เมื่อเราต้องกลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวแบบไม่ตั้งตัว

กระทู้คำถาม
สวัสดีค่ะดิฉันขอมาแชร์ประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง เพื่อเป็นการเอาเยี่ยงแต่อย่าเอาอย่าง เพราะคนที่พูดจาดี ไม่ใช่จะเป็นคนดีเสมอไป
ดิฉันอายุ 35 ปี  ทำงานในหน่วยงานราชการประจำจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคกลาง  ดิฉันได้พบรักกับแฟนเมื่อช่วงปลายๆเดือนกรกฎาคม 2560 เราเจอกันผ่านแอพฯหนึ่งที่วัยรุ่นก็รู้จักกันดีค่ะ แฟนของฉันเขาอายุน้อยน่ะค่ะ เราต่างกัน 9 ปีคร่ะ แฟนเราอายุ 26 ปี เป็นหนุ่มหน้ามนคนเหนือจ้าวผิวขาวตัวบางๆเล็กๆ  ตอนที่เจอกันเขาทำงานเป็นเซลล์ของแบร์นหนึ่งที่เอ่ยชื่อใครก็รู้จักกันดี เขาเป็นสุภาพ เรียนร้อย พูดจาดี ยิ้มเก่ง ดูเป็นผู้ใหญ่มากค่ะ เป็นคนอ่อนโยน ดูแลเอาใจใส่ อยากกินอะไรซื้อมาไว้ให้ ทำความสะอาดบ้านให้ด้วยน่ะค่ะ เราเลยมั่นใจมากเลยเอาว่ะผู้ชายคนนี้แหละพ่อพันธุ์ 2018 555+  คบกันแรกๆน่ะเช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอนค่ะ โทรและวิดิโอคลอหากันตลอด ไม่รู้เอาเรื่องไหนมาคุยกันหนักหนา แต่มีประเด็นหนึ่งที่ว่าเขาไม่ยอมให้เราเป็นเพื่อนใน เฟรสบุ๊คน่ะ เราก็ไม่ได้ว่าอะไรเขาเพราะตอนแรกๆมันยังใหม่ๆอยู่เขาอาจจะมีเหตุผลไม่อยากให้เรารับรู้เรื่องส่วนตัวค่ะ (แต่ในใจลึกๆแอบสงสัยน่ะเอ้???? ทำไมต้องปิดบังกัน) พอสักระยะหนึ่งเราก็ตกลงสานสัมพันธ์แบบลึกซึ้งกันมากขึ้น (ช่วงระยะที่เราตกลงใจกันมันเร็วมากค่ะขอไม่เปิดเผยละกันเนอะเพราะอาจจะเป็นตัวอย่างที่ไม่เหมาะสมกับเยาวชน)  
หลังจากนั้นก็ยังไม่มีอะไรผิดปกติ ระหว่างนั้นเราก้อมีเรื่องขัดใจ ขัดคอกันบ้างด้วยอายุที่ต่างกันมาก เขาอยู่ช่วงวัยรุ่นอยู่แต่เราอยู่ในช่วงวัยกลางคนแล้วเราพร้อมที่จะสร้างครอบครัวแล้วเนอะ และแล้วเขามีคำสั่งย้ายให้ประจำอีกจังหวัดหนึ่งก็ไม่ไกลมากเราก็ยังไปมา หาสู่กันอยู่น่ะ แต่เขาเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมไปค่ะคือเขาไม่ค่อยโทรหา ก็จะให้เหตุผลว่าเขาทำงานงานเหนื่อย เขาอยากพักผ่อนดูหนัง เราก็คิดเข้าข้างตัวเองไปอีกแหละว่าคงเป็นธรรมดาที่พอคบกันนานๆไปคนเราก้อเริ่มเปลี่ยนไปบ้างเนอะ พาวันเวลาผ่านไปเขาก้อย้ายงานค่ะย้ายไปอยู่แถวๆเขตปริมณฑล ช่วงเวลานี้แหละที่เริ่มมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น เขาเริ่มไม่อยากคุยกับเราล่ะ เริ่มโทรหาไม่รับ บอกจะนอนเร็ว อยากดูหนัง (แต่เราโทรหาสายไม่ว่างน่ะ) พอเราถามเขาก็มีอารมณ์บอกว่าจะไม่ให้คุยกับใครเลยเหรอ(เสียงสูง) เราก้อเริ่มเสียความรู้สึกคือเราเป็นแฟนไม่มีสิทธิ์ถามเลยเหรอ เราก็เลยลากประเด็นเรื่องเฟรสบุ๊คมาถามว่าทำไม่ไม่ยอมให้เป็นเพื่อน เขาก็เสียแข็งๆพูดห่วนๆ ว่าไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องมั้ง  แต่ด้วยความที่รักเขาเนอะ เราพยายามคิดน่ะว่าไม่เป็นรัยตามใจเขาและพอเขาออกจากงานอีก เขาก็เดินทางกลับไปทำงานจังหวัดใกล้ๆบ้านทางเหนือจังหวัดที่มีชื่อเสียงการท่องเที่ยวเลยทีเดียว อันนี้สถานการณ์เริ่มแย่ลงมากๆเลย เขาเริ่มปิดบังเราทุกอย่างๆ อันนี้ไม่ยอมบอกที่ทำงานใหม่ หอพักที่พักก็ไม่ยอมบอก โทรหาเริ่มสายไม่ว่างมากขึ้น เริ่มไปไหนมาไหนไม่บอก พอถามก้อจะอารมณ์เสียใส่ หน้าตาเบื่อหน่าย เราจะเจอกันแค่ช่วงเดือนล่ะค่ะ รอเขามาที่บ้านเรา จนเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายาที่ผ่านมาเรารู้สึกเครียดมากกังวล สับสนว่าเราอยู่ในสถานะไหน??? เริ่มน้อยใจเขามากขึ้นเรื่อยๆจนเราเริ่มพุดกับเขาแบบจริงจัง เขาก้อยอมรับแบบไม่เต็มปากน่ะว่าเขามีคนอื่น เขาบอกว่าคุยกันแต่ไมได้คิดอะไร  เขาไม่แน่ใจว่าใครดีไม่ดี เขาบอกให้เราเลือกที่จะหยุดสะ เพราะเขาไม่ใช่คนดี เลือกที่จะเดินจากไปสะ จนเราเริ่มมีอาการผิดปกติ ประจำเดือนเลื่อนมาประมาณ 7 วันค่ะ เราจำวันที่ปฏิสนธิได้ดีเลย เพราะระหว่างที่เราคบกันจะคุมแบบธรรมชาติ เมื่อเดือนสิ่งหาเขาเผลอปล่อยข้างในค่ะ เรารู้ชะตากรรมเลยว่าต้องท้องแน่ๆเช้ามารีบไปซื้อยาฉุกเฉินมาทานคร่ะ แต่ทว่ามันสายไปค่ะเชื้อมันเริ่มปฏิสนธิกันแล้ว  จนเราตัดสินใจตรวจค่ะ ขึ้น 2 ขีดค่ะ แต่อีกขีดจางๆ เราก้อตรวจใหม่อีกก็ขึ้นเหมือนเดิม เลยไปปรึกษาคุณหมอ ท่านก้อแนะนำคร่ะว่าตอนนี้น่าจะตั้งครรภ์คร่ะ  เราเลยตัดสินใจดทรหาเขาเราสามารถติดต่อเขาได้ทางเดียวน่ะช่องแชทในเฟรสบุ๊ค เพราะอย่างอื่นเราลบเขาทิ้งหมดตอนที่ทะเลาะกันเราก็ขอไอดี ขอเบอร์เขาใหม่แต่เขาให้คำตอบว่าไม่ให้ ขออยู่แบบเป็นอิสระต่อไป เราบอกเขาและส่งรูปให้เขาดูค่ะที่ตรวจ เขาเงียบและบอกเราว่าเขาไม่อยากมีลูกเขากลัว และไม่อยากมีลูกตอนนี้ทำไงดี  เราก็เงียบสิเราตอบไปว่าถ้าจะให้เราเอาเด็กออกเราไม่ทำ เราคิดว่าเด็กคนนี้เป็นของขวัญที่เขามอบให้เรา เขาบอกเราย้ำว่าเขาเครียดเขาไม่โอเครเรื่องลูก ถ้าไม่มีลูกเขาก้อกับมาคบกับเราแบบเดิม คือหาทุกเดือนที่ห้ามยุ่งกัน คุยกันได้ทางช่องแชทอย่างเดียว เขาใจดำมากเนอะ เลือดเนื้อเชื้อไขเขาทั้งคน คนอายุ 26 ปี จบระดับปริญญาตรี ในสถาบันที่มีชื่อเสียง ทำงานเกี่ยวกับสถานะประโยชน์มาก่อนไม่น่าจะจิตใจที่มืดดำขนาดนี้ เรามองเห็นถึงความเห็นแก่ของเขา คือเขาไม่เลือกเรากับลูก แต่เขายังบอกรักเราอยู่เลยน่ะ รักแบบเห็นแก่ตัว รักแบบไม่ให้เรารับรู้อะไรสักอย่าง เราเลยตัดสินใจเดินออกมาค่ะ เราส่งข้อความไปบอกว่าเราไม่ขอเรียกร้องอะไรอีก ไม่ขอร้องให้เขาเป็นพ่อของลูกเรา ไม่ขอเรียกร้องให้ช่วยดูแล ลูกเราเราจะดูแลเขาเอง เราขอให้เขาเริ่มต้นใหม่ที่ดี เริ่มต้นกับคนที่เขาคิดว่าใช่ ขอให้เขามีความมั่นคงในหน้าที่การงาน เราเองก็จะดูแลลูกและตัวเราให้ดีที่สุดเหมือนกัน เราหันมาเป็นคนแม่เลี้ยงเดี่ยว เราจะดุแลลูกในท้องเราให้ดีตอนนี้น่าจะเดือนนิดๆ สิ้นเดือนนี้เราจะไปฝากท้องล่ะ  เราบอกแม่เราบอกคนในครอบครัวทุกคนไม่ว่าเราเลย ให้กำลังใจและดีใจที่เราจะมีตัวเล็กๆ แม่บอกเราว่าลูกคือของขวัญล่ำค่ามากที่สุด อย่าน้อยใจในโชคชะตา  อย่าไม่ร้องขอความเห็นจากผู้ชายที่ไม่มีแม้แต่จิตสำนึกที่ดี ไม่มีความรับผิดชอบ มาช่วยกันดูแลตัวเล็กให้เติบโต ดูและเรื่องพัฒนาการของลูกให้ดี และอย่าไปปิดกั้นระหว่างพ่อกับลูก วันหนึ่งเขาโตเขาจะเข้าใจเราเองเชื่อแม่น่ะ!!! เราโชคดีมากๆที่ยังเหลือครอบครัวที่ให้โอกาสเรา แต่เราเสียใจที่เขาทิ้งให้แก้ไขปญหาเองคนเดียวโดยที่เขาไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับคนอื่นที่ไม่ใช่เรากับลูก เราจะพยายามลืมทุกความเจ็บปวด และเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดี
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่