บริษัทนี้เป็นบริษัทที่ฝันว่าสักครั้งนึงในชีวิตอยากจะเข้าทำงานกับร้านนี้ด้วยชื่อบริษัท วัฒนธรรม การทำงาน ฯลฯ
ครั้งนึงช่วงม.6เคยไปส่งใบสมัครแล้วมีพี่ผู้จัดการโทรมาให้เข้าไปทดลองงาน ก็เข้าไปทำประทับใจกับพี่ๆในร้านทุกคนมากดูแลดีมากไม่รู้อะไรพี่เขาก็แนะนำ ยิ้มแย้มแจ่มใส บรรยากาศในร้านดีมาก แต่ก็ไม่ได้ทำเพราะว่าพี่ผู้จัดการลืมว่าเรายังอยู่ม.6และยังไม่จบในตอนนั้น ยอมรับว่าผิดหวังมากเสียใจมากในชีวิตไม่เคยเสียใจและผิดหวังที่ไม่ได้งานมาก่อนเลย
พอวันจบได้วุฒิมาติดต่อเข้าไปที่ร้านก็เต็มเราก็ส่งใบสมัครไปหลายๆสาขาไกล้บ้าน จนเข้ามาปี1ก็ได้รับการติดต่อจากสำนักงานใหญ่ให้เข้ามาสัมภาษณ์ที่สาขาเราก็เข้าไปสัมภาษณ์ตื่นเต้นมากกกและดีใจมากกกกที่จะได้ทำงานในฝันสักที
วันแรกที่สัมภาษณ์จบบทสัมภาษณ์ที่ว่า
"ตอนแรกพี่เห็นเราพี่ไม่อยากรับเลยเพราะเราดูเป็นคนธรรมดาๆไม่มีอะไร แต่พอคุยแล้วโอเคเลย"
"การทำงานที่นี่ด้วยที่ทุกคนไม่ได้สมัครวุฒิม.3 เขาก็จะมีวิธีกลั่นแกล้งเราแบบคนฉลาดๆ เราจะทนได้หรอ"
เจอประโยคนี้ไปก็สตั๊นไปนิดนึง
กลับมาก็นั่งคิดว่าทำไมความรู้สึกมันแปลกๆมันไม่อบอุ่นเหมือนครั้งก่อน หรือว่าเราเคยผ่านจุดนั้นมาแล้วเลยไม่ได้สัมผัสอารมณ์นั้นอีก ก็ไม่ได้คิดอะไร
วันรุ่งขึ้นก็ไปทำงานตื่นเช้ามากกเช็คตัวเอง เช็คผมว่าฟูไปไหมแบนไปไหม หน้าตารูขุมขนกว้างไปไหม สิวยังไง ฟันแอบบเหลืองนิดนึงก็ไปซื้อที่ฟอกฟันมาสองอัน กระหน่ำทำทุกอย่างให้ดูดีเพื่อที่ว่าจะดูดีพอที่จะเปลี่ยนความคิดผู้จัดการที่บอกว่าเราเป็นคนธรรมดาๆ ให้ดึงดูดสายตาจากคนอื่นๆ
วันแรกเราเข้าไปทดลองงานสัมผัสได้เลยว่ามันแปลกมากอารมณ์ในร้านนี้ไม่เหมือนร้านอื่นๆ ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมายคิดว่าเราคงคิดไปเอง ก็ทำๆไปทำเหมือนครั้งก่อน แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆคือความเป็นมิตรของพี่ๆที่ร้านที่ดูว่าไม่ต่างจากร้านKFC McDonald ร้านอื่นๆที่รับพนักงานวุฒิม.3เลย (ไม่ได้ว่าร้านอื่นๆที่รับวุฒิม.3จะเป็นแบบนี้นะครับ ด้วยที่ว่าการรับวุฒิม.3พนักงานจะยังไม่ค่อยมีวุฒิภาวะมากเท่าไหร่เพราะทุกคนคือวัยรุ่น น้องๆมัธยม และพี่ๆที่ไม่มีโอกาสที่จะได้รับการศึกษาด้วยเหตุผลบางประการด้านฐานะครอบครัว หรือสังคม ก็จะทำให้ส่วนใหญ่บริษัทที่รับพนักงานวุฒิม.3 สังคมจะอีกแบบกับรับวุฒิป.ตรี และบอกตรงนี้เลยว่าMcDonaldคือที่ทำงานที่ดีที่สุดเท่าที่เคยทำมาของพาททาม) แอบคิดในใจว่าแบบนี้หรอที่พี่ผู้จัดการบอกว่าดูดี น่าดึงดูดลูกค้า สำหรับเราคิดว่าเฉยๆนะ
พอจบวันนั้นก็ผ่านการทดลองงาน วันรุ่งขึ้นก็ไปทำงานด้วยความที่เรากลัวว่าเราจะมาทำงานสายหรือวันไหนปิดร้านเราจะได้สะดวกในการเดินทางเราเลยย้ายจากหอในมหาลัย มาอยู่หอไกล้ๆกับร้านเพื่อที่จะลดเวลาการเดินทาง เพิ่มเวลาพักผ่อน
ทำไปเลื่อยๆความรู้สึกเริ่มชัดเจนขึ้นว่ามันไม่ใช่แล้ว เราผ่านงานมา6-7บริษัทเพราะว่าเวลาปิดเทอมเราต้องหางานทำตลอด เราคิดว่าประสบการณ์เราก็ไม่น้อยนะกับสายงานบริการ เราแน่ใจว่ามันมีอะไรแปลกๆรู้สึกกดดัน เครียด ไม่มีความสุข เหมือนเป็นส่วนเกินของร้าน
เวลาเราทำอะไรพลาดหรือผิดไปแทนที่พี่ๆเขาจะมาบอกเราว่า เราทำตรงนี้ผิดนะต้องทำแบบนี้ๆ แต่ความเป็นจริงคือเขาไม่บอกเราและเอาเราไปคุยกับคนอื่นแล้วก็นินทาๆๆๆ ซึ่งเราก็แกล้งที่จะไม่ได้ยินบ้าง แกล้งที่จะไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรกันบ้าง ไม่น่าเชื่อว่าในกลุ่มนั้นมีผู้จัดการและหัวหน้างานด้วย
เราเจอแบบนี้มาแทบทุกวัน บางวันก็มาบอกว่าทำผิดนะทำแบบนี้นะถึงจะถูกบอกครั้งเดียว และทุกคนจะคอยดูตลอดว่าทำผิดหรือไม่ ถ้าทำผิดนะก็จะรีบบบบเอาไปเม้ามอยทันทีเลย
บางครั้งสูตรเครื่องดื่มเราทำถูกแล้วแต่มีพี่ๆบอกว่าแน่ใจหรอว่าใส่อันนั้น แน่ใจหรอว่าใส่ปั๊มถูกแล้ว แน่ใจหรอว่ากดช็อตถูกแล้ว เราก็ตอบว่าแน่ใจเขาก็บอกว่าให้ดูอีกทีว่าใช่รึป่าว เราก็เริ่มคิดล่ะว่ามันถูกป่าวว่ะเขาทำงานมานานกว่าเราถ้ามันถูกเขาจะมาพูดทำไม เราก็รีเช็คตัวเองว่าทำถูกไหม เขาก็พูดกดดันๆไปตลอดว่าแน่ใจหรอ ถูกหรอ ใช่รึป่าว เราก็รีบทำเครื่องดื่มให้ลูกค้า
ยอมรับว่าโดนทักแบบนี้โดนกดดันแบบนี้และลูกค้าที่ยืนคอยเราโคตรกดดัน สรุปคือที่เราทำถูกแล้วแต่เขาแค่แกล้งเฉยๆ จนบางครั้งเขาแกล้งเราจนทำผิดไปเลยก็มี
เราพร้อมที่จะแลกหลายๆอย่างเพื่อบริษัทนี้ เอาเป็นว่ากรีดแขนตัวเองออกมาเลือดเป็นสีเขียวอ่ะ ทุกอย่างในชีวิตเราต้องมีโลโก้ของบริษัท แก้วน้ำ กระเป๋า เคสมือถือ กระเป๋าตัง ต้องมีโลโก้ร้านติดอยู่ทุกอัน
แต่พอทำไปจริงๆ ด้วยเพื่อนร่วมงาน ผู้จัดการ ความจริงใจหาไม่ได้เลยทุกคนใส่หน้ากากเข้าหากัน คอยจับผิด กดขี่ แบ่งพรรคแบ่งพวก กดดันมาก เรื่องแบ่งพรรคแบ่งพวกเจอมาทุกที่แต่ที่นี่แรงกว่านั้นคือเดินมาถามเลยว่าจะอยู่ทีมใคร เหมือนจะมาถามเล่นๆแต่เขารอคำตอบจากเรา
เราเข้าไปทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทำงานดี เป็นงานเร็ว ความจำดี เราพยายามทำทุกอย่างที่จะพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่าเราให้ทั้งหมดกับบริษัทนี้ แต่ไม่รู้ว่าการทำงานดีมันจะทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีกับเราหรือไม่ ที่ทำงานดีเกินหน้าเกินตาเขา
แต่คำว่าทำงานดียังไม่พอสำหรับร้านกาแฟร้านนี้ ถ้าไม่เป็นคนเลียเก่ง ขี้นินทา จับผิดเก่ง แสดงละครเก่ง
ทุกครั้งที่ตื่นช่วงแรกๆเราตื่นเต้นมาก มีความคิดไอเดียดีๆที่จะเพิ่มยอดขายให้ร้านเยอะแยะไปหมดพร้อมเสนอ เลิกงานกลับมาก็มานั่งคิดว่าสิ่งนี้คือขยะของร้านเราเห็นทางที่จะเอาไปเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้ร้านได้เราก็คิดๆ เก็บไว้ๆรอไปเสนอทีเดียว
แต่ช่วงหลังๆตื่นปุ๊บออกไประเบียงดูตึกสูดหายใจลึกๆ แล้วบอกตัวเองว่ายังไงก็ไม่ตายกลับมาหรอก พอกลับมาทุกวันนั่งร้องไห้ทุกวัน
ทำงานไม่มีความสุขเลยดูแต่เวลาว่าเมื่อไหร่จะเลิกงาน ดูปฎิทินว่าเมื่อไหร่จะลาออก
ไม่ใช่ว่าไม่เคยดูว่าตัวเองทำอะไรผิดหรือพลาดอะไรไป รู้ว่าตัวเองเป็นคนที่พูดน้อยไปสำหรับร้านกาแฟร้านนี้ ไม่ค่อยมีบทสนทนากับลูกค้าและเพื่อนร่วมงานมากเท่าที่ควร(จากคำติของผู้จัดการ)(เราเอาไปเล่าให้เพื่อนฟังว่าผู้จัดการบอกแบบนี้เพื่อนทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า เองนี่นะพูดน้อย)
แต่ทุกอย่างมีเหตุผล ในสังคมที่เพื่อนร่วมงานและหัวหน้างาน ผู้จัดการ จับผิดทุกฝีก้าว ทุกคำพูด ทุกการกระทำ การจะทำอะไรบางอย่างมันต้องระวังตัวใครจะไปกล้าคุยกับลูกค้าทั้งๆที่มีคนยืนอยู่ข้างหลังเพียบรอที่เราจะพูดผิดทำผิดและจะเอาเรื่องที่เราทำผิดไปนินทากันและให้ผู้จัดการออกมาด่า
ท้ายที่สุดแล้วเราเองต้องยอมแพ้ไปกับร้านกาแฟร้านนี้และขอเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตที่จะร่วมงานและใช้บริการอีก
1เดือนกับสูตรเมนูทุกตัว
1เดือนกับสูตรการเตรียมวัตถุดิบทุกอย่าง
1เดือนกับสูตรการผสมสารเคมี
1เดือนกับการมาร์คข้างแก้ว
1เดือนกับการกดเครื่องPOS
1เดือนกับการเรียนรู้เรื่องเค้ก
1เดือนกับการเรียนรู้เรื่องแซนวิส
1เดือนกับการเรียนรู้เรื่องคุ้กกี้
1เดือนกับการเรียนรู้เรื่องการอบขนม
และ
1เดือนของการเปลี่ยนใจให้ไม่เข้าร้านนี้ไปตลอดชีวิต
ประสบการณ์การทำงานกับร้านกาแฟต่างดาว
ครั้งนึงช่วงม.6เคยไปส่งใบสมัครแล้วมีพี่ผู้จัดการโทรมาให้เข้าไปทดลองงาน ก็เข้าไปทำประทับใจกับพี่ๆในร้านทุกคนมากดูแลดีมากไม่รู้อะไรพี่เขาก็แนะนำ ยิ้มแย้มแจ่มใส บรรยากาศในร้านดีมาก แต่ก็ไม่ได้ทำเพราะว่าพี่ผู้จัดการลืมว่าเรายังอยู่ม.6และยังไม่จบในตอนนั้น ยอมรับว่าผิดหวังมากเสียใจมากในชีวิตไม่เคยเสียใจและผิดหวังที่ไม่ได้งานมาก่อนเลย
พอวันจบได้วุฒิมาติดต่อเข้าไปที่ร้านก็เต็มเราก็ส่งใบสมัครไปหลายๆสาขาไกล้บ้าน จนเข้ามาปี1ก็ได้รับการติดต่อจากสำนักงานใหญ่ให้เข้ามาสัมภาษณ์ที่สาขาเราก็เข้าไปสัมภาษณ์ตื่นเต้นมากกกและดีใจมากกกกที่จะได้ทำงานในฝันสักที
"ตอนแรกพี่เห็นเราพี่ไม่อยากรับเลยเพราะเราดูเป็นคนธรรมดาๆไม่มีอะไร แต่พอคุยแล้วโอเคเลย"
"การทำงานที่นี่ด้วยที่ทุกคนไม่ได้สมัครวุฒิม.3 เขาก็จะมีวิธีกลั่นแกล้งเราแบบคนฉลาดๆ เราจะทนได้หรอ"
เจอประโยคนี้ไปก็สตั๊นไปนิดนึง
กลับมาก็นั่งคิดว่าทำไมความรู้สึกมันแปลกๆมันไม่อบอุ่นเหมือนครั้งก่อน หรือว่าเราเคยผ่านจุดนั้นมาแล้วเลยไม่ได้สัมผัสอารมณ์นั้นอีก ก็ไม่ได้คิดอะไร
วันรุ่งขึ้นก็ไปทำงานตื่นเช้ามากกเช็คตัวเอง เช็คผมว่าฟูไปไหมแบนไปไหม หน้าตารูขุมขนกว้างไปไหม สิวยังไง ฟันแอบบเหลืองนิดนึงก็ไปซื้อที่ฟอกฟันมาสองอัน กระหน่ำทำทุกอย่างให้ดูดีเพื่อที่ว่าจะดูดีพอที่จะเปลี่ยนความคิดผู้จัดการที่บอกว่าเราเป็นคนธรรมดาๆ ให้ดึงดูดสายตาจากคนอื่นๆ
วันแรกเราเข้าไปทดลองงานสัมผัสได้เลยว่ามันแปลกมากอารมณ์ในร้านนี้ไม่เหมือนร้านอื่นๆ ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมายคิดว่าเราคงคิดไปเอง ก็ทำๆไปทำเหมือนครั้งก่อน แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆคือความเป็นมิตรของพี่ๆที่ร้านที่ดูว่าไม่ต่างจากร้านKFC McDonald ร้านอื่นๆที่รับพนักงานวุฒิม.3เลย (ไม่ได้ว่าร้านอื่นๆที่รับวุฒิม.3จะเป็นแบบนี้นะครับ ด้วยที่ว่าการรับวุฒิม.3พนักงานจะยังไม่ค่อยมีวุฒิภาวะมากเท่าไหร่เพราะทุกคนคือวัยรุ่น น้องๆมัธยม และพี่ๆที่ไม่มีโอกาสที่จะได้รับการศึกษาด้วยเหตุผลบางประการด้านฐานะครอบครัว หรือสังคม ก็จะทำให้ส่วนใหญ่บริษัทที่รับพนักงานวุฒิม.3 สังคมจะอีกแบบกับรับวุฒิป.ตรี และบอกตรงนี้เลยว่าMcDonaldคือที่ทำงานที่ดีที่สุดเท่าที่เคยทำมาของพาททาม) แอบคิดในใจว่าแบบนี้หรอที่พี่ผู้จัดการบอกว่าดูดี น่าดึงดูดลูกค้า สำหรับเราคิดว่าเฉยๆนะ
พอจบวันนั้นก็ผ่านการทดลองงาน วันรุ่งขึ้นก็ไปทำงานด้วยความที่เรากลัวว่าเราจะมาทำงานสายหรือวันไหนปิดร้านเราจะได้สะดวกในการเดินทางเราเลยย้ายจากหอในมหาลัย มาอยู่หอไกล้ๆกับร้านเพื่อที่จะลดเวลาการเดินทาง เพิ่มเวลาพักผ่อน
ทำไปเลื่อยๆความรู้สึกเริ่มชัดเจนขึ้นว่ามันไม่ใช่แล้ว เราผ่านงานมา6-7บริษัทเพราะว่าเวลาปิดเทอมเราต้องหางานทำตลอด เราคิดว่าประสบการณ์เราก็ไม่น้อยนะกับสายงานบริการ เราแน่ใจว่ามันมีอะไรแปลกๆรู้สึกกดดัน เครียด ไม่มีความสุข เหมือนเป็นส่วนเกินของร้าน
เวลาเราทำอะไรพลาดหรือผิดไปแทนที่พี่ๆเขาจะมาบอกเราว่า เราทำตรงนี้ผิดนะต้องทำแบบนี้ๆ แต่ความเป็นจริงคือเขาไม่บอกเราและเอาเราไปคุยกับคนอื่นแล้วก็นินทาๆๆๆ ซึ่งเราก็แกล้งที่จะไม่ได้ยินบ้าง แกล้งที่จะไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรกันบ้าง ไม่น่าเชื่อว่าในกลุ่มนั้นมีผู้จัดการและหัวหน้างานด้วย
เราเจอแบบนี้มาแทบทุกวัน บางวันก็มาบอกว่าทำผิดนะทำแบบนี้นะถึงจะถูกบอกครั้งเดียว และทุกคนจะคอยดูตลอดว่าทำผิดหรือไม่ ถ้าทำผิดนะก็จะรีบบบบเอาไปเม้ามอยทันทีเลย
บางครั้งสูตรเครื่องดื่มเราทำถูกแล้วแต่มีพี่ๆบอกว่าแน่ใจหรอว่าใส่อันนั้น แน่ใจหรอว่าใส่ปั๊มถูกแล้ว แน่ใจหรอว่ากดช็อตถูกแล้ว เราก็ตอบว่าแน่ใจเขาก็บอกว่าให้ดูอีกทีว่าใช่รึป่าว เราก็เริ่มคิดล่ะว่ามันถูกป่าวว่ะเขาทำงานมานานกว่าเราถ้ามันถูกเขาจะมาพูดทำไม เราก็รีเช็คตัวเองว่าทำถูกไหม เขาก็พูดกดดันๆไปตลอดว่าแน่ใจหรอ ถูกหรอ ใช่รึป่าว เราก็รีบทำเครื่องดื่มให้ลูกค้า
ยอมรับว่าโดนทักแบบนี้โดนกดดันแบบนี้และลูกค้าที่ยืนคอยเราโคตรกดดัน สรุปคือที่เราทำถูกแล้วแต่เขาแค่แกล้งเฉยๆ จนบางครั้งเขาแกล้งเราจนทำผิดไปเลยก็มี
เราพร้อมที่จะแลกหลายๆอย่างเพื่อบริษัทนี้ เอาเป็นว่ากรีดแขนตัวเองออกมาเลือดเป็นสีเขียวอ่ะ ทุกอย่างในชีวิตเราต้องมีโลโก้ของบริษัท แก้วน้ำ กระเป๋า เคสมือถือ กระเป๋าตัง ต้องมีโลโก้ร้านติดอยู่ทุกอัน
แต่พอทำไปจริงๆ ด้วยเพื่อนร่วมงาน ผู้จัดการ ความจริงใจหาไม่ได้เลยทุกคนใส่หน้ากากเข้าหากัน คอยจับผิด กดขี่ แบ่งพรรคแบ่งพวก กดดันมาก เรื่องแบ่งพรรคแบ่งพวกเจอมาทุกที่แต่ที่นี่แรงกว่านั้นคือเดินมาถามเลยว่าจะอยู่ทีมใคร เหมือนจะมาถามเล่นๆแต่เขารอคำตอบจากเรา
เราเข้าไปทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทำงานดี เป็นงานเร็ว ความจำดี เราพยายามทำทุกอย่างที่จะพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่าเราให้ทั้งหมดกับบริษัทนี้ แต่ไม่รู้ว่าการทำงานดีมันจะทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีกับเราหรือไม่ ที่ทำงานดีเกินหน้าเกินตาเขา
แต่คำว่าทำงานดียังไม่พอสำหรับร้านกาแฟร้านนี้ ถ้าไม่เป็นคนเลียเก่ง ขี้นินทา จับผิดเก่ง แสดงละครเก่ง
ทุกครั้งที่ตื่นช่วงแรกๆเราตื่นเต้นมาก มีความคิดไอเดียดีๆที่จะเพิ่มยอดขายให้ร้านเยอะแยะไปหมดพร้อมเสนอ เลิกงานกลับมาก็มานั่งคิดว่าสิ่งนี้คือขยะของร้านเราเห็นทางที่จะเอาไปเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้ร้านได้เราก็คิดๆ เก็บไว้ๆรอไปเสนอทีเดียว
แต่ช่วงหลังๆตื่นปุ๊บออกไประเบียงดูตึกสูดหายใจลึกๆ แล้วบอกตัวเองว่ายังไงก็ไม่ตายกลับมาหรอก พอกลับมาทุกวันนั่งร้องไห้ทุกวัน
ทำงานไม่มีความสุขเลยดูแต่เวลาว่าเมื่อไหร่จะเลิกงาน ดูปฎิทินว่าเมื่อไหร่จะลาออก
ไม่ใช่ว่าไม่เคยดูว่าตัวเองทำอะไรผิดหรือพลาดอะไรไป รู้ว่าตัวเองเป็นคนที่พูดน้อยไปสำหรับร้านกาแฟร้านนี้ ไม่ค่อยมีบทสนทนากับลูกค้าและเพื่อนร่วมงานมากเท่าที่ควร(จากคำติของผู้จัดการ)(เราเอาไปเล่าให้เพื่อนฟังว่าผู้จัดการบอกแบบนี้เพื่อนทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า เองนี่นะพูดน้อย)
แต่ทุกอย่างมีเหตุผล ในสังคมที่เพื่อนร่วมงานและหัวหน้างาน ผู้จัดการ จับผิดทุกฝีก้าว ทุกคำพูด ทุกการกระทำ การจะทำอะไรบางอย่างมันต้องระวังตัวใครจะไปกล้าคุยกับลูกค้าทั้งๆที่มีคนยืนอยู่ข้างหลังเพียบรอที่เราจะพูดผิดทำผิดและจะเอาเรื่องที่เราทำผิดไปนินทากันและให้ผู้จัดการออกมาด่า
ท้ายที่สุดแล้วเราเองต้องยอมแพ้ไปกับร้านกาแฟร้านนี้และขอเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตที่จะร่วมงานและใช้บริการอีก
1เดือนกับสูตรการเตรียมวัตถุดิบทุกอย่าง
1เดือนกับสูตรการผสมสารเคมี
1เดือนกับการมาร์คข้างแก้ว
1เดือนกับการกดเครื่องPOS
1เดือนกับการเรียนรู้เรื่องเค้ก
1เดือนกับการเรียนรู้เรื่องแซนวิส
1เดือนกับการเรียนรู้เรื่องคุ้กกี้
1เดือนกับการเรียนรู้เรื่องการอบขนม
และ
1เดือนของการเปลี่ยนใจให้ไม่เข้าร้านนี้ไปตลอดชีวิต