รีวิวไป กทม ครั้งแรกในชีวิต!!!

ผมอยู่บ้าน อำเภอหนึ่งในชนบทห่างไกลความเจริญ แถวๆชายแดนพม่า ไม่มีเซเว่น และปั้มน้ำมัน มีแต่ร้านขายของชำ และปั้มหลอด ยังดีที่มี 4G ให้เล่น 5555

อยู่มาวันหนึ่งมีเหตุให้ได้เข้าไปทำธุระใน กทม ซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิต ในวันใกล้เลข 3

การเดินทางเป็นไปด้วยความสะดวกสบายแต่เมาหัวเพราะการเดินทางต้องผ่านหุบเขาและโค้งเยอะ แต่ยังดีที่มีรถบัส VIP ของ ลุงสมบัติ ที่มีที่นั่งเดี่ยวๆด้วย เพราะเดินทางคนเดียว จะได้ไม่แออัด และไม่เบียดกับคนอื่น การเดินทางใช้เวลาราว 12 ชม

ทริปนี้เป็นทริปเร่งรีบ ไป-กลับ

พอถึง กทม สิ่งที่คิดกับความเป็นจริงนั้นแตกต่างกันมากมาย ไปถึงสถานีขนส่งหมอชิต (น่าจะสายเหนือเพราะมาจากภาคเหนือ) วันนั้นไปถึงฝนตกเรียบร้อยแล้ว แต่!!! หมอชิตเป็นแบบ ถนนหลุมลึกพอประมาณ มีน้ำขังด้วย และมีขยะบ้างประปราย ซึ่งไม่คิดว่า กทม มีแบบนี้ด้วย คิดๆดูแล้ว ถ้าไม่ดีมากแต่ก็น่าจะดีกว่านี้ ลงจากรถได้แช่น้ำกันสบายเท้ากันเลยทีเดียว นี่เป็น first impression ของคนบ้านนอก และคนเยอะมากกกกก 5555 แต่ดูเหมือนไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่

เพราะสายตาหลายคู่ต่างจับจ้องมาที่ผม คงเป็นเพราะ identity ตื่นเมือง ผิว หน้าตา ที่แตกต่างจากคนในเมืองบ้างเล็กน้อย และเดินแบบชีวิต slow life แต่คน กทม เดินเร็วมากก 555

แต่ผมเข้าใจคน กทม นะว่าประชากรเยอะ รถเยอะ ถนน ก็ไม่ดีเป็นธรรมดา การควบคุมประชากรอาจไม่ทั่วถึง ส่วนท่ารถบ้านผมแทบไม่มีขยะและท่ารถดีมาก เป็นทางลาดยางมะตอยอย่างดี ไม่มีหลุมใดๆ เพราะจำนวนประชากรไม่เยอะ และมีถังขยะให้ทิ้งเป็นที่เป็นทาง

หลังจากทำธุระเสร็จได้ไปเที่ยวเอเชียทีค มีชิงชาสวรรค์ใหญ่ๆ เข้าใจว่าน่าจะขึ้นได้ตอนกลางคืน ไปดูแม่น้ำเจ้าพระยา และที่พีคที่สุดคือ ขึ้นรถเมย์ เป็นอะไรที่ตลกมากกก 555

คือมันจะมีป้ายรถเมย์ให้ยืนรอ และต้องรีบกระโดดขึ้นเพราะเขารีบปิดประตูให้อารมณ์คล้ายๆเกมส์ เพราะกลัวประตูหนีบ 555 ก็คิดว่า จำเป็นต้องรีบขนาดนั้นเลยเหรอ แต่ดูเหมือนว่าคน กทม เป็นคนกระฉับกระเฉง คล่องแคล่ว ว่องไว

แต่ต่างจากบ้านผมที่กว่าจะรอคนครบ กว่าจะขึ้นรถ กว่าจะปิดประตู คือ slow life มากถึงมากที่สุด มา กทม ปรับตัวแทบไม่ทัน

ต่อมาที่คนบ้านนอก คือบ้านนอกจริงๆรู้กับเกือบหมด ว่ามา กทม แล้วต้องไปให้เห็นกับตาสักครั่งหนึ่งในชีวิต คือ สยามพารากอน ไปถ่ายรูปเช็คอินว่า ตอนนี้อยู่ สยามพารากอนนน 55555 เพราะได้รับถ่ายทอดจากช่องน้อยสี เมื่อก่อนที่บ้านมีช่องเดียว

เนื่องจากนั่ง taxi ไป พี่ taxi ถามว่ามากจากไหน ผมก็ตอบว่า มาจากบลาๆ แล้วไปทำอะไรที่พารากอน ผมตอบไปว่า ไปดูหนัง taxi ไม่เชื่อ 5555 ถามย้ำอยู่นั้นแหล่ะ taxi คงกลัวว่าผมคงไม่มีเงินไปดูหนังหนังและไปซื้อของที่พารากอน เพราะของแพง ผมก็เลยยิ้มตอบแบบแห้งๆ ทั้งๆที่ผมรู้ว่าของมันแพงนั้นแหล่ะ แต่อยากไปดูเฉยๆ 5555 (ดีนะที่เรียก taxi ได้ เพราะเห็นว่าเรียก taxi ยากก)

ไปถึงพารากอน เดินหลงตั้งนานน กว่าจะถึงศูนย์อาหารที่อยู่ชั้นล่าง เพราะหิวข้าว ไปกินข้าวมันไก่ พิเศษ จานละ 100 บาท ครั้งเดียวในชีวิต 5555

พอกินเสร็จก็ไปซื้อโดนัด ยี่ห้อดัง ที่มีสาขาแต่ใน กทม ก็งั้นๆนะ โดนัท DD อะไรกว่า อันนี้แล้วแต่คนชอบเลย

แล้วไปต่อที่ โรงหนัง พารากอนซีนีแพล๊ก ไปดู  imax ที่นั่งแคบมากกก ปกติไปดูหนัง imax ที่เชียงใหม่ จะนั่งแถว H ตลอด เพราะมีช่องทางเดินยืดขาได้ยาวๆเลย imax ที่พารากอนแถว H ไม่มีช่องว่าง และแคบจริงอะไรจริง เวลานั่งต้องเอียงขา เอียงเข่า เพราะไปชนกับเบาะด้านหน้า อันนี้ขนาดผมเตี้ยแล้วนะ 555 ดีที่ผมนั่งติดทางเดิน แต่เวลาคนเดินเข้าถึงขนาดต้องลุกให้เข้าเลย แต่ ที่พารากอน เขาเครมว่า imax ใหญ่ที่สุดในประเทศ ก็เลยอยากไปดู

หลังจากนั้น นั่งตุ๊กไปขึ้นรถไฟ ตุ๊กๆซิ่งมากกกก แต่เห็นความแตกต่างของทางม้าลายใน กทม กับ เชียงใหม่ว่า กทม ทางม้าลายไม่มี traffic lights ให้กดเลย ไม่รู้ว่ามีรึป่าว คือต้องวัดดวงในการข้ามถนนเองเอง แต่เชียงใหม่มี traffic lights ทาวม้าลาย เกือบทุกมุมเมืองเลยครับ

จากนั้นมาถึงสถานีรถไฟที่มีข่าวลือว่ามีสาวๆมาขายส้มตำกันบ่อยๆ 5555 พึ่งได้นั่งรถไฟครั้งแรกของชีวิต กลับเชียงใหม่ และรถต่อไปยังบ้านนอก รถไฟที่นั่งเป็นรุ่นใหม่ แอร์เย็น สะอาด ทุกอย่างเฟอรเป็ค แต่นอนไม่ค่อยหลับเพราะมันตึกๆตักๆ อยู่ตลอดเวลา

แอบแวะเที่ยวเชียงใหม่สักพัก 5555 แล้วกลับถึงบ้านนอกอย่างปลอดภัย

เพื่อนๆมีที่แนะนำ ที่เที่ยวใน กทม ที่ไหนอีกบ้างครับ ถ้าคราวหน้ามีโอกาสไป กทม จะลองไปดูครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่