหอะ ชันบ้าง โค้งไปมาบ้าง แต่โดยรวมแล้ว ถนนเส้นนี้ดีกว่าและได้รับการรักษาดีกว่าแถวบ้านเรา 555 บางทีก็คิดนะว่า กับวิวข้างทาง นี่เรากำลังขับไปดาวอังคารหรือเปล่า
รูปนี้เค้ากำลังซ่อมถนนกันอยู่